เซียวหยวนซินมองกลับไปด้วยแววตาเรียบเฉยพลางส่งเสียงตอบรับในลำคอ
คุณย่าหลิวเห็นสีหน้าของเซียวหยวนซินที่ดูสดใสขึ้นผิวพรรณก็ผ่องใสขึ้น และใบหน้ายังดูอิ่มเอิบขึ้นเล็กน้อย ก็อดประหลาดใจไม่ได้“อาหารที่บ้านตระกูลเซียวดีขนาดนั้นเลยหรือนี่? ดูเหมือนเธอจะอ้วนขึ้นด้วยซ้ำ”
แล้วเมื่อเห็นเซียวหยวนซินกลับมามือเปล่าก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “แล้วทำไมกลับมามือเปล่าเล่า?”
เซียวหยวนซินเหลือบมองอีกฝ่ายแล้วกล่าว“ฉันไปมือเปล่า ก็กลับมามือเปล่าเป็นธรรมดา”
คุณย่าหลิวอดที่จะบ่นไม่ได้“ช่วงที่ผ่านมาเธอไปอยู่ที่บ้านตระกูลเซียว กินดีอยู่ดีดูท่าจะอ้วนขึ้นด้วยซ้ำ ทำไมไม่นึกถึงคนในบ้านบ้างเลย? พวกเรายังคงกินข้าวรำผสมกับผักป่าทุกวันอยู่เลย”
เซียวหยวนซินมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย้ยหยัน“นี่คือข้าวของของน้องชายกับน้องสะใภ้ของฉันพวกเขาให้ที่อยู่และอาหารแก่ฉัน แล้วฉันจะเอาข้าวของของพวกเขากลับมาได้อย่างไร?คนเราทำอะไรต้องมีสำนึกบุญคุณนะคะ”
“ลูกสะใภ้สี่ พูดอะไรของเธอเนี่ยพวกเรากับตระกูลเซียวเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน จะเอาของกลับมาบ้างมันจะเป็นอะไรไป?”คุณย่าหลิวเอ่ยอย่างไม่พอใจ
เซียวหยวนซินกล่าว“ตอนที่พวกคุณรุมตีน้องชายของฉันทำไมถึงไม่พูดว่าพวกเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกันล่ะ?”
“เธอชักจะมากเกินไปแล้วนะ อย่าลืมสิว่าตอนนี้เธอเป็นคนตระกูลหลิวแล้ว!”คุณย่าหลิวโมโหจนส่งเสียงดังลั่น
หลิวเฉิงเหว่ยนึกถึงคำพูดที่ภรรยาของเขาเคยกล่าวไว้ตลอดทางที่กลับบ้านจึงรีบพูด “แม่ครับ หยวนซินเพิ่งกลับมาเองอย่าว่าเธอเลยครับ”
คุณย่าหลิวนึกถึงเรื่องที่เซียวหยวนซินไปอยู่ที่บ้านตระกูลเซียวถึงยี่สิบวันโดยที่ไม่ยอมกลับมาเลยหากไม่มีคนไปตามรับ ก็จำต้องกลืนความไม่พอใจกลับลงไปจากนั้นก็โยนของลงแล้วออกคำสั่ง “ไปซักผ้าให้หมดแล้วก็ทำอาหารเย็นด้วย”
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวหลังจากหายป่วยแล้วก็กลับมาทำงานเหล่านี้ทุกวันอย่างเหน็ดเหนื่อยตอนนี้เมื่อเห็นเซียวหยวนซินกลับมาแล้วยังได้ยินเธอทะเลาะกับแม่สามีก็รู้สึกยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งทะเลาะกันรุนแรงเท่าไรแม่สามีก็จะยิ่งสั่งงานเธอมากขึ้นเท่านั้น นี่ไง... ไม่ทันไรเธอก็ต้องทำอาหารและซักผ้าแล้วส่วนตนเองก็จะได้พักผ่อนสบายใจเฉิบ
แต่เซียวหยวนซินกลับแค่นเสียง“พวกเรามีคนในบ้านมากมายจะให้ฉันทำอาหารอยู่คนเดียวทุกวันไม่ได้หรอกนะตอนนี้หยวนหยวนก็ไปอยู่ที่บ้านน้องชายของฉันแล้วบ้านฉันก็มีแค่ฉันกับเฉิงเหว่ยสองคน ต่อไปให้แต่ละบ้านผลัดกันทำอาหารคนละวันส่วนเสื้อผ้าก็ให้แต่ละบ้านซักของใครของมัน”
คุณย่าหลิวเบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ“นี่... นี่คิดจะแยกบ้านงั้นหรือ? เธอปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่ไหม?ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ละก็ ย่อมไม่มีทางแยกบ้านเด็ดขาด!”
หลิวเฉิงเหว่ยเห็นภรรยาของเขาถูกต่อว่าและกลัวว่าเธอจะหนีไปอีกเพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาใช้ชีวิตอยู่คนเดียวอย่างยากลำบาก จึงรีบพูด“แม่ครับ หยวนซินไม่ได้จะแยกบ้านจริงจังหรอกครับแค่บอกว่าจะผลัดกันทำอาหาร และซักผ้าของใครของมัน นี่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดนี่ครับไม่อย่างนั้นหยวนซินกลับมาจากทำงานทุกวันแล้วยังต้องมาซักผ้าเยอะแยะทำอาหารให้คนมากมายขนาดนี้ เธอก็เหนื่อยแย่สิครับ”
คุณย่าหลิวเห็นหลิวเฉิงเหว่ยช่วยเซียวหยวนซินพูดก็โมโหจนบีบแขนลูกชายอย่างแรง “เจ้าลูกคนนี้พูดอะไรบ้าๆ!สมัยก่อนตอนที่ฉันเป็นลูกสะใภ้ ก็ใช้ชีวิตแบบนี้!”
เซียวหยวนซินกล่าวอย่างเหลืออด“แล้วไงคะ? คุณเคยผ่านความยากลำบากมาครั้งหนึ่งก็ต้องให้ฉันผ่านความยากลำบากเหมือนคุณอย่างนั้นเหรอคะ? สมัยก่อนไม่ได้มีฉันไปรังแกคุณสักหน่อย!”
“เธอ... นี่เธอ...” คุณย่าหลิวโมโหจนหน้าเขียวแม่นางตัวน้อยนี่กลับไปบ้านแค่ไม่กี่วัน ทำไมฝีปากถึงได้จัดจ้านขึ้นมาได้นะเมื่อก่อนไม่ว่าจะดุด่าหรือตีเธอ เธอก็ไม่เคยคิดจะโต้ตอบเลยสักครั้งแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นคนละคนไปได้!
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวก็อึ้งไปเช่นกันเธอรู้ดีว่าน้องสะใภ้สี่คนนี้เคยอ่อนแอเพียงใด สั่งให้เธอไปทางไหนเธอก็ไม่กล้าไปทางอื่น! สั่งให้เธอขึ้นเขา เธอก็ไม่กล้าลงนา!
แต่ตอนนี้กลับกล้าต่อต้านแม่สามี!เธอคงจะบ้าไปแล้ว หรือไม่ก็โง่ไปแล้ว!
คุณย่าหลิวโกรธจัด“ไปอยู่บ้านอื่นมาเพียงไม่กี่วัน ก็กำเริบเสิบสานไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง! คงต้องดัดสันดานกันเสียใหม่แล้ว!”
พูดพลางก็ยกมือขึ้นจะตีเซียวหยวนซินเซียวหยวนซินหลบพร้อมกับถลึงตาจ้องหลิวเฉิงเหว่ย “นี่คือเหตุผลที่คุณให้ฉันกลับมาใช่ไหมคะ?ให้ฉันกลับมาเพื่อโดนด่าโดนตี? ถ้าเป็นแบบนี้ฉันก็ไม่อยู่แล้ว!พวกเราหย่ากันเถอะ! พวกคุณทำแบบนี้มันเข้าข่ายความรุนแรงในครอบครัวนะฉันจะไปหาหัวหน้าสมาคมสตรี เธอย่อมต้องเข้าข้างพวกผู้หญิงอย่างเราอยู่แล้ว!”
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาเธอไม่ได้อยู่ที่บ้านน้องสะใภ้เฉยๆน้องสะใภ้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้เธอฟังมากมายเธอจึงไม่ใช่แค่หญิงชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อีกต่อไปแล้ว
คุณย่าหลิวถึงกับตะลึงอึ้งงันนี่หมายความว่าจะตีเธอก็ไม่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ?
ต้องเป็นยุวชนซูคนนั้นกับเซียวหยวนหมิงแน่ๆที่สอนให้เธอเป็นคนเนรคุณ! เธอคำนวณมาดีแล้ว แต่ไม่คิดว่าเรื่องจะกลายเป็นแบบนี้!
พอได้ยินว่าจะหย่ากันหลิวเฉิงเหว่ยก็ร้อนรนใจเช่นกัน เขาจับมือที่แม่กำลังจะตบลงมา“แม่ครับ อย่าเพิ่งโทษหยวนซินเลยครับ แม่มีลูกสะใภ้ตั้งสี่คนงานเหล่านี้เดิมทีก็ควรจะแบ่งกันทำอยู่แล้ว ไม่ใช่ให้หยวนซินทำอยู่คนเดียวเธอเป็นคนนะครับ ไม่ใช่หุ่นยนต์หรือคนเหล็ก จะทนได้ยังไง!”
พี่สะใภ้ใหญ่หลิวได้ยินว่าต่อไปจะต้องแบ่งงานบ้านก็ไม่พอใจทันที “เมื่อก่อนตอนที่น้องสะใภ้สี่ยังไม่แต่งงานเข้ามางานบ้านทั้งหมดฉันเป็นคนทำนะ ฉันทำเยอะแยะขนาดนั้นก็ไม่เคยปริปากบ่นสักคำเธอทำเยอะขึ้นหน่อยก็เอาแต่ทะเลาะกับคุณแม่ มันเกินไปหน่อยแล้วนะ!”
ลูกสะใภ้รองกับลูกสะใภ้สามต่างก็กำลังตั้งครรภ์ทั้งสองได้ยินเสียงทะเลาะกันในลานบ้าน ลูกสะใภ้รองหลบอยู่ในห้องไม่กล้าออกมาส่วนลูกสะใภ้สามอย่างเหยียนกุ้ยหรง ก็แค่ยืนมองจากหน้าต่างเล็กๆ ในห้องเธอจำได้ว่าเมื่อหลายวันก่อนเคยเห็นน้องสะใภ้สี่กับน้องชายและน้องสะใภ้ของเธอที่ร้านอาหารรัฐสวัสดิการในตัวอำเภอตอนนั้นเซียวหยวนซินมีท่าทีที่กล้าหาญมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอจะยิ่งกล้าหาญขึ้นไปอีก…
กล่าวตามจริงเซียวหยวนซินคนก่อนนั้นช่างน่าสมเพชในสายตาของเธอจริงๆสตรีที่ไม่กล้าแม้แต่จะขัดขืนสิ่งใด กระทั่งอาหารของลูกสาวยังไม่กล้าช่วงชิงมามีชีวิตอยู่ไปก็ไร้ค่าไม่ใช่หรือ?
ตอนนี้เซียวหยวนซินกลับทำให้เธอรู้สึกชื่นชมอยู่บ้าง
เซียวหยวนซินกล่าว“ฉันแต่งงานเข้ามาสามปีกว่า มีวันไหนบ้างที่ฉันไม่ได้ทำอาหารมีครั้งไหนบ้างที่ฉันไม่ได้ซักผ้า?”
“เงียบไปเลย!” คุณปู่หลิวตะโกนขึ้นเมื่อเห็นหลายคนทะเลาะกันไม่หยุด
ทุกคนได้ยินคุณปู่หลิวพูดก็พากันเงียบเสียง
คุณปู่หลิวเป็นหัวหน้าครอบครัวของตระกูลหลิวปกติแล้วท่านเป็นคนเงียบขรึม แต่เมื่อโมโหขึ้นมาก็เป็นที่น่าเกรงขาม
ท่านจุดยาเส้นขึ้นสูบไปคำหนึ่งแล้วกล่าว“ที่เจ้าสี่พูดก็ถูก ต่อไปทำอาหารก็ผลัดกันทำ ความสะอาดก็ผลัดกันทำเสื้อผ้าก็ซักของใครของมัน จะได้ไม่ต้องยุ่งยาก แล้วก็จะได้หลีกเลี่ยงการทะเลาะกันจะได้ไม่ต้องมาทำให้บ้านช่องไม่สงบสุขอยู่ทุกวัน”
คุณย่าหลิวอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่างแต่คุณปู่หลิวก็จ้องเธอเขม็ง “ลูกสะใภ้ทั้งสี่คนของเธอเธอต้องปฏิบัติต่อพวกเขาทุกคนให้เท่าเทียมกัน”
คุณย่าหลิวมองเซียวหยวนซินอย่างโมโห“ถ้าอย่างนั้นวันนี้เธอก็ทำอาหารก่อน พรุ่งนี้ก็บ้านลูกสะใภ้ใหญ่เพราะลูกสะใภ้สองและสามกำลังอุ้มท้องอยู่ จะให้หลานชายของฉันต้องลำบากได้อย่างไรดังนั้นจนกว่าพวกเธอจะคลอดลูกและพ้นช่วงอยู่ไฟพวกเธอสองคนต้องรับผิดชอบเรื่องอาหาร เสื้อผ้าของใครของมันก็ให้ซักกันเอง”
“ได้ค่ะ” เซียวหยวนซินไม่มีข้อโต้แย้งจึงเดินไปที่ครัวเพื่อทำอาหาร
วันนี้หลิวเฉิงเหว่ยไม่ได้ทำงานอะไรมากส่วนเซียวหยวนซินก็เพิ่งกลับมา เขาจึงรีบตามไปที่ครัวเพื่อช่วย
เซียวหยวนซินตั้งใจจะให้เขาออกไปโดยบอกว่าเธอทำคนเดียวได้ แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของน้องสะใภ้ที่เคยบอกไว้น้องสะใภ้กล่าวว่า “ผู้ชายบางคนก็ไม่ควรจะตามใจและเอาอกเอาใจจนเกินไปไม่อย่างนั้นจะเสียคน สุดท้ายสิ่งที่พี่ทำไปทั้งหมดก็จะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาและเขาก็จะไม่จดจำความดีของพี่เลย เหมือนกับที่พี่ให้ข้าวขอทานทุกวันวันหนึ่งถ้าพี่ไม่ให้แล้ว ขอทานก็จะโกรธพี่… นี่แหละที่เรียกว่า ‘ข้าวหนึ่งชามสร้างบุญคุณ ข้าวหนึ่งถังสร้างศัตรู’!”