โต๊ะที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างสวยหรู ชั้นสองถูกจองไว้ทั้งหมดเพียงเพราะจัดเตรียมโต๊ะทานข้าวสำหรับเขาคนนี้เพียงคนเดียว
“ภูผา?”
“อ้าว…นที มาแล้วหรอ มานั่งสิ!”
“นี่พี่ทำอะไรอ่ะ นัดผมมาทานข้าวด้วยเหตุผลอะไร?”
“ก็จัดงานต้อนรับการกลับมาของน้องชายยังไงล่ะ แล้วแกเห็นฉันทำอะไร ชักว่าวอยู่หรือไง ฮ้าฮ่าฮ้า”
“ยังคงกวนตีนเหมือนเดิมนะ พี่ชายฉัน”
“แกก็ยังเ็า เรียบเฉยเหมือนเดิมนะน้องชาย เอ้าแล้ว…นี่น้องสะไภ้ฉันไม่มาด้วยหรอ คิมหันต์น่ะ” เพล้ง!! เสียงช้อนกระทบจานอย่างเเรงแสดงถึงความไม่พอใจสุดๆ
“ผมบอกแล้วไงว่าอย่าพูดถึงชื่อนี้อีก คนเหี้ยๆอย่างนั้นจะพูดถึงมันอีกทำไม”
“โอเคๆ…ฉันผิดเองล่ะ มาๆกินข้าวกันดีกว่า”
“ผมไม่กินละ…ขอตัวก่อน ตอนเย็นไม่ต้องรอนะ ผมไม่กลับบ้าน ไปล่ะ” นทีหงุดหงิดจนทานข้าวไม่ลง เขากระชากผ้าเช็ดปากวางไว้ที่โต๊ะก่อนจะเดินมือล้วงกระเป๋าแล้วจากไป ในทางกลับกันอีกฝ่ายกลับยิ้มเ้าเล่ห์เหมือนคิดอะไรบางอย่างได้เเต่ทว่ามันกลับผิดคาด
“เอ้า!..ไม่อยู่หรอ..หายไปไหนนะ?..หรือว่าจะรู้ตัวและหนีกลับไปแล้ว เเต่ชั่งเถอะครั้งหน้ายังมี อิอิอิ” แท้จริงแล้วการที่นทีเดินทางมาที่นี่มันเป็แผนของภูผาที่วางไว้แล้ว จริงๆเขานัดเด็กมากินข้าวที่นี่ เเต่เมื่อเห็นว่าคิมมาทานข้าวที่นี่เขาจึงตั้งใจโทรตามนทีใหห้มาเจอกับคิมนั่นเอง เนื่องด้วยภูผารู้เหตุผลที่พวกเขาทะเลาะกันและรู้ด้วยว่าทำไมคิมหันต์จึงถือโอกาสกลับมาอยู่ไทยถาวร หลังจากที่คิมหันต์หายไป น้องชายของเขาก็ไม่เอาอะไรอีกเลยกลายเป็คนเรียบเฉยและเ็ากับทุกคนไม่เว้นแม้กระทั่งกับพี่ชายของเขาเองก็แทบจะไม่พูดคุยกันด้วยซ้ำ นี่จึงเป็เหตุผลหลักที่เขาอยากให้คิมกลับมาคืนดีกับนทีโดยเร็ว
“ฮัลโหล ฉันภูผานะ…ช่วยสืบให้ฉันทีว่าคิมหันต์ อัศวนนท์ ตอนนี้ทำกิจการอะไร พักอยู่ที่กับใครและมีสภาพการใช้ชีวิต ยังไง ฉันขอข้อมูลทั้งหมดภายใน 3 วันนี้นะ” ภูผาตั้งใจจะจับให้พวกเขาทั้งคู่ได้คุยกัน เเต่ทว่าคิมนั้นกลับกำลังเดินหนีนทีอยู่ คิมพานิกกี้มานั่งกินข้าวที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้ๆคอนโดของคิมนั่นเอง
“ความจริงนั่งกินข้าวกลางธรรมชาติแบบนี้ก็อร่อยดีนะว่าไหม...คิม คิม!!”
“ห่ะ..อื้ม..โทษที นิกพูดว่าไงนะ”
“เหม่อถึงพี่ทีอยู่ล่ะสิ เฮ้อ!! คิมนะคิม เราบอกให้เข้าไปคุยเลยจะได้รู้ว่าจะเอายังไงต่อไป ไม่ใช่มาคิดถึงเขาข้างเดียวอยู่แบบนี้”
“เงียบเถอะหน่า…คิมยังไม่พร้อมที่จะเจอหรือคุยกับพี่เขาตอนนี้”
“ครับๆๆๆ…ไม่พูดก็ได้ ว่าเเต่อันที่กำลังจะเอาเข้าปากน่ะ มันคือทิชชู่นะ จะกินหรอ?”
“นิกกี้!!….นี่แกล้งคิมหรอ นี่แน่ะๆ” ทั้งคู่หยอกล้อกันท่าม กลางบรรยากาศอันเงียบสงบนี้ หลังจากที่พวกเขาทานข้าวกันเสร็จ นิกกี้ก็เล่าเื่ที่ทำงานให้ฟังพร้อมกับชวนให้คิมไปทำงานที่อังกฤษด้วย เเต่ว่าคิมปฏิเสธเพราะเขาไม่อยากไปห่างจากพ่อกับแม่และอีกอย่างก็คือ เขายังไม่ได้แก้ไขเื่บางอย่างให้กระจ่างนั่นเอง ซึ่งนิกกี้ก็เข้าใจ…นิกกี้จึงตกลงกับคิมว่าเขาจะไปๆมาๆแบบนี้ตลอด หากคิมมีเื่ไม่สบายใจอะไร ก็ขอให้บอกนิกกี้ได้ตลอดเวลา เขาพร้อมที่จะซัพพอร์ตคิมในทุกเมื่อนั่นเอง
เวลาสามทุ่มคืนนั้น นทีกลับมาถึงบ้านด้วยสภาพที่เมาทิ้งตัว โชคดีที่เขามีการ์ดคอยช่วย ไม่เช่นนั้นป่านนี้เขาคงยังนอนกลิ้ง อยู่ที่ไหนซักที่แน่ๆ
“คุณทีครับ ถึงบ้านแล้วนะครับ คุณที”
“ปล่อยมันนอนไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวที่เหลือฉันจัดการเอง นายก็ไปพักผ่อนเถอะ”
“ครับ..คุณภูผา เอ่อ คุณภูผาครับ วันนี้คุณทีให้ผมไปคอนโดแถวๆแยก..อโศก ดูเหมือนว่าคุณทีกำลังอยากจะซื้อด้วยนะครับ”
“คอนโดแถว อโศกอย่างนั้นหรือ..อืม ฉันรู้ละ นายไปพักเถอะ เดี๋ยวฉันลากมันขึ้นไปข้างบนเอง” พูดจบภูผาก็โน้มตัวลงมาประคองน้องชายผู้เมาไม่ได้สติของเขาขึ้นไปนอน้าทันที เขารู้ว่าถึงพูดอะไรไปตอนนี้ นทีก็คงไม่พร้อมที่จะรับอยู่ดี สู้รอให้เช้าแล้วค่อยมาคุยกันน่าจะดีกว่า ภูผาจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าเปื้อนอ้วกให้น้องชายก่อนจะลากเขาไปนอนที่เตียงพร้อมกับห่มผ้าให้
“ฉันรู้ว่านายเจออะไรมามากมายเเค่ไหน เเต่เชื่อเถอะหลังจากนี้นายจะดีขึ้น ไอ้เ้าน้องชาย…ฝันดีนะ” ภูผาหันหลังเดินจากห้องไปเพียงเพราะเขาไม่อยากรบกวนน้องชาย เนื่องด้วยตอนนี้พวกเขาเหลือกันเเค่สองพี่น้อง ภูผาจึงต้องทำหน้าที่ดูเเลกิจการและน้องชายแทนพ่อกับแม่ที่ฝากไว้ ทั้งที่อายุห่าง กันเเค่ปีเดียว เเต่ภูผากลับต้องเข็มเเข็งมากกว่านทีเป็ร้อยๆเท่า เนื่องด้วยเขามีธุรกิจระดับั์ใหญ่ของพ่อและพนักงานอีกร้อยชีวิตที่เขาจะต้องประคองมันไปต่อให้ได้ จนกว่าน้องชายผู้ไร้สติของเขาจะกลับมาเป็ปกตินั่นเอง