เมื่อถังฉือเย่พูดเสร็จนางก็หันหลังกลับแล้วเดินจากไปทันที ด้วยฝีเท้าที่ไม่เร็วแล้วก็ไม่ช้าเกินไป ผ่านไปไม่นานนักหญิงสาวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง…เป็นถังหย่งหมิงนั่นเอง
ถังฉือเย่หยุดเดินแล้วหันกลับไปอีกครั้ง มองเห็นบนร่างกายของชายหนุ่มยังมีบาดแผลให้เห็นอยู่ เขาจึงเดินไม่เร็วนัก มีเพียงสายตาเท่านั้นที่จ้องมองแผ่นหลังของนางอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ท่านอาสี่ ข้ายังไม่ได้แสดงความยินดีกับท่านเลย”
“เจ้าหมายความว่าอะไร?” ถังหย่งหมิงถามด้วยใบหน้าถมึงทึง แต่หญิงสาวที่กำลังยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่ตอนนี้นั้นไม่ได้รู้สึกกลัวเลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา
“ท่านอาสี่ให้ข้านั่งเกี้ยวเข้าบ้านของท่านผู้นั้น เพื่อไปเป็นบ้านเล็กบ้านน้อยหลังที่แปด ภายภาคหน้าจะได้อยู่อย่างสุขสบาย ข้าคงจะมีความสุขทุกวัน ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีเสียจริง”
ถังหย่งหมิงกะพริบตาปริบ ๆ พูดอย่างไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยินว่า “ข้าเองก็ดูไม่ออกเช่นกันว่าเด็กอย่างเจ้าจะมีลูกไม้อย่างนี้ด้วย”
“ข้าก็ดูไม่ออกเหมือนกันว่าท่านจะตัวเป็นคน แต่ใจกลับเป็นสุนัข หึ! ที่แท้ก็เป็นสัตว์เดรัจฉานที่สวมใส่เสื้อผ้าเหมือนคนนี่เอง เพียงเพื่อเงินทองไม่เท่าไหร่ก็กล้าที่จะขายหลานสาวแท้ ๆ ของตัวเองได้ลงคอ”
ชายหนุ่มยกมุมปากข้างหนึ่งขึ้นแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ “อาให้เจ้าไปมีชีวิตที่ดีที่สุขสบายมิใช่หรือ?”
“ดีสิ! มันต้องดีอย่างแน่นอน ข้าน่ะสำนึกในบุญคุณของท่านเหลือเกิน ดังนั้นก็เลยเอาชีวิตที่สุขสบายคืนให้ท่านยังไงล่ะ”
สีหน้าของถังหย่งหมิงเปลี่ยนไปทันที ชายหนุ่มสืบเท้าเข้ามาใกล้พร้อมกับยกมือขึ้นทำท่าจะฟาดลงไปที่ใบหน้าของหญิงสาว
“เจ้าเด็กชั่ว!”
“ตบสิ! ตบเลย! รีบตบหน้าข้าเลย!” ไม่เพียงไม่ถอยแต่ถังฉือเย่กลับเดินขยับเข้าไปใกล้ถังหย่งหมิงขึ้นไปอีกพร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปใกล้ก่อนจะพูดอย่างเย็นชา
“ข้ารอให้เจ้าตบหน้าข้าอยู่นะ! ข้าจะได้มีเหตุผลที่จะ…ฆ่าเจ้าได้!”
สามคำสุดท้ายนั้นหญิงสาวจงใจพูดออกมาอย่างช้า ๆ สุ้มเสียงเต็มไปด้วยความหนักแน่น มั่นคง และเต็มไปด้วยความโกรธเกลียดอย่างชัดเจน
ถังหย่งหมิงผู้นี้รู้จักนักแสดงแถวหน้าอย่างนางน้อยไปเสียแล้ว สมัยก่อนไม่ว่าถังฉือเย่จะแสดงเรื่องอะไรล้วนได้รับความนิยมไปทุกเรื่อง ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านางนั้นแสดงอารมณ์ได้ถึงบทบาทมาก นั่นแสดงให้เห็นถึงทักษะการแสดงที่ดีเยี่ยม สีหน้าสีตาที่ดูกรุ่นโกรธนั้นแม้จะเข้ามาดูในระยะใกล้ก็ยังไม่อาจหาข้อบกพร่องได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงถังหย่งหมิงที่กำลังยืนมองอยู่ในระยะห่างเช่นนี้
เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่เขาจะตัวเย็นเฉียบไปหมด ถังหย่งหมิงกัดฟันกรอดแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทั้งที่เห็นกับตาตัวเองว่าถังฉือเย่ถูกทำให้สลบแล้วจับมัดใส่เกี้ยวไป แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ท้ายที่สุดกลับเป็นเขาเองที่โผล่เข้าไปในเกี้ยวนั้นแทนนาง
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกกลัว ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวที่จะต้องเปลี่ยนสีหน้า “จริง ๆ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่! เจ้ารีบบอกมาเดี๋ยวนี้!”
“เจ้าก็ลองเดาดูสิ หรือว่าทำเรื่องชั่ว ๆ ไว้เยอะมากสวรรค์เลยลงโทษท่านกระมัง?”
“หยุดเล่นลิ้นได้แล้ว!” ถังหย่งหมิงพูดด้วยความโกรธ “บอกความจริงข้ามาเดี๋ยวนี้ว่าเจ้าทำได้อย่างไรกัน”
“ทำไมข้าต้องบอกเจ้าด้วย อย่าคิดว่าเจ้าจะไล่ข้าออกจากบ้านแล้วข้าจะยอมให้ถูกรังแกนะ อย่าคิดว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วข้าจะต้องกลัว ข้าจะบอกอะไรให้ คนอย่างพวกเจ้าในสายตาของข้านั้นไม่มีค่าอะไรเลย เขาเพียงแค่ยกมือขึ้นนิดหน่อยก็ทำให้เจ้าถึงตายได้แล้ว”
ใบหน้าของถังหย่งหมิงเผือดสีลง และคิดว่าตัวเองเข้าใจเห็นอะไรชัดขึ้นบ้างแล้ว ด้วยความที่รักตัวกลัวตายและตอนนี้เรื่องทุกอย่างก็ยังไม่ชัดเจน ชายหนุ่มจึงไม่กล้าที่จะท้าทายนาง ยิ่งไปกว่านั้นการที่เถ้าแก่หนิวบอกว่าไม่ได้อยากได้นางอีกแล้ว ทำให้ถังหย่งหมิงคิดว่าหากต่อล้อต่อเถียงนานไปก็เท่านั้น ไม่เกิดประโยชน์อะไร
ชายหนุ่มจึงจ้องหน้านางอยู่อย่างนั้น แล้วตอนนั้นเองที่เขาได้เห็นว่าดวงตาของถังฉือเย่นั้นเปล่งประกายน่าดึงดูดมาก รวมเข้ากับผิวที่ขาวราวกับเกล็ดหิมะและใบหน้าที่งดงามด้วยแล้วจึงเป็นที่สะดุดตาเป็นอย่างมาก
ถังหย่งหมิงจากที่โกรธมากในตอนแรก ไม่นานเขาก็อ่อนลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้น “เย่เอ๋อร์ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ท่านแม่ของเจ้าอนุญาตเองนะ ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นคนกันเองทั้งนั้น ข้าก็เป็นอาของเจ้า ข้าเพียงแค่ช่วยพูดให้เท่านั้นเอง ทำไมเจ้าจะต้องเกลียดข้าด้วยล่ะ?”
“อย่างนั้นหรือ” หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้น “ถ้าอย่างนั้นท่านป้ารองล่ะ ตอนที่ท่านเป็นคนช่วยจัดการเรื่องชิวเอ๋อร์ ป้ารองอนุญาตแล้วหรือไม่?”
“เจ้า!” ชายหนุ่มถลึงตาใส่ละล่ำละลักพูดปากคอสั่น “เป็นไปไม่ได้ เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”
“ท่านคิดว่ายังไงล่ะ?” ถังฉือเย่กล่าวด้วยสุ้มเสียงเย็นชา “ข้ายังรู้อีกนะว่า เจ้าพยายามที่จะเข้าไปในการประชุมการค้าของเมือง พยายามทุกวิถีทางจนในที่สุดก็ได้รู้จักกับเถ้าแก่ร้านขายธัญพืชคนนั้น เจ้าก็เลยต้องเอาหลานสาวแท้ ๆ ของตัวเองมาเป็นเครื่องมือเพื่ออนาคตของตัวเอง เจ้านี่มันสัตว์เดรัจฉานชัด ๆ”
คุณชายสี่ตระกูลถังนิ่งอึ้งไปในฉับพลัน ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าถังฉือเย่จะต้องมีคนหนุนหลังนางอยู่เป็นแน่ มิเช่นนั้นจู่ ๆ จะสามารถล่วงรู้เรื่องราวมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร ถังหย่งหมิงกลืนน้ำลายเหนียว ๆ ลงคออึกหนึ่ง แล้วกัดฟันกลั้นใจถามออกไปว่า
“แล้วเจ้าจะเอายังไง?”
“ข้าก็ไม่เอายังไงหรอก เพียงขอให้คนในตระกูลของท่านอยู่ห่าง ๆ ข้าหน่อย แล้วก็หยุดหาเรื่องข้าเสียที รอให้ข้า…” นางหยุดพูดนิดหนึ่งเพื่อกระตุ้นให้อีกฝ่ายใคร่รู้ ก่อนจะพูดขึ้นอย่างรำคาญว่า “สรุปแล้วก็คือ ตอนนี้พวกเจ้าอย่ามาทำให้ข้าโมโหอีก มิเช่นนั้นข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไว้อีกแน่”
พูดเสร็จถังฉือเย่ก็หมุนตัวแล้วผละจากไปทันที ส่วนเรื่องของชิวเอ๋อร์นั้นปล่อยเอาไว้ไม่ได้อย่างแน่นอน แต่นางก็รู้ดีว่ามันยังไม่ถึงเวลาอันสมควร เพราะตอนนี้ยังไม่รู้ว่าแผนการขั้นต่อไปของถังหย่งหมิงคืออะไร ดังนั้นหญิงสาวจะต้องทำให้เขาเป็นลูกไก่ในกำมือนางเสียก่อน
ถังฉือเย่ไม่รู้ว่าภายหลังเขากลับไปบ้านตระกูลถังแล้ว เขาได้พูดอะไรกับท่านย่าซุนหรือไม่ เพราะว่าหญิงชราไม่ได้มาหาเรื่องนางอีกเลย เมื่อหญิงสาวกลับมาจากการไปขุดผักป่าที่ภูเขาแล้วก็ได้ยินเสียงวังซื่อที่กำลังดึงเสี่ยวเหยาอยู่ พร้อมกับถามว่าถังหย่งหมิงกลับมาแล้วหรือยัง ถังฉือเย่เกือบจะหลุดหัวเราะออกมาแล้ว
…วังซื่อคงคิดว่าเมื่อถังหย่งหมิงกลับมาจะได้มาจัดการกับนางต่อให้เรียบร้อย
วังซื่อไม่รู้เลยสักนิดว่าตัวเองคิดผิดขนาดไหน! เพราะรอแล้วรอเล่าถังหย่งหมิงก็ยังไม่มา รวมถึงท่านย่าซุนด้วย ข่าวที่เล็ดลอดออกมาจากบ้านตระกูลถังนั้นมีเพียงการไปเชิญท่านหมอมาเพราะว่าถังหย่งหมิงหกล้มจนได้รับบาดเจ็บ
ช่วงเย็นย่ำขณะที่หญิงสาวกำลังทำอาหารเย็นอยู่นั้น คุณนายโจวก็เดินเข้ามาพร้อมกับนำปลาตัวใหญ่มาให้แถมยังมีใบบัวกระบุงเล็ก ๆ อีกกระบุงหนึ่ง
ใบบัวนั้นเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าผักหูโดยเป็นผักชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ในน้ำ ยิ่งอากาศอบอุ่นเท่าไหร่ก็ยิ่งเจริญเติบโตเท่านั้น แต่ใบอ่อนของผักชนิดนี้จะมีเมือกอยู่ด้านใน ทำให้เมื่อกินแล้วจะรู้สึกนุ่มลื่น สดชื่น ส่วนมากที่นี่มักจะใช้ทำเป็นซุป
ถังฉือเย่ยิ้มก่อนจะพูดว่า “วันนี้ท่านลุงสี่ลงไปในคลองหรือเจ้าคะ?”
“ใช่แล้วล่ะ” คุณนายโจวบอกแล้วพิงอยู่กับขอบประตู “วันนี้เหล้าขายหมดเร็วหน่อย ขากลับผ่านคลองเขาเลยลงไปจับปลา ลุงสี่ของเจ้าคนนี้ก็ไม่ละเอียดเอาเสียเลย เขาไม่ได้เอาเชือกร้อยมันเอาไว้ แต่กลับเทลงในไหทีเดียวเลย ทำให้ปลามีกลิ่นเหล้าติดมาด้วย”
“ท่านป้าพูดแบบนี้คือ พวกเราก็ไม่ใช่แค่ได้กินปลาอย่างเดียวแต่ยังได้กินเหล้าจากบ้านของท่านด้วยน่ะสิ”
“ปากของเจ้านี่นะ ช่างพูดช่างจาเสียจริง”
ทั้งสองคนพูดไปพลางก็หัวเราะไปพลาง จนเมื่อได้ยินเสียงดังมาด้านนอก ถังฉือเย่ชะโงกหน้าไปดูก่อนหันกลับมาถาม “ท่านป้า ในหมู่บ้านเกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“เจ้ายังไม่รู้อีกงั้นหรือ”
ถังฉือเย่ส่ายหน้าแทนคำตอบ คุณนายโจวจึงอธิบายให้ฟัง “จะเรื่องอะไรอีกล่ะ ถ้าไม่ใช่เรื่องของฉีจิง”
“ฉีจิง…เกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเจ้าคะ?”
.
.
.