เด็กชายสามคนช่วยกันพลิกหน้าดินจนเสร็จ จางเฟยอีอุ่นข้าวต้มอีกชามมาวางไว้ใกล้ๆ เฉิงซีห่าวเพื่อให้เขาหยิบกินเอง ส่วนเด็กสามคนได้ซาลาเปาไปคนละหนึ่งลูกสำหรับมื้อกลางวัน จากนั้นทั้งสี่คนก็พากันเดินไปยังเส้นทางทางด้านหลังบ้านที่เป็ลำธารแห้งขอด
ลำธารหลังบ้านนั้นน้ำแห้งไปแล้ว คงไม่มีใครเดินมาเส้นทางนี้กันสักเท่าไร จางเฟยอีหวังว่าจะพบพืชผักอะไรที่สามารถนำไปขายได้อีก ผักที่เตรียมจะเพาะปลูกขึ้นมาที่เร็วที่สุดกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ก็ต้องใช้เวลาถึง 40 วัน ถึงจะเริ่มเอามาขายได้ แม้นางจะมีอาหารที่นำออกมากินได้ไม่มีวันหมด แต่มีอีกหลายอย่างที่จำเป็ต้องใช้เงินซื้อ
จากคำของเถ้าแก่ร้านธัญพืช สินค้าที่ชาวบ้านนำมาขายเองก็เป็พวก เห็ด ผักป่า และหน่อไม้ ขอเพียงให้นางได้ไปเห็นชนิดพันธุ์ของพวกมัน ก็สามารถนำของที่มีอยู่ในมิติมาเพิ่มจำนวนให้มาก ก็ทำเงินได้เช่นกัน
ทั้งสี่คนสะพายตะกร้าสานขึ้นหลังไปคนละใบ เฉิงลู่ฉีตื่นเต้นมากนี่เป็การออกจากบ้านไปไกลที่สุดในชีวิตของเขาแล้ว อีกทั้งคราวนี้ไม่มีทั้งพี่ใหญ่และพี่รอง ที่คอยดุนั่นระวังนี่พร่ำบ่นตลอดเวลามาด้วย เขารู้สึกเขาโตขึ้นมาได้ภายในวันเดียวจริงๆ
บริเวณลำธารสายเล็กที่แห้งขอดมีต้นไม้ใหญ่หลายต้นแผ่กิ่งก้านมากมายหลายสาขาแต่บัดนี้ใบไม้ได้เปลี่ยนสีและเริ่มร่วงหล่นลงไปมากแล้ว
จางเฟยอีเลือกกิ่งไม้ยาวที่แข็งแรงให้ตนเองและเด็กชายทั้งสาม ใช้กิ่งไม้ตีไปบนใบไม้ที่ร่วงหล่นปกคลุมดินเอาไว้ เพื่อไล่แมลงและสัตว์เลื้อยคลานที่อาจซุกซ่อนตัวอยู่ใต้ใบไม้แห้งเ่าั้
พวกเขาเดินผ่านกองใบไม้และกอหญ้าเลาะไปตามแนวลำธาร เมื่อพบท่อนซุงหรือก้อนหินใหญ่ จางเฟยอีก็พยายามมองหาเห็ด แต่ก็ไม่พบอะไร หน่อไม้นั้นไม่ต้องไปคิดเพราะบริเวณนี้นางไม่เห็นต้นไผ่เลยสักกอ เดินพูดคุยกันไปเรื่อย ๆ ในที่สุด์ก็ยังเมตตาพวกเขา จางเฟยอีได้พบกับต้นมันหวานกลุ่มใหญ่เลยทีเดียว หนำซ้ำยังมีโชคสองชั้นนางเห็นต้นหัวไชเท้าอีกกลุ่มหนึ่งที่แห้งเหี่ยวอยู่ห่างจากต้นมันหวานนี้ไม่ไกลนัก
“พวกเรา มาดูทางนี้สิ หัวไชเท้ากับมันหวาน !! ช่วยกันขุดกลับไปบ้านเราให้หมดเลย พวกมันมีเยอะเลยทีเดียว เราจะเอามันไปขายกัน” จางเฟยอีร้องเสียงกังวานใสอย่างดีใจ
“โอ้โห นี่มันมากกว่าที่เราเคยเจอเมื่อครั้งก่อนอีกนะพี่ใหญ่” จางเฟยเทียนะโโหยง เมื่อเห็นกลุ่มต้นหัวไชเท้าที่พี่สาวชี้ให้เขาดู
“อืม..มีไม่น้อยเลย น่าจะขายได้หลายเงินเลยด้วยนะเฟยเทียน”
เมื่อได้ยินพี่สาวบอกว่าจะขายมันหวานและหัวไชเท้าได้ เด็กชายตัวน้อยกลับก้มหน้าเม้มปากขมวดคิ้วจนแทบจะชนกัน ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาแฝงความไม่มั่นใจอยู่หลายส่วน
“พี่ใหญ่ ข้ารู้ว่าพวกเราแยกบ้านจากท่านปู่และท่านลุงแล้ว แต่ข้าขอแบ่งหัวไชเท้ากับมันหวานไปให้ลี่เจี๋ยกับลี่หลินไปขายบ้างได้หรือไม่ขอรับ”
จางเฟยอีหันมามองใบหน้าที่ฉายความวิตกกังวลของน้องชายอย่างสนใจ ไม่ใช่ว่านางไม่มีน้ำใจ แต่การให้ก็ต้องมีขอบเขตที่เหมาะสม ไม่เช่นนั้นพวกเขาอาจจะทำเพียงรอคอยความช่วยเหลือไปตลอด และเวลานี้นางเองก็ไม่ได้ร่ำรวยถึงขนาดที่จะทำงานงกๆ เพื่อเอาเงินไปแจกจ่ายให้กับผู้ใดได้อย่างไม่สะทกสะท้าน
“เ้าต้องบอกเหตุผลมาก่อน ว่าเหตุใดถึงอยากแบ่งให้น้องสาวทั้งสองคนเอาไปขาย แค่เพียงไปรับน้องสาวมากินอาหารที่บ้านเราก็ได้แล้วนี่”
เด็กชายทำตาแดงก่ำราวกับน้ำตาจะไหลออกมา แต่ก็พยายามเงยหน้าขึ้นเพื่อให้มันไหลย้อนกลับไป ท่าทางน่าขบขันอยู่ไม่น้อย
“ข้าไม่อยากให้น้องเก็บดินกินอีก น้องก่อไฟไม่เป็ข้าให้มันหวานไปน้องก็กินไม่ได้ แต่ถ้าน้องเอาของพวกนี้ไปขายก็จะได้เงิน ถ้าวันไหนน้องไม่มีอาหารก็จะได้มีเงินไปซื้อกินเอง…”
จางเฟยเทียนคราวนี้กลั้นน้ำตาไม่อยู่แล้ว เขาเคยเห็นน้องสาวสองคนหิวโหยจนเก็บดินใส่ปากเคี้ยวกิน เขาพยายามห้ามแล้วแต่น้องก็ไม่ฟัง จนเขาโกรธแล้วร้องไห้ออกมาน้องสาวถึงร้องไห้ตามแล้วยอมคายดินในปากทิ้ง เวลานั้นเขารู้สึกเ็ปตรงหัวใจ เขาไม่อยากเห็นน้องกินดินอีกต่อไปแล้ว
จางเฟยอีและจางเฟยหรงที่ฟังอยู่ต่างก็กลั้นหายใจอย่างลืมตัวไปชั่วขณะหนึ่ง ทั้งสองคนเคยรับรู้ถึงรสชาติของความหิวเป็อย่างดี แต่พวกเขาโตกันแล้ว จางลี่เจี๋ยและจางลี่หลินนั้นเพิ่งห้าขวบและสามขวบ อีกทั้งยังเป็เด็กผู้หญิงจึงไม่ได้อดทนได้ดีอย่างพวกเด็กผู้ชาย
ส่วนเฉิงลู่ฉีนั้น เวลานี้เข่าทรุดลงไปกองกับพื้นน้ำตานองหน้า ร้องไห้คร่ำครวญหนักยิ่งกว่าจางเฟยเทียน เขายังไม่เคยหิวจนต้องกินดินเลย นอกบ้านนี่น่ากลัวอย่างที่พี่ใหญ่บอกจริงๆ ด้วย เขากับพี่รองโชคดีนักที่ได้เจอพี่สาวและพี่น้องใจดี ไม่อย่างนั้นเวลานี้พี่ใหญ่ไม่อยู่ต่อไปเขาต้องกินดินอย่างเด็กคนอื่นด้วยหรือไม่
จางเฟยอีได้แต่ค่อยๆ ระบายลมหายใจออกมาเบาๆ พยายามข่มกลั้นความรู้สึกอยากจะร้องไห้เอาไว้
“เฟยเทียนเด็กดี น้องสาวยังเล็กนักหากให้น้องเก็บเงินไว้กับตัวน้องอาจถูกคนรังแกได้ พี่ใหญ่สัญญาว่าหากข้ามีหนทางจะช่วยเหลือครอบครัวท่านลุงใหญ่และท่านลุงรองข้าก็จะช่วย เวลานี้เ้าเห็นเพียงว่าพวกเรามีอาหารกินแต่แท้จริงแล้วเรายังขาดอีกหลายอย่างและจำเป็ต้องใช้เงินเช่นกัน เวลานี้ข้าอนุญาตให้เ้านำเอาอาหารไปแบ่งให้น้องสาวกินได้บ่อยๆ เื่อื่นข้าจะค่อยๆ ตัดสินใจเอง เข้าใจหรือไม่”
เด็กชายปาดน้ำตาที่ไหลนองอาบแก้มทั้งสองข้างทิ้ง แล้วโผเข้าไปกอดพี่สาวอย่างออดอ้อน
“ข้ารู้ว่าพี่ใหญ่และพี่รองก็ลำบาก พี่ใหญ่อย่าโกรธข้าเลยนะ ข้าจะรีบโตและช่วยงานให้ได้เยอะๆ”
เฉิงลู่ฉีเห็นจางเฟยเทียนกอดพี่สาว ก็เดินตามไปกอดแขนนางเอาไว้บ้าง
“พี่สาว ข้าก็จะช่วยท่านทำงาน ข้าจะช่วยหาผักป่า โตขึ้นข้าก็จะล่าสัตว์ ท่านอย่าทิ้งข้ากับพี่รองนะ”
จางเฟยอีกับจางเฟยหรง “-----” พวกเ้าสองคนเล่นใหญ่กันเหลือเกินนะ
ทั้งสี่คนช่วยกันขุดมันหวานออกมากองไว้บนพื้นได้กองใหญ่ จางเฟยอีจึงสั่งให้เด็กสามคนนำพวกมันใส่ตะกร้าแล้วแบกไปเก็บไว้ที่บ้านทีละตะกร้า ส่วนนางก็นั่งขุดพวกมันขึ้นมาต่อไป
กว่าทั้งสี่คนจะขุดและเก็บมันหวานและหัวไชเท้ามาไว้ที่บ้านได้จนหมด เวลาก็ล่วงไปถึงยามโหย่วแล้ว (17.00-18.59) ป้าสะใภ้ใหญ่หลี่ซื่อซึ่งกังวลอยู่กับครอบครัวบ้านสาม ถึงแม้จะได้ยินจากจางอู่เกินว่าเด็กชายปลอดภัยแล้ว แต่อย่างไรทางนั้นก็มีแต่เด็กๆ จึงอดไม่ได้ เลิกจากงานในนาแล้วจึงเดินไปหาพวกเขาที่บ้าน
“เฟยอี ข้าเองเปิดประตูให้ข้าที” นางหลี่ซื่อะโเรียกหลานสาวอยู่หน้าประตูรั้วที่ซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ ที่เวลานี้สามารถลงสลักจากด้านในได้แล้ว
จางเฟยเทียนที่ล้างไม้ล้างมือเสร็จก่อนใคร ได้ยินเสียงท่านป้าสะใภ้ใหญ่ก็รีบวิ่งไปเปิดประตูให้
“ป้าสะใภ้ใหญ่” เด็กชายเอ่ยทักทายสตรีผู้สูงวัย
“เอ๋..ทำไมเนื้อตัวถึงได้มอมแมมเช่นนี้เล่าเฟยเทียน พี่สาวกับพี่รองเ้าเล่าไปไหนกันหมด” นางหลี่ซื่อถามเด็กชายไปเท้าก็ก้าวเดินไปยังลานบ้าน
เดินเข้ามาถึงลานกลางบ้าน นางหลี่ซื่อก็ต้องผงะไปเล็กน้อย เมื่อนางเห็นมันหวานกองโต กับหัวไชเท้าอีกกองใหญ่วางอยู่กระจัดกระจายอยู่เต็มลาน
“์ หลานสาวเ้าอย่าบอกนะว่าสวนหลังบ้านเ้าจะมีของพวกนี้ขึ้นมาเองอีกได้”
“ไม่ใช่หรอกเ้าค่ะท่านป้า มันหวานกับหัวไชเท้าเหล่านี้พวกเราเพิ่งไปขุดมาจากแถวริมลำธารข้างหลังนู่นแน่ะเ้าค่ะ ไม่มีใครมาใช้ลำธารแห่งนี้นานแล้ว พวกมันเลยเจริญเติบโตอยู่รอดมาได้จนถึงมือพวกเรา”