เสียงเด็กร้องงอแงเสียงนั้นมิใช่เสียงของลูกนางอย่างแน่นอน มี่ฮวนบอกตัวเองแล้วจึงเอี้ยวคอไปมองที่ลูก เ้าลิ่วของนางกำลังช่วยทำงานอยู่ตรงด้านหลังนี่เอง
มี่ฮวนละสายตาจากลูกแล้วลงมือปอกเปลือกผลไม้ของนายจ้างออกอย่างเบามือที่สุดมี่ฮวนนั้นหลังคลอดลูก นางได้พบกับท่านป้าผู้อารีท่านป้ามาเจอนางเข้าก็ชักชวนให้มาทำงานด้วยทั้งยังให้ที่กินที่อยู่กับนางและเ้าลิ่วอีกด้วย
แต่ท่านป้าอายุไม่ยืนมาวันนี้ท่านป้าที่เป็นายจ้างแต่เดิมได้จากไปแล้วจึงเหลือเพียงบุตรชายและบุตรสาวจอมเขี้ยวที่คุมกิจการแทน
“ได้ยินหรือไม่ว่าให้ปอกเอาแต่เปลือกออกอย่าให้ติดเนื้อจนมากเกินไปนัก” เสียงถามเหน็บแนมก็ดังข้ามฟากมายังนาง
“เ้าค่ะนายท่าน ข้าก็ทำเช่นนั้นอยู่”
มี่ฮวนตอบแล้วบรรจงปอกเปลือกผลไม้ราคาสูงเนื่องจากเป็ผลไม้ต่างเมืองตามคำสั่งไปพลาง
“กำลังทำอยู่อาไร้”เสียงพูดเหน็บดังอยู่ตรงข้ามของนางนี่เอง “ปอกเปลือกเสียหนาเช่นนั้น”
มี่ฮวนวางมีดและผลไม้ลง เอ่ยแก้ต่างให้ตนเอง “ข้าไม่ได้ปอกหนานะเ้าคะ...”
“หากไม่ฟังคำข้าก็ออกไปเสีย ไปให้พ้นๆ โรงผลไม้ตากแห้งของข้าไม่รับพูดยากอย่างเ้า”
นี่มิใช่ครั้งแรกที่นางถูกไล่ ั้แ่ท่านป้าเสียบุตรสาวก็บอกว่าจะเก็บค่าที่พักและค่ากินของนางกับลูกซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังค้างค่าจ้างนางอีกด้วย
ได้ยินว่าตนถูกไล่ซ้ำๆมี่ฮวนเองก็ไม่คิดว่าตนจะต้องทนอีกต่อไป
“ข้าไปก็ได้เ้าค่ะ แต่ท่านยังไม่ได้จ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างไว้สองวันก่อนนี้เลยนะเ้าคะ”
“ต้องจ่ายเงินให้เ้าอีกทำไม ไหนจะค่ากินค่าที่พักก็หักไปเสียสิ ออกไป! ไป! ไปหางานที่อื่นทำได้แล้วอยู่ก็ขวางหูขวางตา เงินจ้างเ้า ข้าจ้างคนได้อีกตั้งสามสี่คนเชียวนะ”
มี่ฮวนถูกไล่ออกและโกงเงินจนได้แต่ก่อนจะไปนางก็แอบหันหลังไปคว้าเอาเปลือกผลไม้แสนแพงนั่นยัดใส่ลงในถุงที่อกเสื้อ นำออกมาด้วย
ไหนๆค่าจ้างก็ไม่ได้แล้วนี่นา
แท้จริงแล้วนางเองก็จงใจปอกเปลือกให้หน้าเข้าไว้นั่นเองนางทำเช่นนั้น เพราะไม่มีเงินมากพอ เ้าลิ่วของนางเห็นเศษผลไม้เ่าั้ตกพื้น ก็เก็บเข้าปากกินก่อนจะเข้ามากระซิบบอกนางว่าผลไม้นี้อร่อยนัก ไม่ว่าสิ่งใดที่ลูกชอบมี่ฮวนจะสรรหาให้เสมอ
คราวนี้ก็เช่นกันเมื่อออกมาจากบ้านของนายจ้างแล้ว นางกับลูกขออาศัยนอนที่วัดไปก่อน ถึงตอนเช้า นางรีบนำเปลือกผลไม้ราคาแพงพวกนั้นที่แอบเก็บมาไปตากให้แห้ง เพียงสองแดดก็พอแล้ว ค่อยนำไปให้เ้าลิ่วของนางกิน
“เ้าลิ่วของแม่กินเยอะๆ”
มี่ฮวนบอกลูกชายของตนที่อายุเพียงสี่ปีเท่านั้นแต่ตัวโตสูงใหญ่เท่าๆ กับเด็กคนที่อายุสิบปีแล้ว ที่น่าเจ็บใจเ้าลิ่วของนางมักจะถูกกลั่นแกล้งบ่อยครั้งนางจึงหอบเอาลูกไปไหนมาไหนด้วยเสมอ ลูกของนางจึงไม่ค่อยมีเพื่อน
เอาเถิดเ้าลิ่วของนางมีนางเพียงผู้เดียวก็เพียงพอแล้ว
“ท่านแม่กินด้วยกัน” เสียงเ้าลิ่วบอกนางตอนที่นำเปลือกผลไม้ติดเนื้อตากแห้งยัดอยู่เต็มปาก
“เ้ากินเถิด”
มี่ฮวนบอกลูกนางเห็นลูกกินอิ่ม นอนหลับ โตวันโตคืนเช่นนี้ก็สุขในหัวใจของคนเป็แม่มากพอแล้วนางอดก็ช่างปะไร ขอแค่ลูกอย่าได้อดยากก็พอ
ลูบผมลูกด้วยความรักเต็มหัวใจแล้วนางก็ค่อยจัดเก็บของที่นำติดตัวมาด้วยเห็นตำราแพทย์ที่แอบหยิบออกมาครั้งถูกไล่จากโรงหมอครั้งนั้น ดวงตาสุกใสที่ทอแววอ่อนล้าพลันสว่างไสวขึ้น
ตอนนั้นเองที่สมองของนางคิดหาทางหาเงินหาทางหาอาหารให้ลูกกินได้แล้ว นางไม่ได้สิ้นไร้หนทางนี่นาคิดได้ดังนั้นใบหน้าที่เติบโตอีกหลายส่วนค่อยผุดรอยยิ้มขึ้นตรงมุมปาก จากนั้นเองมี่ฮวนก็เปลี่ยนเส้นทางทำมาหากินั้แ่นั้นมา
“ฉิวฉ่งเป็สมุนไพรที่ทุกคนควรกิน”
เสียงขายของที่เต็มไปด้วยวาจาชัดเจนไม่มีติดขัดแม้เพียงนิดกล่าวถึงสรรพคุณของต้นยาในมือทำเอาคนที่สัญจรผ่านไปมาต้องหยุดเพื่อมองยังเ้าของเสียงนั่น
“เพราะเหตุใดจึงต้องกินต้นพวกนี้ อย่างที่เ้าว่าด้วยเล่า”
ชายร่างสูงกว่าไม่มากหยุดยืนมองผู้ขายที่ตัวเกือบเท่ากันกับตนนานแล้ว คนผู้นี้มีใบหน้าคล้ายกับเด็กชายอายุก็ไม่น่าจะเกินสิบปี แต่ร่างกายนั้นสูงใหญ่ราวกับชายโตเต็มวัย
“มันช่วยให้นายท่านไม่ต้องหนาวเหน็บมากนักในอีกสองเดือนข้างหน้านี้อย่างไรเล่าปีนี้ท่านผู้เฒ่าแห่งหุบเขาเอี๋ยหรุ่นทำนายเอาไว้ ท่านได้อ่านหรือยังขอรับ”
คนขายเอ่ยถามแล้วก็รอจังหวะขายของเมื่อเห็นลูกค้ายืนส่ายหน้าว่ายังมิได้อ่านคำทำนายของท่านผู้เฒ่าชื่อดังที่ว่านั่นก็รีบเอ่ยต่อ
“ท่านผู้เฒ่าท่านกล่าวไว้ว่าปีนี้นั้นจะหนาวมากๆขอรับ พืชไร่ล้มตาย โรคะเิไม่ทราบชื่อจะแพร่กระจายจนคร่าชีวิตคน หากนายท่านไม่รีบซื้อวันนี้พรุ่งนี้ราคาอาจขึ้นไปไกลแล้วก็ได้นะขอรับ ต้นฉิวฉ่งหาไม่ยากก็จริงแต่ก็หามิได้ง่ายๆ”
“เ้าขายเท่าใด” ชายที่ยืนจ้องอยู่เอ่ยถามราคาในที่สุด
“ต้นละ 20 อีแปะขอรับ ถ้าเอาหมดนี่เลยก็ 30ตำลึงขอรับ”
“ต้นละ 20 อีแปะ หมดนี่ 30 ตำลึง มันจะไม่แพงไปหน่อยหรือเ้าหนุ่ม” ชายผู้นั้นรู้ราคาต้นฉิวฉ่งเป็อย่างดี เพราะตนเปิดร้านขายยาเช่นกัน แต่ร้านของตนนั้นขายที่ในเมืองหลวงอีกทั้งยังมีร้านขายยาที่ต่างอำเภออีกเป็สิบๆ แห่ง ได้ยินว่าที่อำเภอนี้เป็แหล่งเพาะปลูกของต้นฉิวฉ่ง ก็น่าจะได้มาในราคาที่ไม่แพงมากจึงดั้นด้นมาถึงที่นี่เพื่อรวบรวมยาชั้นดีไปขายทำกำไรอีกต่อ
มิคิดมาก่อนว่าจะโชคดีเจอราคาถูกกว่าที่ตนเคยหาได้เกือบเท่าตัว แต่ถึงอย่างนั้น ก็น่าจะราคาต่ำกว่านี้อีกหน่อยหากราคาให้ต่ำลงกว่านี้ได้ตามที่ใจอยาก ก็จะรีบรับเอาไว้ทั้งหมด
ั้แ่เดินดูต้นฉิวฉ่งมาตามร้านรวงในนี้มา เขาพบว่าของเ้าหนุ่มคนนี้ดูดีที่สุดทั้งยังราคาไม่แพงมากอีกด้วย ก่อนหน้านี้ตนผ่านมาหลายเ้า ราคาแพงกว่านี้อีกเกือบเท่าทั้งลำต้นและใบก็ยังเล็กแกร็นไม่สวยแบบเ้านี้ ว่าแล้วจึงเล่นลูกไม้กดราคากับเ้าเด็กหนุ่มนี่เสียหน่อย
“ราคาสูงเช่นนี้ข้าไปเอาของป้าทางร้านโน้นดีกว่า”
เด็กหนุ่มร้อนใจทันทีรีบเอ่ยถามอย่างเอาใจลูกค้า“นายท่าน้าที่ราคาเท่าไรหรือขอรับ”
“ทั้งหมดนี่เลยข้าให้ 25 ตำลึงเงิน”
ได้ยินราคาเหมารวมเช่นนั้น คนขายได้แต่หน้าเสีย กล่าวเสียงอ่อยไปว่า“ราคานั้นคงไม่ได้หรอกขอรับนายท่าน”
“เช่นนั้นข้าไม่เอา”
“ท่านไม่เอาหรือ เช่นนั้นข้าเอาเอง ข้าให้เ้า 50 ตำลึงเลยเ้าหนู” เสียงนั่นมาจากหญิงคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของชายที่ยืนต่อรองราคาต้นฉิวฉ่ง นางกระชับผ้าคลุมหน้าพร้อมเอ่ยอย่างใจใหญ่
เ้าของร้านขายยาที่ยืนกดราคาสมุนไพรย่อมไม่มีทางยอมเพราะตนมาก่อนเขาหันไปมองยังหญิงร่างเล็กผู้นั้นก่อนเสนอราคาใหม่อีกที “เช่นนั้นข้าให้60 ตำลึง เอามาเลย ไม่ต้องต่อรองอันใดกันอีกแล้ว”
“ขอรับนายท่าน”
เด็กร่างโตราวบุรุษ ทั้งที่อายุเพียงสิบปีเท่านั้นกล่าวตอบและค้อมศีรษะให้ชายที่กดราคาตนก่อนจะส่งของไป รับเงินมาแล้วเดินหายลับเข้าไปในตรอกข้างโรงเตี๊ยมที่ตนขนของมาขายที่นี่อยู่เสมอแล้วจึงเอ่ยขึ้น เมื่อได้ยินเสียงเดินตามหลังมา
“เราต้องถูกจับได้สักวันแน่ๆ เลยท่านแม่”
“เถิดน่า วันนี้ไม่ถูกจับได้ก็แล้วไป”
มี่ฮวนยิ้มแล้วคลายผ้าที่ใช้คลุมใบหน้าของตนออกเพื่อรับเงินจากบุตรชายมาเหน็บเก็บเข้าที่ตรงขอบเอว แล้วยิ้มให้เ้าลิ่วบุตรชายที่โตเกินหน้าเกินตาเด็กคนอื่น ทั้งร่างกายและความคิดก่อนจะตรงมาโอบบุตรชายพากลับไปยังบ้านเช่าด้วยกันจากนั้น
ที่ใส่สมุนไพรแบบสานถูกวางลงที่ตรงด้านหน้าของโรงเตี๊ยมอย่างหวงแหน ก่อนจะมีเสียงถามมาจากทางด้านหลังของชายผู้นั้น
“ต้นฉิวฉ่งนี่ ท่านซื้อมาจากที่ใดหรือ”
“ข้าไม่ขายต่อหรอกนะ”
ชายต่างเมืองที่ได้ยาหอบใหญ่ดึงเอาชุดสานที่ด้านในมีต้นฉิวฉ่งอัดแน่นเต็มอยู่ในนั้นเข้ามากอดเสียแน่นราวกับกลัวจะถูกแย่ง
“ข้าแค่ถามว่าเ้าเอามาจากที่ใด”
“ข้าซื้อจากเด็กหนุ่มที่หาบมาขายน่ะสิอยากได้หรืออย่างไร ข้าไม่ขายให้หรอกนะ หมดนี่เพียง 60 ตำลึงเท่านั้น”
“เหตุใดจึงซื้อมาแพงนัก ข้าเห็นที่หน้าตลาดก็มีขายคล้ายกันแบบนี้เลย นางขายเพียงแค่ 20 ตำลึงเท่านั้น”
ชายผู้นั้นใอย่างหนักเขาหอบเอาใส่ต้นฉิวฉ่งที่เหมามาเมื่อครู่นี้ตรงไปยังหน้าตลาดพบว่าจริงอย่างที่ชายแปลกหน้ากล่าวไว้จริงเสียด้วย ทุกอย่างคล้ายกันหมดทั้งยังถูกกว่าที่ตนมีอีกต่างหาก นึกแล้วเจ็บใจนัก คิดว่าจะได้ของดีราคาถูกเสียอีก
“ท่านแม่ ข้าว่าเราย้ายไปที่อำเภอเจียงเหิงดีหรือไม่”
มี่ฮวนพับเงินที่ขายสมุนไพรในวันนี้อย่างอารมณ์ดี นางเก็บลงให้ห่อผ้าที่เย็บเองสำหรับใส่เงินแล้วถึงได้เอ่ยถามบุตรชายกลับไป
“เราต้องย้ายไปที่นั่นทำไมกันล่ะ”
“ป้าซูบอกว่าที่นั่นคนเยอะกว่าอำเภอนี้”
เ้าลิ่วตอบแล้วลุกไปเก็บอุปกรณ์ขุดหาสมุนไพร หลังจากนำไปล้างดินทรายออกและเช็ดจนสะอาดและแห้งดีแล้ว
“มิใช่ว่าเ้าหลอกขายยาไม่ได้แล้วหรือ จึงอยากย้ายแหล่งทำกินน่ะ” มี่ฮวนถามกลับยิ้มๆ คนเป็ลูกหันมายิ้มแล้วจึงเอ่ยล้อเลียน
“ท่านแม่ เราคือร้านเดียวกันนะ ท่านพูดดักคอข้าเช่นนี้ทำไม”
“ข้าหรืออุตส่าห์คัดต้นฉิวฉ่งด้วยตัวเอง ทั้งรัก ทั้งถนอม แต่เ้ากลับขายมันได้อย่างไรกันแค่ต้นละ 20 อีแปะ จากที่ควรจะขายต้นละ 1 ตำลึงด้วยซ้ำ” นางพูดแล้วก็ยักคิ้วให้บุตรชาย“ป่านนี้แล้วชายผู้นั้นไม่รู้ว่าจะรู้ตัวหรือยังนะว่าถูกเ้าหลอกขายของฟรีราคาแพงน่ะ”
“เถิดน่าท่านแม่อย่างน้อยพวกเราก็ได้กำไร”
เ้าลิ่วเอ่ยตอบนางกลับมามี่ฮวนลุกแล้วตรงมายืนข้างลูกชายที่สูงกว่านางเกือบเท่าตัวแล้วเอ่ยถามไปยังสาเหตุที่ลูกอยากย้ายไปยังอีกอำเภอ
“เหตุใดเ้าถึงย้ายไปที่นั่น”
“ป้าซูบอกว่าที่นั่นค้าขายคล่องเพราะเป็เมืองท่าคนผ่านไปผ่านมามากมาย ข้าเลยคิดว่าเราน่าจะหอบยาที่ตากแห้งไว้มากมายนี่ไปขายดูท่านเห็นว่าเป็เช่นไร”
มี่ฮวนมองยาสารพัดที่นางและลูกช่วยกันหามาและตากแห้งเก็บไว้ขายมันกองอยู่เป็ตั้งหลายตั้งเลยทีเดียวจะว่าไปลูกของนางหัวการค้ามากกว่าเสียอีก แม้ที่นี่จะพอขายได้แต่ไม่แน่ว่าที่เมืองท่าเช่นนั้นอาจขายได้มากกว่า
“แม่ว่าที่นี่ก็ยังพอขายยาพวกนี้ได้อยู่นะแต่เอาเถอะ หากเ้าลิ่วของแม่อยากไป เช่นนั้นเราก็ย้ายไปกันเถิด”
“ขอรับ”
เ้าลิ่วเลียนแบบจากที่เคยได้ยินมาจากเสี่ยวเอ้อในโรงน้ำชา แล้วช่วยกันเก็บข้าวของที่จำเป็ลงในห่อผ้าแล้วพากันลากรถที่กัดฟันซื้อมาเพื่อขนสมุนไพรตากแห้งแล้วออกเดินทางย้ายไปยังเมืองท่าที่ว่านั่น
แม่ลูกสวนทางกับขบวนเกี้ยวขนาดั์ที่เบียดทางเข้ามาตัวตลาดพอดี
เกี้ยวขนาดใหญ่สิบสองคนหามตรงถนนเข้าไปยังกลางตลาดทำเอาชาวบ้านเปิดปากจะด่าแต่เมื่อเห็นคนผู้หนึ่งถลึงตาใส่ก็หวาดกลัวถอยร่นแทบไม่เป็กระบวนท่าเลยทีเดียว
และในตอนนั้นเองที่มีเสียงแหบทว่าทรงพลังสั่งให้หยุดเกี้ยวผู้ที่เดินขนาบมาด้านข้างขยับเข้าไปบอกคนในเกี้ยวทันทีที่ได้ยินคำสั่งนั้น
“ยังไม่ถึงเลยนะขอรับ”
คนบนเกี้ยวมิได้กล่าวคำใด ร่างสูงใหญ่ผิดมนุษย์เล็กน้อยวาดมือเปิดผ้าบังตาออกแล้วย้ายตนเองลงมาจากเกี้ยวทำเอาคนทั้งอำเภอต่างพากันใ ตื่นตะลึงกับสิ่งที่พบเห็น
ร่างนั้นสูงใหญ่ผิดมนุษย์ใบหน้าหล่อเหลาอย่างที่ไม่เคยเห็นมนุษย์คนใดมีใบหน้าเช่นนี้มาก่อนคิ้วเข้มพาดเฉียงได้รูปงดงามเมื่อมองที่ดวงตากลับพบว่าเป็สีดำเหมือนคนทั่วไปก็จริงแต่มีเหลือบแดงๆเล็กน้อยในตาคู่นั้น จมูก ปาก สวยงามแข็งแรงรับกันไปหมดทั้งใบหน้า
ร่างสูงร่างนั้นลงจากเกี้ยวมาแล้วก็มิได้มองไปที่ผู้ใดดวงตาสีดำเหลือบแดงคู่นั้นบนใบหน้าของจ้าวหลิวหากยามปกติ ใครได้มองในทีแรกจะไม่พบว่าจุดสีแดงก่ำที่ตรงกลางของดวงตาแต่หากเมื่อได้จ้องมองแล้วก็จะรู้สึกขนหัวลุกชันด้วยความกลัวด้วยกันทั้งนั้นไม่เว้นแม้แต่คนจิตแข็ง กระทั่งพระบวชนานปีก็ยังหวั่นเกรงต่อสายตาคู่นั้นด้วย มองแล้วคล้ายจะลืมหายใจอีกนัยคือคล้ายกับจะถูกดูดิญญาออกไปจากร่างได้เลยหากจ้องตาผู้นั้นนานเข้าอีกหน่อย
ร่างสูงผิดจากมนุษย์ทั่วไปไม่มากปิดเปลือกลงกั้นดวงตาเขาไว้ชั่วขณะแล้วสูดจมูกไปยังกลิ่นบางอย่างกลิ่นนั้น ก่อนจะสาวเท้าเดินตามกลิ่นนั้นไป
อู๋จี๋เห็นเช่นนั้นก็รีบเข้าไปขนาบข้างผู้เป็นายแล้วเอนตัวเล็กน้อยเพื่อเอ่ยถาม “มีอันใดหรือขอรับท่านเ้าสำนัก”
แม้จะผ่านมานานเป็สิบปีแล้ว แต่จ้าวหลิวก็จำกลิ่นนี้ได้ หากไม่พบก็แล้วไปแต่เมื่อมีโอกาสได้พบกัน เขาจะตอบแทนนางสักครั้งที่ปลดปล่อยเขาจากโซ่ตรวนและยังถูกเขาล่วงเกินนางอีกด้วย
จ้าวหลิวเดินทั้งที่ตายังคงปิดอยู่ไปยังทิศทางของกลิ่นแล้วหยุดเท้าลงที่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเห็นว่าชายผู้หนึ่งกำลังโมโหอยู่กับของตรงหน้า ก็ตรงไปยังกลิ่นของสิ่งนั้นทันทีมือใหญ่หยิบต้นหนึ่งขึ้นจ่อที่ปลายจมูกแล้วส่งเสียงแหบๆ ทว่าทรงอำนาจเอ่ยออกไป
“เ้านี่คือ?”
ชายผู้ถูกหลอกขายของราคาแพงเห็นจ้าวหลิวก็นิ่งไปก่อนคิดขึ้นได้ว่าหรือฟ้าจะส่งเหยื่อมาให้ตนได้เชือดอีกต่อหนึ่งว่าแล้วก็ย้ายมือมากุมตรงเป้า ค้อมตัวลงกล่าวเสียงสุภาพตอบกลับไปว่า
“นี่คือต้นฉิวฉ่งขอรับนายท่าน ใช้สำหรับกินป้องกันโรคลมหนาวขอรับนายท่านสนใจรับทั้งหมดนี่เลยหรือไม่”
“ไปหามาจากที่ใด” เสียงแหบห้าวยังซักต่อ
ได้ยินคำถามเช่นนั้นพ่อค้าผู้นั้นก็หน้าแดงหน้าดำด้วยความโมโห เขาลืมตัวจนกล่าวตอบไปว่า “มีคนนำมาขายให้ข้า ที่จริงในตลาดก็มีอยู่หลายร้านเลยนะแต่นี่ข้าเพิ่งถูกคนพวกนั้นหลอกขายมา คิดแล้วเจ็บใจนัก”
“เ้าซื้อมาเท่าใดข้าให้ราคาเ้าเพิ่มอีกสิบเท่า”
“ตะ แต่ท่านเ้าสำนักไม่เคยเป็โรคลมหนาวเลยนะขอรับจะ จะซื้อไป...” อู๋จี๋ท้วงนายไม่จบดีก็จำต้องปิดปากฉับ ยิ่งเห็นสายตาสั่งการของท่านเ้าสำนักสั่งว่ามอบเงินให้ชายคนนั้นไปก็จำต้องหยุดถามลงแต่เพียงเท่านั้น
บางทีท่านเ้าสำนักอาจลองยาตัวอื่นเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับของท่านที่กำเริบขึ้นมาอย่างหนักใน่นี้ก็เป็ได้
จ้าวหลิวยกต้นสมุนไพรเ่าั้ขึ้นดมอีกครั้ง
เขามิได้้ากินต้นไม้นี่
เพียงแต่…เพียงแต่กลิ่นที่ติดมากับต้นนี้ช่างเหมือนกับ…เหมือนผู้ที่ปลดปล่อยเขาออกมาจากต้นนรกที่ถูกกุมขังอย่างน่าตายที่ในถ้ำแห่งนั้นแม้ผ่านมาหลายปีแต่เขายังจำทุกสิ่งได้ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นาน
จ้าวหลิวหันไปยังชายที่ขายต้นสมุนไพรนี้ให้เขาเอ่ยถามอีกคำ
“เ้าบอกว่าถูกหลอกขายมา ใช่หรือไม่”
พอได้รับเงินก็สบายใจเอ่ยตอบจ้าวหลิวอย่างอารมณ์ดี “ใช่แล้วขอรับนายท่าน”
“ผู้ใดขายสิ่งนี้ให้เ้า”
“เป็เ้าหนุ่มร่างสูง เห็นเดินหายไปทางนั้นขอรับ”
ชายที่คิดว่าตนฉลาดและจะกดราคาเอากับเด็กหนุ่มชี้มือไปยังตรอกข้างโรงเตี๊ยมที่เห็นเด็กนั่นเดินหายลับไป