หลินเฉียงเดินออกจากบ้านไปตามความทรงจำของเ้าของร่างเดิม วันนี้เขาตั้งใจจะเดินสำรวจรอบๆ หมู่บ้านก่อนจะเดินขึ้นไปหาของป่าบนเขา แต่เป็เพราะบ้านของเขาตั้งอยู่่ต้นของหมู่บ้าน แม้จะอยากออกมาเดินสูดอากาศบริสุทธิ์เงียบๆ แต่ก็ยังมาเจอกับคนปากไม่ดีเข้าจนได้
“โอ้! นี่ไม่ใช่คุณชายหลินหรอกเหรอ ไปยังไงมายังไงถึงได้ก้าวเท้าออกจากคฤหาสน์มาได้ ไม่กลัวว่าเท้าจะเปื้อนดินโคลนแล้วเหรอ แล้วทำไมไม่นอนเฝ้าที่ดินทำเลทองผืนนั้นต่ออีกสักหน่อยล่ะ ไม่ใช่ว่าทุกวันนี้ที่เธอไม่ยอมออกไปทำงานก็เพราะนอนเฝ้าที่ดินกับแก้วแหวนเงินทองที่ฝังอยู่ที่นั่นหรอกเหรอ” คุณป้าหม่าจงใจพูดเสียงดังเพื่อเรียกความสนใจจากชาวบ้าน เพราะในหมู่บ้านชุนหลิ่งแห่งนี้ นอกจากหลินเฉียงแล้ว ลูกชายของเธอก็เอาไปเปรียบเทียบกับใครไม่ได้ ก็ใครใช้ให้ลูกชายของเธอเป็หนึ่งในคนที่ไม่ได้เื่ที่สุดในหมู่บ้านกันล่ะ
หลินเฉียงจ้องผู้หญิงวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าพร้อมกับขุดค้นความทรงจำของเ้าของร่างเดิมขึ้นมา จากนั้นเขาก็ยกยิ้มที่มุมปาก “ถึงแม้ตอนนี้จะมีการผ่อนปรนมาตรการหลายๆ อย่าง แต่ป้าจะเอาเื่ระบบศักดินามาโยนใส่หัวผมแล้วให้คนอื่นเข้าใจผิดคิดว่าผมยังยึดติดอยู่กับการใช้ชีวิตแบบโบราณไม่ได้นะครับ คุณชงคุณชายอะไรกัน ผมมันก็แค่ลูกชาวนาคนหนึ่งเท่านั้นเอง
แต่จะว่าไปถึงผมจะี้เีหรือนอนตื่นสาย มันก็ไม่ใช่ธุระของป้าไม่ใช่เหรอ ป้าเอาเวลาที่จะมาสนใจเื่ชาวบ้านไปสนใจลูกชายของตัวเองดีกว่า เอาแต่นอนอยู่บนเตียงจนอ้วนเป็หมูขนาดนั้น ถ้าคนเขาเข้าใจผิดคิดว่าป้าเลี้ยงหมูไว้ในบ้าน ระวังพอถึงวันเชือดหมูจะมีคนมาหามเขาไป”
“สมแล้วที่เป็หลานชายฉัน นานๆ ถึงจะพูดอะไรเข้าท่ากับเขาขึ้นมาสักคำ” คุณอาสะใภ้หลินยิ้มให้หลินเฉียง “วันนี้เธอทำให้อาหัวเราะได้ เดี๋ยวเย็นนี้อาจะนึ่งซาลาเปาไส้หมูไปให้เธอสักสามลูก”
“สะใภ้รองหลิน! เธอมันก็ดีแต่ให้ท้ายเด็ก เธอไม่ได้ยินเหรอที่ไอ้เด็กเหลือขอหลินเฉียงมันเรียกลูกชายฉันว่าหมูเหรอ” คุณป้าหม่าชี้หน้าคุณอาสะใภ้หลิน “ลูกชายของเธอมันดีนักล่ะ อ่านหนังสือสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาสองปีแล้วแต่ยังสอบไม่ได้ ไม่ใช่ว่ามีแม่โง่แล้วต้องโง่ตามแม่ไปด้วยหรอกนะ แต่ถ้าเป็อย่างนั้นก็อย่าหวังว่าชาตินี้หลินฉีหนิงจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เหมือนคนอื่นเขาเลย”
“นังคนแซ่หม่าปากไม่ดี! แกกล้าแช่งไม่ให้ลูกชายฉันสอบติดมหาวิทยาลัยเลยเหรอ วันนี้ฉันต้องตบสั่งสอนแกสักหน่อยแล้ว”
หลินเฉียงเห็นอาสะใภ้กำลังจะลงไม้ลงมือ เขารีบเข้าไปขวางก่อนกระซิบเสียงเบา “คุณอาใจเย็นก่อนครับ ถ้าคุณอาลงมือตอนนี้คุณอาจะเสียเปรียบเอาได้นะ ตอนนี้แค่ทะเลาะวิวาทก็เข้าไปนอนในคุกได้แล้วนะครับ”
คุณอาสะใภ้หลินได้ยินก็หยุดมือ “แค่ทะเลาะกันก็เข้าไปนอนในคุกได้เลยเหรอ”
“ผมไม่โกหกคุณอาหรอกครับ”
แต่คุณอาสะใภ้หลินไม่อยากเสียเชิง เธอยืดตัวเชิดหน้าก่อนจะพูด “วันนี้ฉันจะไม่เอาเื่แกก็แล้วกัน ถือว่าป็นการทำบุญ”
“เหอะ...ตัวเล็กๆ อย่างแกน่ะเหรอจะมาสู้ฉันได้ ที่ฉันไม่อยากลงมือกับแกก็ถือว่าฉันทำบุญให้แกไปก็แล้วกัน” คุณป้าหม่าแอบถอนหายใจโล่ง แม้เธอจะตัวโตกว่าคุณอาสะใภ้หลิน แต่ถ้าให้สู้กันจริงๆ เธอก็สู้ใครไม่ได้หรอก ที่เธอตัวโตก็เพราะความอ้วนทั้งนั้น
คุณป้าหม่าพูดจบก็สะบัดหน้าเดินกลับเข้าบ้านของเธอไป ส่วนคนอื่นๆ ก็สลายตัวไปแล้วเหมือนกัน
“เสี่ยวเฉียง นี่เธอกำลังจะไปไหนเหรอ” คุณอาสะใภ้หลินถามหลานชาย
“ผมว่าจะขึ้นไปบนเขาสักหน่อยน่ะครับ”
“เธอจะขึ้นเขาไปทำไม หรือว่าที่บ้านไม่มีฟืนใช้แล้ว ไปแบ่งจากบ้านของอามาใช้ก่อนก็ได้ วันก่อนฉีหนิงขึ้นเขาไปเก็บฟืนลงมาเยอะเลย”
“คุณอาเก็บไว้ใช้เถอะครับ งานแค่นี้ผมทำเองได้” หลินเฉียงปฏิเสธไปอย่างสุภาพ จากความทรงจำของร่างเดิม ั้แ่คุณพ่อกับคุณอาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ คุณย่าทำใจไม่ได้ก็เสียชีวิตตามไป ส่วนคุณปู่แม้จะยังมีชีวิตอยู่แต่ก็ตรอมใจจนนอนติดเตียง
ความเป็อยู่ของครอบครัวเขาก็ไม่ได้ดีสักเท่าไหร่ คุณแม่เพียงส่งเงินและอาหารไปให้คุณปู่ในบางโอกาสเท่านั้น ดังนั้นหน้าที่ในการดูแลคุณปู่จึงตกเป็ของคุณอาสะใภ้กับหลินฉีหนิง
“เดี๋ยวนี้รู้จักลุกขึ้นมาช่วยงานแล้วเหรอ” คุณอาสะใภ้หลินมองหลานชายแล้วยิ้ม “ดีแล้วล่ะ แม่ของเธอลำบากเพราะเธอมามาก ต่อไปเธอก็ต้องกตัญญูกับแม่ให้มากๆ ล่ะ”
“ครับคุณอา ต่อไปผมจะดีกับแม่ให้มากครับ”
“ถ้าอย่างนั้นอากลับบ้านก่อนนะ ต้องรีบกลับไปทำข้าวต้มให้คุณปู่ ่นี้ไม่รู้เป็ยังไงคุณปู่เริ่มกินข้าวได้น้อยลง” คุณอาสะใภ้หลินถอนหายใจ “เห็นทีครั้งนี้เราคงต้องทำใจกันแล้วจริงๆ”
“อาการของคุณปู่หนักขนาดนั้นเลยเหรอครับ แล้วเราไม่ต้องพาคุณปู่ไปโรงพยาบาลเหรอ หรือว่าที่บ้านเราไม่มีเงินแล้วครับ”
“คราวที่แล้วแม่เธอให้เงินมาหนึ่งพันหยวน อากับฉีหนิงถึงได้พาคุณปู่ไปนอนอยู่ที่โรงพยาบาลตั้งหลายวัน แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น คุณหมอก็เลยบอกให้เราทำใจและให้เราพาคุณปู่กลับมาพักที่บ้าน หมอเขาพูดมาขนาดนี้แล้วเราคงจะเข้าใจเป็อย่างอื่นไม่ได้แล้วมั้ง”
“แม่ให้เงินคุณอาไปหนึ่งพันหยวนเลยเหรอครับ” หลินเฉียงขมวดคิ้ว “ก็ไหนแม่บอกผมว่าแม่ไม่มีเงิน”
คุณอาสะใภ้หลินเข้าใจผิดคิดว่าหลินเฉียงไม่พอใจ เธอรีบอธิบาย “เสี่ยวเฉียง! เงินหนึ่งพันหยวนนี่ถือเป็อายืมเธอมาก็แล้วกันแล้วเดี๋ยวอาจะรีบหามาคืน เธออย่าไปทะเลาะกับแม่ของเธอเลยนะ หรือไม่...หรือไม่อาจะเอาเงินที่อาเก็บไว้ให้ฉีหนิงเป็ค่าเทอมมาคืนให้เธอก็ได้ ขอแค่เธอไม่ไปทะเลาะกับพี่สะใภ้ก็พอ”
“คุณอาคิดว่าผมโกรธเื่เงินอยู่เหรอครับ”
“แล้วมันไม่ใช่เหรอ” คุณอาสะใภ้หลินพูดไม่เต็มเสียงนัก เพราะเธอเคยเห็นเวลาที่หลินเฉียงอาละวาดมาแล้ว มันน่ากลัวมาก น่ากลัวเหมือนตอนที่สามีกับพี่เขยยังมีชีวิตอยู่ไม่มีผิต ต้องบอกว่าพวกผู้ชายตระกูลหลินไม่ไปหาเื่ใครก่อน แต่ถ้าใครมาหาเื่หรือมาทำให้โมโห คนคนนั้นก็เตรียมเจ็บตัวไปได้เลย แม้แต่หลินฉีหนิงลูกชายผู้แสนสุภาพของเธอ ถ้าได้โมโหขึ้นมา แม้แต่เธอก็ไม่มีปัญญาห้าม
หลินเฉียงถอนหายใจ นอกจากจะี้เีแล้วเ้าหลินเฉียงคนเดิมยังเป็คนใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย แถมเ้าหลินคนเดิมยังทะเลาะกับคุณแม่หลินไม่เว้นแต่ละวันก็เพราะเื่เงิน ก็ไม่แปลกที่คุณอาจะเข้าใจผิด “ผมไม่ได้โกรธแม่เื่ที่แม่เอาเงินมารักษาคุณปู่หรอกครับ แต่ที่ผมสงสัยคือแม่ไปเอาเงินมาจากไหนต่างหาก”
คุณอาสะใภ้หลินก็เริ่มขมวดคิ้วเช่นกัน “นั่นสินะ อาลืมนึกถึงเื่นี้ไปได้ยังไงกัน พี่สะใภ้มีรายได้แค่การรับจ้างทำนา เงินแค่นั้นก็ไม่รู้ว่าจะพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละวันหรือเปล่า ส่วนเธอก็ไม่มีรายได้ วันๆ ก็เอาแต่นั่งๆ นอนๆ รอให้แม่หาเลี้ยง แล้วแม่ของเธอจะเอาเงินจำนวนมากนั้นมาจากไหน”
หลินเฉียงฟังคำพูดของคุณอาถึงกับมุมปากกระตุก เขาอยากถามว่าคำพูดเ่าั้คือคุณอากำลังตำหนิเขาอยู่หรือเปล่า แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาคิดเล็กคิดน้อย อีกอย่างเขาต้องกลับไปคุยกับแม่ให้รู้เื่ก่อนว่าตกลงแม่เอาเงินมาจากไหน ถ้าเป็เงินกู้เหมือนอย่างที่เขาคิด เขากับแม่จะได้ช่วยกันหาทางออก ส่วนคุณปู่กับคุณอาสะใภ้ก็ไม่จำเป็ต้องบอกให้รู้ เขากลัวว่าถ้ารู้แล้วอาการของคุณปู่จะยิ่งทรุดหนักเพราะคิดว่าตนเองทำให้คนในครอบครัวต้องเดือดร้อน
“คุณอารีบกลับไปทำอาหารให้คุณปู่เถอะครับ เดี๋ยวผมจะกลับไปคุยกับแม่เอง”
คุณอาสะใภ้หลินพยักหน้ารับก่อนจะเดินกลับบ้านไป ส่วนหลินเฉียงก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเดินต่อแล้ว เขาต้องรีบกลับไปถามให้รู้เื่ว่าตกลงเงินหนึ่งพันหยวนแม่ได้มันมาจากไหน เขาจะไม่ปล่อยให้แม่ต้องแก้ปัญหาไปคนเดียวอีก ครั้งนี้เขาจะเป็ฝ่ายแก้ปัญหาเอง
จนกระทั่งห้าโมงเย็นคุณแม่หลินก็กลับมา ท่าทางของเธอดูเหน็ดเหนื่อยซ้ำบนหน้าผากยังมีเหงื่อเกาะเต็มไปหมด แต่เธอยังหันมายิ้มให้ลูกชาย
“วันนี้แม่ซื้อข้าวสารมาชั่งหนึ่ง เรามาหุงข้าวสวยร้อนๆ กินกับไข่ผัดมะเขือเทศกันเถอะ” คุณแม่หลินวางตะกร้าเตรียมเข้าครัว
“แม่ครับ แม่แน่ใจนะว่าข้าวถุงนี้แม่ไปซื้อมา”
“แน่นอนสิ ถ้าฉันไม่ซื้อแล้วฉันจะเอาข้าวถุงนี้มาจากไหน” คุณแม่หลินใแต่เพราะไม่อยากให้ลูกชายรู้ เธอจึงแกล้งทำทีเป็โมโห “หรือแกคิดว่าฉันไปขโมยคนอื่นเขามา นี่แกมองว่าฉันเป็คนเลวขนาดนั้นแล้วเหรอ”
“แม่! ผมไม่ได้บอกว่าแม่เป็ขโมย ที่ผมถามเพราะผมอยากรู้ว่าแม่เอาเงินจากไหนไปซื้อข้าวมาต่างหาก เพราะตอนนี้ผมรู้แล้วว่าบ้านเราไม่มีเงิน ยังมีเงินหนึ่งพันหยวนที่แม่เอาให้อาสะใภ้พาคุณปู่ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลนั่นอีก เงินมากมายขนาดนั้นผมไม่เชื่อหรอกนะว่าเป็เงินที่แม่ไปรับจ้างทำงานมา” หลินเฉียงปรับน้ำเสียงให้เบาลง “เมื่อเช้าผมถามแม่ว่าแม่ได้ไปกู้เงินใครมาหรือเปล่า แม่บอกความจริงผมมาเถอะครับว่าเงินที่เราใช้อยู่กับเงินที่เอาไปรักษาคุณปู่ แม่ไปกู้มาใช่ไหม”
คุณแม่หลินได้ยินเสียงที่แฝงไปด้วยความวิตกของลูกชาย เธอทรุดนั่งลงกับพื้นแล้วร้องไห้ “ฉันเอาบ้านของเราไปจำนองเพื่อกู้เงินก้อนนั้นมา แล้วฉันก็คิดว่าจะตั้งใจทำงานเก็บเงินไปใช้หนี้ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมีคนมาจ้างให้ฉันไปทำงาน ส่วนแกก็ไม่คิดที่จะออกไปหางานทำ ตอนนี้ฉัน...ฉันขาดส่งดอกเบี้ยไปสามงวดแล้ว ถ้างวดนี้ยังไม่มีเงินไปตัดดอกอีก เ้าหนี้เขาก็จะมายึดบ้าน เสี่ยวเฉียง! เราสองคนกำลังจะไม่มีที่ซุกหัวนอนแล้ว ฉันขอโทษที่ปกป้องบ้านหลังนี้ไว้ไม่ได้ แล้วฉันก็ขอโทษแกด้วยที่ต่อไปแกจะต้องมาลำบากไปกับฉัน”
หลินเฉียงมองคุณแม่หลินแล้วน้ำตาไหลอย่างห้ามไม่อยู่ เขานึกไปถึงวันที่คุณพ่อคุณแม่ของเขาจะจากไป ทั้งสองคนก็ร้องไห้และขอโทษเขาอย่างนี้เหมือนกัน เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ “แม่ครับ แม่อย่าร้องไห้เลยนะ ยังไงเป็หนี้เราก็ต้องใช้คืน อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของแม่ ถ้าเมื่อก่อนผมทำตัวดีๆ ไม่มัวแต่ให้แม่หาเลี้ยง แม่ก็คงไม่ต้องเอาบ้านหลังนี้ไปจำนอง เพราะฉะนั้นคนที่รักษาบ้านหลังนี้ไว้ไม่ได้ก็คือผม แม่อย่าโทษตัวเองเลยนะครับ”
คุณแม่หลินมองหน้าลูกชายแล้วร้องไห้หนักกว่าเดิม เธอไม่คิดว่าจะมีวันนี้ วันที่ลูกชายของเธอคิดได้ ‘ตาแก่ ในที่สุดลูกชายของเราก็คิดได้เสียที ฉันไม่ต้องรู้สึกผิดกับแกอีกแล้ว’