*หมอกหลอนย้อนอดีต*
EP4: ความทรงจำจากอนาคตและร่องรอยของ 'มัน'
ผมยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเตียง โดยมีสมุดบันทึกเล่มหนาปกสีน้ำเงินของลุงเชียรวางอยู่บนตัก มือข้างหนึ่งยังคงััถึงความเย็นเยียบของปืนพกขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ในลิ้นชัก ปลายประสาทตึงเครียดกับข้อความสุดท้ายในสมุดบันทึกเล่มดำ: อย่าไว้ใจใคร... โดยเฉพาะไอ้ฉัตร...
ผมต้องทำตัวให้สงบและเป็ธรรมชาติที่สุด หากน้าฉัตรคือคนของ ‘พวกเขา’ จริง ๆ การทำตัวผิดแปลกไปแม้เพียงเล็กน้อยอาจนำหายนะมาสู่ผมได้
ผมจึงเริ่มเปิดสมุดบันทึกเล่มใหญ่ของลุงเชียร ซึ่งดูเหมือนจะเป็สมุดบันทึกการทำงานและการสังเกตการณ์ที่จริงจังมากกว่า
หน้ากระดาษส่วนใหญ่เต็มไปด้วยลายมือที่เรียบร้อยและเป็ระเบียบของลุงเชียร บันทึกเื่การสำรวจป่า การเก็บตัวอย่างพืชพรรณในเขตเขาพะยูง และการบันทึกสภาพอากาศที่ผันผวนของตำบลมาบกุญชร
“พ.ศ. 2533 เป็ปีที่ปริมาณน้ำฝนผิดปกติจากรอบ 10 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิใน่ปลายฝนต้นหนาวไม่คงที่ และหมอกลงหนาเกินไปในเขตแนวเขา”
ผมอ่านต่อไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งพบกับหัวข้อที่เขียนด้วยปากกาเน้นข้อความสีแดง:
“การปรากฏตัวของปรากฏการณ์สนามแม่เหล็กผิดปกติ (Area D-1)”
> [ส.ค. 2533] พบการรบกวนของเข็มทิศอย่างรุนแรงบนแนวสันเขาด้านทิศตะวันออกของเขาพะยูง ในพื้นที่ที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘มาบดงงู’ บริเวณนั้นมีพืชพรรณบางชนิดที่ดูผิดเพี้ยนไปจากปกติ ฉันใช้เครื่องวัด Gauss Meter ที่เพิ่งซื้อมา บันทึกได้ค่าที่พุ่งสูงผิดปกติใน่เช้าตรู่ และสัญญาณจะหายไปเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น
>
ผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว ลุงเชียรไม่ได้แค่สนใจเื่พืช แต่เขากำลังสืบสวน ปรากฏการณ์ ที่เป็สาเหตุของ หมอกสีเหลือง ที่พาผมย้อนเวลากลับมา
ผมพยายามเชื่อมโยงข้อมูลนี้กับความทรงจำของ ‘เกล้า’ ในปัจจุบัน:
* มาบดงงู... ในยุคปัจจุบัน (2568) ที่แห่งนั้นถูกพัฒนาเป็อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก และมีข่าวลือแปลก ๆ เกี่ยวกับ “การหายตัวไปของสัตว์เลี้ยง” หรือ “นาฬิกาที่หยุดเดินเอง” อยู่บม่บ่อยครั้ง แต่ไม่มีใครสนใจอย่างจริงจัง
* เขาพะยูง... เป็ที่รู้จักกันว่าเป็แหล่งแร่และหินที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาหลายอย่าง แต่ไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์เื่สนามแม่เหล็กโลกที่ผิดปกติ
ผมจำได้ว่าในสมัยที่ผมยังเรียนมัธยม มีข่าวซุบซิบเื่ ลุงเชียร ว่าเขา “หมกมุ่น” กับเื่เร้นลับในป่าจนแปลกแยกจากคนอื่นในตำบล ข่าวลือที่ครอบครัวไม่เคยยอมรับ แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันไม่ใช่เื่เร้นลับ แต่มันคือการสืบสวนที่จริงจัง
หน้าต่อ ๆ มาในสมุดบันทึกเริ่มเต็มไปด้วยภาพวาดแผนที่แบบร่างที่ลุงเชียรทำขึ้นเอง พร้อมกับเครื่องหมาย ‘X’ สีแดงขนาดใหญ่ที่ปักอยู่บนจุด ‘มาบดงงู’ และมีข้อความกำกับว่า:
> “ฉันคิดว่าหมอกสีเหลืองที่ชาวบ้านเริ่มเห็นบ่อยขึ้นในปีนี้ ไม่ใช่หมอกธรรมชาติ แต่มันคือ ผลข้างเคียง ของการบิดเบือนสนามแม่เหล็กในบริเวณ D-1”
>
ลุงเชียรมีความรู้เื่นี้มากเกินกว่าที่ใครจะคิด
ผมปิดสมุดบันทึกอย่างเงียบ ๆ และเริ่มวางแผน
* สวมบทบาท: ผมต้องทำตัวเป็ลุงเชียรที่ไม่สบายจากการรถล้ม เพื่อซื้อเวลาในการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และเลี่ยงการติดต่อกับคนอื่น โดยเฉพาะ น้าฉัตร
* ยืนยัน: ผมต้องหาทางไปที่ มาบดงงู เพื่อยืนยันว่า ‘รอยแยก’ หรือ ‘จุดบิดเบือน’ ที่ลุงเชียรพูดถึงนั้นยังคงอยู่ และเป็กุญแจสำคัญในการกลับสู่ยุคปัจจุบันของผม
ขณะที่ผมกำลังประมวลผลข้อมูลในสมอง ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ
ปัง... ปัง...
“พี่เชียรคะ... ข้าวต้มค่ะ เปิดประตูหน่อย” เป็เสียงของ นิด (พี่สาวของผมในอดีต)
ผมรีบเก็บสมุดบันทึกเล่มใหญ่ไว้ใต้หมอนอย่างรวดเร็ว จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ และพยายามปรับสีหน้าให้ดูเหมือนคนที่เพิ่งตื่นนอน
“เดี๋ยวสิ... ลุงจะเปิดเดี๋ยวนี้แหละ!” ผมตอบกลับด้วยเสียงทุ้มและแหบของลุงเชียร
แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ผมก็รู้สึกได้ว่ามี เงา บางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ด้านนอกหน้าต่างบานเกล็ดเก่าของห้อง
มันเป็เงาที่สูงใหญ่กว่าพี่นิด... และดูเหมือนกำลังยืนนิ่ง จ้องมอง เข้ามาในห้องอย่างตั้งใจ
หัวใจของผมเต้นรัวอีกครั้ง...
ใช่ ไอ้ฉัตร หรือไม่? หรือเป็คนของ พวกเขา ที่ลุงเชียรเขียนเตือนไว้?
ผมต้องทำตัวเป็ปกติ
ผมสูดหายใจลึก ๆ และคลายกลอนประตูออก ก่อนจะยิ้มแห้ง ๆ ให้กับพี่นิดที่ยืนถือถ้วยข้าวต้มอยู่
“ขอบใจมากนะนิด... ลุงแค่เพิ่งตื่น เลยงง ๆ”
ขณะที่รับถ้วยข้าวต้มมา ผมพยายามเหลือบมองไปยังทิศทางของหน้าต่าง แต่เงาสูงใหญ่นั้นก็ หายไป อย่างรวดเร็วแล้ว
ความรู้สึกถูกจับตามองไม่ได้จางหายไปไหน ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมไม่ได้อยู่คนเดียวในภารกิจค้นหาความจริงนี้... และศัตรูที่ลุงเชียรทิ้งไว้ให้ อาจอยู่ใกล้ชิดเกินกว่าที่ผมจะคาดคิด
*โปรดติดตามตอนต่อไป*