เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฉินอวี่ก็ออกจากจวนอ๋องตามลำพังเพื่อเดินทางกลับไปยังอวิ๋นอู้ซานจวง โดยมีเพียงอินทรีดำเป็ผู้ร่วมทาง
นับั้แ่กลับมาพำนักที่อวิ๋นอู้ซานจวง ฉินอวี่ก็ทุ่มเทฝึกฝนอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น ถึงขั้นลดเวลาในการออกไปรับภารกิจนักฆ่าลงอย่างมาก เพื่ออุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เมื่อฉินเต๋อทราบข่าวนี้ก็ได้แต่ยิ้มขื่นโดยไม่กล่าววาจาใด
...
ดึกสงัดในอีกครึ่งเดือนต่อมา
ฉินอวี่ก้าวออกจากห้องมายืนสงบนิ่งอยู่กลางลานบ้าน ทันใดนั้นเท้าพลันส่งแรง ร่างกายวูบไหวเพียงครั้งเดียวก็ขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังคาได้อย่างแ่เบา เขาแหงนหน้ามองดูท้องนภาที่ประดับด้วยดารานับล้านอย่างเงียบงัน โดยมีอินทรีดำเกาะนิ่งอยู่เคียงข้าง
อวิ๋นอู้ซานจวงตั้งอยู่บริเวณไหล่เขา จากบนหลังคานี้ ฉินอวี่สามารถมองเห็นหน้าผาสูงชันอยู่ไม่ไกล สายลมหนาวเหน็บพัดโชยขึ้นมาจากหุบเหวลึกเป็ระลอก แต่ฉินอวี่กลับไม่รู้สึกสะท้านแม้แต่น้อย
"เสี่ยวเฮย... ข้ารู้สึกว่าตัวเองเป็ส่วนเกิน เป็ส่วนเกินจริงๆ" ฉินอวี่กระซิบแ่เบากับสหายคู่ใจ
ดวงตาสีดำขลับเป็ประกายของอินทรีดำจ้องมองฉินอวี่ มันกางปีกใหญ่ข้างหนึ่งออกทาบบนแผ่นหลังของเด็กหนุ่ม ราวกับ้าปลอบประโลม
สายตาของฉินอวี่ยังคงจับจ้องหมู่ดาว น้ำเสียงของเขาล่องลอยและแฝงไว้ด้วยความขมขื่น "ในวัยเด็ก ข้าเข้าใจว่าเสด็จพ่อไม่สนใจไยดีข้า ข้าจึงพยายามทุ่มเทฝึกฝนเพียงเพื่อหวังให้เสด็จพ่อหันมาอยู่เป็เพื่อนข้าบ้าง แต่เมื่อเติบใหญ่ ข้าจึงตระหนักว่าลึกๆ แล้วเสด็จพ่อห่วงใยข้าเสมอ เพียงแต่... ท่านมีภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ไม่มีเวลามาใส่ใจเื่เล็กน้อยของข้า การทำลายล้างราชวงศ์ตระกูลเซี่ยงเพื่อล้างแค้นให้ท่านแม่ เป็ภารกิจที่ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก เสด็จพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง... พวกเขาล้วนพยายามมาโดยตลอด ส่วนข้า..."
"ส่วนข้ากลับไร้ประโยชน์สิ้นดี งานธุรการข้าก็ไม่เชี่ยวชาญ การคุมทัพจัดกระบวนศึกข้าก็ไม่เป็ ลำพังเพียงฝีมือยุทธ์แค่นี้ ในกองทัพนับหมื่นพันม้าข้าแทบไร้ความหมาย" ฉินอวี่กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว "ความจริง... ข้าก็อยากช่วยแบ่งเบาภาระเสด็จพ่อ ข้าอยากเป็คนที่มีประโยชน์ อย่างน้อยมีประโยชน์เพียงสักนิดก็ยังดี"
แค้นเหล็กไม่เป็เหล็กกล้า...
ฉินอวี่เกลียดชังตนเอง เกลียดที่ตนเองช่างไร้ค่า
ั้แ่เล็กจนโต ฉินอวี่รู้สึกเสมอว่าตนเองโดดเดี่ยวอ้างว้าง แม้จะััได้ถึงความห่วงใยจากบิดา แต่ตลอดสิบปีเต็ม ั้แ่อายุหกขวบจนถึงสิบหกขวบ ่เวลาที่พ่อลูกได้อยู่ร่วมกันกลับมีไม่ถึงหนึ่งเดือน
เขาไม่เคยโกรธเคืองเสด็จพ่อ แต่เขาเกลียดตัวเองที่ไร้ความสามารถ
บัดนี้เขาล่วงรู้แล้วว่าเสด็จพ่อกำลังแบกรับสิ่งใด ฉินอวี่ปรารถนาจะลงมือกระทำบางสิ่ง เขาอยากช่วยเหลือบิดา แต่เขากลับช่วยอะไรไม่ได้เลยจริงๆ
"สำหรับเสด็จพ่อ ข้าคงเป็เพียงตัวถ่วงสินะ... ระดับขั้นฟ้าประทาน เมื่อไหร่จะไปถึงกันนะ ด้วยความเร็วในการพัฒนาลมปราณของข้าในยามนี้ กว่าจะบรรลุขีดสุดของวิชาภายนอก อย่างน้อยคงต้องใช้อีกห้าถึงหกปี" ฉินอวี่ถอนหายใจยาว
เนิ่นนานผ่านไป ฉินอวี่ลุกพรวดขึ้น สูดลมหายใจเข้าลึก แววตาฉายประกายเด็ดเดี่ยว
"พี่ใหญ่ พี่รอง เสด็จพ่อ... พวกท่านพยายามกันอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อเตรียมพร้อมรับศึกใหญ่ในอีกห้าปีข้างหน้า เช่นนั้นในห้าปีนี้ข้าก็จะมุ่งมั่นฝึกฝนให้ถึงที่สุด อย่างน้อยภายในห้าปี... ข้าต้องก้าวไปให้ถึงระดับของท่านอาจารย์จ้าวยุนซิง บรรลุขีดสุดของขั้นขั้นบ่มเพาะให้จงได้" ฉินอวี่ตั้งเป้าหมายให้ตนเองอย่างแน่วแน่
คุณค่า... คนเราเกิดมาบนโลกย่อมต้องมีคุณค่า อย่างน้อยในสายตาบิดามารดาต้องมีค่าสักเพียงนิด ไม่เช่นนั้นการมีชีวิตอยู่ย่อมไร้ความหมาย ฉินอวี่ไม่้าอาศัยบารมีของบิดาเพื่อเป็เพียงคุณชายเสเพล เขาปรารถนาความสำเร็จ อย่างน้อยที่สุด... คือการสามารถช่วยเหลือเสด็จพ่อได้บ้างก็ยังดี
......
ทวีปเฉียนหลงนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก ทว่ามหาสมุทรนอกทวีปเฉียนหลงกลับกว้างใหญ่กว่าทวีปเฉียนหลงเป็ร้อยเป็พันเท่า
ทันใดนั้น—
มหาสมุทรอันไร้ขอบเขตเกิดการกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง ปราศจากพายุ ปราศจากสัญญาณเตือน จู่ๆ ผืนน้ำก็บ้าคลั่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พร้อมกันนั้นพลังปราณฟ้าดินทั่วหล้าก็สั่นะเืเลื่อนลั่นในชั่วพริบตา คลื่นั์สูงนับร้อยจั้งซัดสาดขึ้นฟ้าแล้วทิ้งตัวลงมาอย่างเกรี้ยวกราด ผู้ฝึกตนทุกคนต่างััได้ว่าพลังปราณฟ้าดินกำลังปั่นป่วนจนไม่สามารถดูดซับได้ชั่วคราว
ฟิ้ว!
บนท้องนภา ปรากฏดาวตกดวงหนึ่งส่องแสงเจิดจ้าบาดตา พุ่งเป็เส้นตรงเฉียงลงมายังทวีปเฉียนหลงด้วยความเร็วสูงลิ่ว จนเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมดังเสียดแทงแก้วหู เพียงชั่วอึดใจ ดาวตกดวงนั้นก็เลือนหายไป พลังปราณฟ้าดินพลันกลับสู่ความสมดุลในทันที มหาสมุทรอันไร้ขอบเขตก็กลับคืนสู่ความสงบดังเดิม
......
"ดาวตก!" ฉินอวี่เห็นดาวตกดวงหนึ่งพุ่งลงมาจากท้องฟ้าสูงลิบแต่ไกล จึงเพ่งสายตาจ้องมองอยู่บนหลังคา ดาวตกดวงนั้นดูเหมือนจะพุ่งตรงมาทางทิศของฉินอวี่ เขาตาลุกวาว พลางหัวเราะร่า "คงไม่หรอกมั้ง ดาวตกนี่คงไม่บังเอิญบินมาตกที่อวิ๋นอู้ซานจวงหรอกนะ"
ฉินอวี่ย่อมรู้ดีว่าเหล็กอุกกาบาตจากนอกฟ้า ส่วนใหญ่มักเกิดจากดาวตกที่ร่วงหล่นลงมา
"ไม่แน่ว่าอาจจะเจอเหล็กอุกกาบาตก้อนใหญ่ก็ได้" ฉินอวี่คิดเข้าข้างตนเอง แต่สิ่งที่ทำให้เขาผิดหวังเล็กน้อยคือ ดาวตกดวงนั้นพอพุ่งลงมาถึงกลางอากาศ ก็เลือนหายไปทั้งที่ยังอยู่ห่างจากจุดที่เขาอยู่อีกไกลโข
"ช่างเถอะ ได้เห็นดาวตกสักดวงก็ถือว่าโชคไม่เลวแล้ว" ฉินอวี่ยิ้มบางๆ เตรียมจะะโลงจากหลังคา แต่ในจังหวะที่กำลังจะทิ้งตัวลง ดวงตาของเขาก็พลันสว่างวาบ
"นั่นอะไร?" ฉินอวี่มองเห็นแสงสว่างจางๆ เรืองรองขึ้นที่เรือนตะวันตกอย่างเลือนราง ในใจบังเกิดความสงสัยจึงรีบพุ่งตัวไปยังเรือนตะวันตก แต่เมื่อก้าวเข้าไป เขากวาดสายตามองรอบๆ อย่างละเอียดกลับไม่พบสิ่งของแปลกประหลาดใดๆ
ฉินอวี่เดินเข้าไปใกล้บ่อน้ำพุร้อนอีกไม่กี่ก้าว จู่ๆ ก็สังเกตเห็นว่าพื้นมีแสงสะท้อนวูบวาบ
"นั่นคืออะไร?" ฉินอวี่เพ่งมองวัตถุคล้ายผลึกแก้วชิ้นหนึ่งที่วางอยู่บนพื้น เขานั่งลงพิจารณาดูอย่างใกล้ชิด มันเป็ผลึกสีแดงรูปร่างคล้ายจี้ห้อยคอ เมื่อหยิบขึ้นมาวางบนฝ่ามือ ผลึกชิ้นนี้มีรูปร่างเหมือนหยดน้ำตา
"สีแดงดุจโลหิต ผลึกรูปหยดน้ำตา... น่าจะเป็ผลึกแก้วกระมัง" ฉินอวี่จ้องมองผลึกในมือ ในใจบังเกิดความรู้สึกผูกพันชอบพอเ้า 'ผลึก' ชิ้นนี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
"เอา 'ผลึก' นี้ไปทำตัวเรือน ทำเป็จี้ห้อยคอก็ไม่เลว มอบให้เสี่ยวลู่ นางต้องชอบแน่ๆ อืม... ถ้าทำเสร็จแล้วจะตั้งชื่อว่าอะไรดีนะ?" ฉินอวี่ขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้าง "อ๊ะ ในเมื่อเจอหลังจากเห็นดาวตก แถมยังเป็รูปหยดน้ำตา งั้นเรียกว่า 'น้ำตาดาวตก' ก็แล้วกัน"
น้ำตาดาวตก... ฉินอวี่พึงพอใจกับชื่อนี้มาก
เขาลองทาบผลึกนั้นที่หน้าอก แล้วพยักหน้าอย่างชอบใจ แต่ทันใดนั้นฉินอวี่กลับรู้สึกว่าฝ่ามือเบาหวิว 'ผลึก' เมื่อครู่กลับ... อันตรธานหายไปอย่างน่าพิศวง หายไปจากฝ่ามือของเขาดื้อๆ อย่างนั้นเลย
ฉินอวี่ถึงกับเบิกตาโพลง
"ผีหลอกหรือ?" ในใจของเด็กหนุ่มปั่นป่วน เขาไม่เคยพบเจอเื่ราวประหลาดพิสดารเช่นนี้มาก่อน
ของในมือหายไปเฉยๆ ราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่จริง แต่ฉินอวี่มั่นใจเต็มสิบส่วนว่าเมื่อครู่เขาเจอผลึกรูปหยดน้ำตาสีแดงเืจริงๆ ทั้งยังเพิ่งตั้งชื่อให้มันว่าน้ำตาดาวตกหมาดๆ
"ทำไมถึงหายไปได้ล่ะ? หรือว่ามียอดฝีมือระดับขั้นฟ้าประทานหรือเซียน ใช้วิชาจับยึดข้ามอากาศฉกฉวยเอาไป?" ฉินอวี่ครุ่นคิด "ไม่ถูกต้องสิ ข้ากำไว้ในมือแท้ๆ ต่อให้ใช้วิชาจับยึดข้ามอากาศ มือข้าก็น่าจะรู้สึกว่า 'ผลึก' เคลื่อนไหวสิ หรือว่ามันแค่วาร์ปหายไปเฉยๆ?"
ฉินอวี่จินตนาการไม่ออกเลยว่าการย้ายสิ่งของให้หายไปในพริบตาเช่นนี้ เป็อิทธิฤทธิ์ระดับไหนกันแน่
"แม้แต่ระดับเซียนก็ไม่แน่ว่าจะมีอิทธิฤทธิ์เช่นนี้ แถมยอดฝีมือระดับนั้นจะมากลั่นแกล้งข้าตอนดึกดื่นเที่ยงคืนเพื่ออะไร?" ฉินอวี่เต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย
ภายในเรือนตะวันตก ฉินอวี่ยืนขบคิดอยู่นานสองนาน แต่สุดท้ายก็หาสาเหตุไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เขาทำได้เพียงเดินจากเรือนตะวันตกไปพร้อมความงุนงงอย่างจนปัญญา