สายลมหนาวพัดโชยมาปะทะใบหน้ายามค่ำคืนของปลายเดือนธันวาคม กรุงเทพมหานครใน่เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ช่างเต็มไปด้วยแสงสีระยิบระยับและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง ตลอดสองข้างทางเดินเท้าล้อมรอบไปด้วยผู้คนมากมายที่เดินเบียดเสียดจูงมือกัน หัวใจของเมืองหลวงเต้นแรงด้วยเสียงหัวเราะและการถ่ายรูปคู่กับต้นคริสต์มาสั์รวมถึงแสงไฟประดับประดาตระการตาตามลานหน้าห้างสรรพสินค้า เสียงเพลงจังหวะสนุกสนานดังแว่วมาจากลานเบียร์สะท้อนความรื่นเริงของค่ำคืนพิเศษที่ทุกคนรอคอย
ทว่าท่ามกลางความพลุกพล่านและแสงไฟสว่างไสวเ่าั้ มินตราก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเพียงลำพัง มือเรียวกระชับเสื้อคลุมไหมพรมตัวเก่าสีครีมเข้าหาตัวเพื่อบรรเทาความหนาวเย็นที่เสียดแทงผ่านผิวเนื้อ ในอ้อมแขนกอดถุงกระดาษจากร้านสะดวกซื้อซอยลึกที่บรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วยร้อน น้ำดื่ม และเค้กส้มชิ้นเล็กราคาประหยัดที่เธอซื้อมาเพื่อเตรียมใช้ฉลองวันสิ้นปีคนเดียวในห้องพัก
ดวงตากลมหม่นแสงลงเล็กน้อยยามที่เผลอหันไปมองคู่รักวัยรุ่นคู่หนึ่งที่กำลังยืนผลัดกันป้อนขนมสายไหมสีชมพูฟูฟ่องริมทางเดิน แววตาของพวกเขามีแต่ความสุขและไร้ความกังวล ความอบอุ่นเ่าั้ช่างดูห่างไกลและไม่มีวันเป็จริงสำหรับชีวิตของเธอ มินตราละสายตาหลบเลี่ยงภาพเ่าั้อย่างรวดเร็ว ก้มหน้าลงต่ำแล้วรีบก้าวเดินตรงกลับไปยังอพาร์ตเมนต์ซอยสลัวที่ตั้งอยู่อีกฟากของถนนใหญ่
เมื่อกลับถึงห้องพักอันเงียบสงัด มินตราล็อกห้องอย่างแ่า ทิ้งตัวลงวางของทั้งหมดลงบนโต๊ะไม้ตัวเล็กข้างหน้าต่าง เธอเลือกที่จะเปิดเพียงไฟดวงเล็กสีส้มสลัวตรงหัวเตียงนอนเพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นจาง ๆ ไม่ให้ห้องดูมืดมนและอ้างว้างจนเกินไป ร่างบางเปิดพัดลมส่ายไปมาเพื่อช่วยไล่ความอบอ้าว ก่อนจะแกะถ้วยบะหมี่ร้อนมาชงกินอย่างเงียบงัน เสียงโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้ทำหน้าที่เพียงคอยส่งเสียงคุยจ้อเป็เพื่อนเพื่อกลบเกลื่อนความเงียบงันที่คืบคลานเข้ามาในห้องพักขนาดไม่กี่ตารางเมตรแห่งนี้
ขณะเดียวกัน... อีกฝั่งของเมืองใหญ่
บ้านเดี่ยวสองชั้นหลังงามในหมู่บ้านจัดสรรระดับหรูอบอวลไปด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นและเสียงหัวเราะสนุกสนานครื้นเครง สวนหย่อมหลังบ้านถูกตกแต่งด้วยไฟกระพริบสีนวลตาระยิบระยับโยงใยตามกิ่งไม้ ปกป้องในชุดลำลองสบาย ๆ สวมกางเกงขาสามส่วนและเชิ้ตโปโลสีครีมกำลังยืนอยู่หน้าเตาบาร์บีคิวขนาดใหญ่ ควันไฟสีขาวและกลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อย่างติดมันชั้นดีลอยอบอวลไปทั่วบริเวณสวน
"คุณพ่อขา! ไม้บาร์บีคิวเนื้ออันนี้สุกหรือยังคะ? ของหนูใช่ไหมคะ" เสียงใสของลูกสาวตัวน้อยวัยเจ็ดขวบเอ่ยถามพลางเกาะขอบโต๊ะไม้ ส่งยิ้มกว้างโชว์ฟันกระต่าย แก้มกลมแดงซ่านจากการวิ่งเล่นจุดพลุดอกไม้ไฟอันเล็ก ๆ กับพี่ชายในสวน
"สุกพอดีเลยครับคนเก่ง ยกร้อน ๆ แบบนี้ต้องระวังนะครับ เดี๋ยวคุณแม่ช่วยจัดใส่จานให้นะลูก" ปกป้องส่งรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนปนเอ็นดูให้ลูกสาว ชายหนุ่มเอื้อมมือไปคีบไม้บาร์บีคิววางลงบนจานกระเบื้องที่รินรดาถือคอยท่าอยู่ข้างกาย
"ขอบคุณค่ะคุณแม่ คุณพ่อเก่งที่สุดเลย!" เด็กหญิงรับจานบาร์บีคิวแล้ววิ่งกึ่งเดินกลับไปหาพี่ชายคนโตวัยเก้าขวบที่กำลังนั่งช่วยคุณปู่คุณย่าระบายสีประกอบตัวต่อของขวัญชิ้นใหม่อยู่ที่โต๊ะไม้กลางสวน
"เด็ก ๆ อย่าวิ่งเร็วนักสิลูก เดี๋ยวลื่นล้มนะ" รินรดาเอ่ยเตือนลูก ๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน หล่อนหันมาหาปกป้องพลางส่งยิ้มตาหยีหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดซับเหงื่อบนหน้าผากให้สามีแ่เบาด้วยความรัก "เหนื่อยไหมคะพี่ป้อง? วันนี้ปิ้งบาร์บีคิวให้ลูก ๆ และผู้ใหญ่กินตั้งหลายไม้แล้ว เดี๋ยวรินช่วยคุมเตาต่อให้ไหมคะ?"
"ไม่เหนื่อยเลยครับริน รินไปนั่งพักและทานเนื้อย่างกับลูก ๆ เถอะ เดี๋ยวทางนี้พี่จัดการต่อเอง ใกล้จะเสร็จทั้งหมดแล้วล่ะครับ" ปกป้องตอบรับพลางกุมมือบางของภรรยาไว้ชั่วครู่ ส่งยิ้มแสนละมุนอบอุ่นเฉกเช่นสามีที่ดีที่พึงกระทำอยู่เสมอมาตลอดสิบกว่าปี
ทว่าในวินาทีที่รินรดาหันหลังเดินกลับไปร่วมวงสนทนากับครอบครัว รอยยิ้มแสนละมุนบนใบหน้าของปกป้องค่อย ๆ จางลง ชายหนุ่มล้วงมือลงในกระเป๋ากางเกง นิ้วหัวแม่มือขยับแตะขอบโทรศัพท์มือถือที่เงียบสนิท ชายหนุ่มแอบดึงมันออกมาเปิดหน้าจอเพื่อดูเวลา... สี่ทุ่มกว่าแล้ว แต่เขากลับไม่มีสิทธิ์กดส่งข้อความทักทายหรือโทรหาคนในความลับของเขาเลยแม้แต่คำเดียว ชายหนุ่มถอนหายใจแ่เบาด้วยความรู้สึกหน่วงในอก แววตาคมสะท้อนความเหงาปนกังวลว่ามินตราจะใช้วันสิ้นปีนี้อย่างไรเพียงลำพังในห้องพักแคบ ๆ ทว่าเมื่อลูกชายคนโตส่งเสียงเรียกเขาให้ไปช่วยจุดพลุดอกไม้ไฟ ชายหนุ่มก็ต้องรีบเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าตามเดิม สลัดความสับสนกังวลใจออกไปและหันกลับไปทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวแสนดีต่อในทันที
เวลาดำเนินมาถึง่ดึกสงัด... ห้านาทีก่อนจะก้าวข้ามคืนสิ้นปี
มินตราในชุดนอนผ้าฝ้ายตัวบางสวมทับด้วยเสื้อคลุมไหมพรมสีครีมก้าวเดินออกไปยืนที่ระเบียงห้องพักแคบ ๆ ลมหนาวเดือนธันวาคมพัดปะทะผิวหน้าจนร่างกายบางสั่นสะท้านน้อย ๆ มือเรียวกุมราวระเบียงเหล็กที่เย็นเยียบไว้แน่น สายตาทอดมองขอบฟ้ากรุงเทพฯ ยามราตรีที่มีแสงไฟระยิบระยับจับตา ทั่วทุกมุมเมืองต่างเตรียมตัวต้อนรับวินาทีสำคัญในการเปลี่ยนผ่านปี เสียงผู้คนะโนับถอยหลังดังแว่วมาเป็ระยะจากอพาร์ตเมนต์และคอนโดมิเนียมสูงรอบข้าง
เมื่อเข็มนาฬิกาบอกเวลาเที่ยงคืนตรง
*ฟู่... ปัง! ปัง! ปัง!*
พลุสีสันงดงามตระการตานับร้อยนัดถูกจุดขึ้นสู่ท้องฟ้ายามวิกาล ะเิตัวเป็ประกายแสงสีทอง สีแดง และสีเขียวสว่างไสวไปทั่วเส้นขอบฟ้า แสงสว่างจ้าเ่าั้ทาบทับใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนรอยยิ้มบางเบาปนเศร้าหมอง มินตรามองพลุดอกไม้ไฟเ่าั้ดวงตาเป็ประกายสะท้อน แสงสว่างเ่าั้ช่างสวยงามตระการตาแต่ก็เปรียบเสมือนความสัมพันธ์ของเธอ... ที่ส่องประกายสว่างไสวชั่วครู่แล้วก็ะเิสลายหายไปในความมืดมิดอย่างไร้ร่องรอย
เด็กสาวก้มลงมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือในมือ หวังลึก ๆ ในใจดวงน้อยว่าจะมีข้อความแจ้งเตือนสีเขียวจากคนคุ้นเคยส่งมาอวยพร ทว่าหน้าจอกลับเงียบสนิท ไร้สัญญาณการติดต่อใด ๆ จากโลกภายนอก
มินตราเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเื นิ้วเรียวสั่นเทาค่อย ๆ เปิดแอปพลิเคชันอินสตาแกรม นิ้วขยับเลื่อนดูสตอรี่อัปเดตของเพื่อน ๆ และคนรู้จัก จนกระทั่งเลื่อนมาพบการอัปเดตล่าสุดของรินรดา—ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของปกป้อง
เป็คลิปวิดีโอสั้น ๆ ความยาวไม่กี่วินาทีที่เพิ่งถ่ายและอัปโหลดเมื่อครู่ ภาพในคลิปเผยให้เห็นปกป้องกำลังโอบกอดรินรดาจากด้านหลังและอุ้มลูกสาวตัวน้อยไว้ในอ้อมแขนข้างหนึ่ง ขณะที่ลูกชายคนโตยืนเกาะเอวหนาของพ่อแน่น ทั้งสี่คนสวมหมวกกระดาษปาร์ตี้สีรุ้ง ยิ้มและหัวเราะพลางร้องะโคำว่า "Happy New Year!" ออกมาพร้อมกันหน้ากล้องท่ามกลางแสงไฟสว่างไสวในบ้านและเสียงพลุที่ะเิออกหลังบ้านอย่างงดงามตระการตา
ใต้คลิปวิดีโอนั้นเขียนข้อความบรรยายสั้น ๆ จากหัวใจของรินรดาว่า:
*‘Happy New Year ???? เริ่มต้นปีใหม่กับหัวใจและสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต... ครอบครัวของเรา รักคุณพ่อและเด็ก ๆ ที่สุดเลยค่ะ ❤️’*
หยาดน้ำตาอุ่นร้อนพลันเอ่อล้นคลอดวงตากลมอิ่ม มินตราเฝ้ามองภาพคลิปครอบครัวแสนสุขของปกป้องวนลูปซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านหน้าจอมือถือ หยดน้ำตาใสไหลพรากหยดลงกระทบหน้าจอจนภาพใบหน้าเปี่ยมสุขของปกป้องเลือนรางพร่ามัว มินตรารู้สึกปวดหน่วงในอกซ้ายจนหายใจแทบไม่ออก ราวกับมีก้อนหินหนัก ๆ มาบดทับหัวใจไว้จนแหลกสลาย
เธอกอดตัวเองแน่นพิงแผ่นหลังเข้ากับขอบประตูระเบียง ปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้มใสเงียบ ๆ ท่ามกลางความมืดมิด เสียงพลุภายนอกยังคงะเิเสียงดังกึกก้องประดับท้องฟ้าอย่างรื่นเริงเฉลิมฉลอง แต่ในห้องพักแคบ ๆ ของเธอกลับมีเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ และความหนาวเย็นที่กัดกินหัวใจลึกซึ้ง ความจริงกระจ่างชัดเจนต่อหน้าเธออีกครั้ง... ว่าในค่ำคืนที่ทุกคนมีความสุขและได้อยู่ร่วมกับคนที่รักที่สุด ปกป้องอยู่กับครอบครัวที่อบอุ่นและถูกต้องของเขา และที่ตรงนั้นไม่มีวันมีพื้นที่ให้พนักงานใหม่อย่างเธอก้าวเข้าไปเหยียบยืนได้เลยแม้แต่ตารางนิ้วเดียว
เช้าวันปีใหม่... 1 มกราคม
แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าส่องลอดผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามาทาบทับบนเตียงนอนหลังเล็ก มินตราลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกมึนศีรษะและหนักอึ้งรวมถึงดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้เมื่อคืน เด็กสาวเอื้อมมือสั่นเทาไปหยิบโทรศัพท์มือถือใต้หมอนขึ้นมาเปิดหน้าจอตรวจดูความเคลื่อนไหวด้วยสายตาที่เหนื่อยล้าและเหม่อลอย
หน้าจอแสดงผลการแจ้งเตือนข้อความใหม่จากไลน์ส่วนตัว ปรากฏชื่อบัญชีผู้ส่งที่แสนคุ้นตาซึ่งส่งมาเมื่อ่สายของเช้าวันนี้
*พี่ป้อง: ‘สวัสดีปีใหม่ครับเด็กดีของพี่... ขอให้ปีนี้เป็ปีที่ดี มีแต่ความสุขและความสำเร็จในทุก ๆ เื่นะครับคนเก่ง ขอโทษที่ส่งมาช้าครับเมื่อคืนพี่ยุ่งและต้องดูแลที่บ้านนิดหน่อย ดูแลตัวเองด้วยนะครับ’*
ข้อความสั้น ๆ แฝงความอาทรและคำแก้ตัวเบา ๆ นั้นชวนให้หัวใจที่แห้งเหี่ยวระบมปวดร้าวกลับมาพองโตได้อีกครั้งอย่างน่าสมเพช มินตรามองข้อความนั้นอยู่เนิ่นนาน ปลายนิ้วแตะแป้นพิมพ์ พิมพ์คำตอบและลบออกอยู่สองสามรอบเพื่อเลือกคำที่เหมาะสมที่สุด ก่อนจะตัดสินใจพิมพ์ตอบกลับไปอย่างสุภาพ รักษาระยะห่างและความเป็จริงอันแสนเ็ป
*มินตรา: ‘สวัสดีปีใหม่ค่ะพี่ป้อง ขอให้ปีนี้เป็ปีที่ดีและมีความสุขมาก ๆ เช่นกันนะคะ ขอให้พี่ป้องและครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรงตลอดปีค่ะ’*
คำว่า **"และครอบครัว"** ถูกพิมพ์แนบท้ายไปโดยตั้งใจตอกย้ำเตือนสติทั้งตัวเองและเขาถึงกำแพงศีลธรรมที่ยังคงตั้งตระหง่านกั้นขวางพวกเขาไว้อย่างแ่าไม่มีวันพังทลาย
มินตรากดส่งข้อความ ปิดหน้าจอโทรศัพท์มือถือลงแล้วนอนนิ่งกอดอกมองเพดานห้องพักอย่างเหม่อลอย ปล่อยให้ความเงียบและความเป็จริงอันโดดเดี่ยวประคับประคองชีวิตที่ไร้ค่าของเธอต่อไปในเช้าวันแรกของปีใหม่...