บทที่ 8
“นี่คือคุณอาของหนูไงล่ะ เอมี่ เขาชื่อเจด เป็นน้องชายของคุณพ่อ” อลิซาเบธเล่าให้ลูกสาวฟังอย่างใจเย็นแต่ความสงสัยใคร่รู้ยังกระจ่างอยู่ในดวงตาของเด็กหญิง เมื่อเอมี่เบือนหน้ากลับไปมองเจด“สวัสดีค่ะ” เจ้าหล่อนตอบรับคำทักทายตามอัธยาศัย “อารู้จักพ่อหนูด้วยหรือคะ?”“รู้จักสิ ก็เราโตมาด้วยกันนี่” เจดตอบ ประสานสายตาด้วยอาการสงบ“แล้วก็เคยเห็นหนูตอนที่หนูเป็นเด็กเล็กๆ หรือเปล่าล่ะคะ? ”“ไม่เคยเห็นหรอก เพราะว่าตอนที่หนูเกิดน่ะ อาไปอยู่อีกซีกโลกด้านหนึ่ง”คำตอบของเขามิได้สร้างความประทับใจให้กับเอมี่เลย“หนูไม่เคยเห็นหน้าพ่อหรอกค่ะ เพราะว่าพ่อตายเสียก่อนที่หนูจะเกิด” เธอเล่าจ๋อยๆ ด้วยน้ำเสียงที่มิได้สำแดงความยินดียินร้ายเท่าใดนัก“อาก็รู้” เขาผงกศีรษะรับ“แล้วอาชอบพ่อหนูไหมคะ?”“โอ...เอมี่ ถามอะไรยังงั้นเล่า? ” อลิซาเบธบังคับตัวเองให้ฝืนหัวเราะออกมา เบือนสายตาไปมองทางเจด อย่างจะขอความเห็นใจ “คุณพ่อน่ะเป็นพี่ชายของอา มันก็เป็นธรรมดาน่ะสิจ๊ะที่เขาจะต้องชอบกัน”“อันที่จริงถ้าจะตอบอย่างนั้นมันก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียวหรอก” เขาไม่สนใจกับการขอร้องเงียบๆ ของเธอที่หวังจะได้เห็นความทรงจำที่เกี่ยวกับเจอเรมี่ไร้มลทิน“เจด...” อลิซาเบธเรียกชื่อเขาอย่างโกรธๆ“พ่อหนูน่ะเป็นพี่ชายของอา” เจดพูดต่อ รอยยิ้มบางๆ ฉาบอยู่บนริมฝีปาก “และเพราะความที่เขาเป็นพี่ชายนี่แหละ ที่ทำให้อาต้องรักเขา แต่มันไม่เป็นการจำเป็นเลยนี่ที่จะต้องชอบเขาด้วย เพราะว่าไม่ว่าพี่น้องคู่ไหนมันก็ต้องมีการทะเลาะทุ่มเถียงแล้วก็ต่อสู้กันทั้งนั้นแหละ เอมี่ และมันก็มีตั้งมากมายหลายอย่างที่พ่อของหนูกับอามีความเห็นไม่ลงรอยกัน”“แล้วอาสู้กันเรื่องอะไรล่ะคะ?” เอมี่เอียงคอถามอย่างใคร่รู้จริงๆ“พอกันทีเถอะ เอมี่” รีเบคก้าขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงชาเย็น “อาของหนูเขายังเหนื่อยอยู่ที่ต้องเดินทางมาไกลและหนูเองก็ถึงเวลาที่จะต้องซ้อมเปียโนแล้วด้วย เห็นมิสซิสแบงค์สเขาเล่าให้ย่าฟังว่า วันนี้หนูเล่นไม่ดีเลย เพราะฉะนั้นนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หนูจะต้องเพิ่มเวลาซ้อมขึ้นอีกวันละ 15 นาที ทุกวัน”“โอ...แม่คะ...ไม่เอาหรอก” เอมี่หันไปสำแดงความโกรธใส่อลิซาเบธทันที อยากให้คำสั่งนั้นถูกเพิกถอนเสีย“แม่คิดว่า หนูควรจะทำตามที่คุณย่าบอกจะดีกว่านะจ๊ะ” อลิซาเบธตอบลูกสาวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถ้าบทเรียนขั้นต่อไปหนูสามารถเล่นได้ดีขึ้น เราอาจจะลดเวลาการจากซ้อมให้อีกวันละ 15 นาทีก็ได้นะ”“มิสซิสแบงค์สน่ะไม่เห็นจะเข้าท่าเลย” เอมี่ครวญคร่ำด้วยน้ำเสียงกะบึงกะบอน“อีกสักครู่อาจะลงไปว่ายน้ำเล่นในสระ” เจดสอดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ และรู้สึกมันจะเรียบมากเกินไปในความคิดของอลิซาเบธ “อาคิดว่าหลังจากที่หนูซ้อมเปียโนเสร็จแล้ว บางทีอาจจะลงไปว่ายน้ำเล่นกับอาก็ยังได้นะ เอมี่”“ฉันคิดว่าแกคงลืมไปแล้วนะ เจด” แม่ของเขาขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงคมเข้ม “ว่าในบ้านนี้ไม่มีการให้รางวัลหรือการติดสินบนในการทำอะไร ที่เป็นสิ่งซึ่งจะต้องทำ”ทันทีที่พูดจบ รีเบคก้า คาร์เรลก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องครัว ความเงียบอย่างน่าอึดอัดตกลงมาปกคลุมบรรยากาศในห้องนั้นไว้ ขณะที่เจอมองตามร่างมารดาที่เดินจากไป ดวงตาเป็นประกายอย่างน่ากลัว“อาเสียใจด้วยนะ เอมี่” เขาเอ่ยขึ้น เบือนสายตากลับมามองหลานสาวที่ยืนคอตก “เอาไว้วันหลังก็แล้วกัน”“ค่ะ วันหลังก็ได้” เอมี่ถอนหายใจ อย่างมิได้เชื่อถือหรือฝากความหวังไว้กับวันที่จะผ่านเข้ามาอีก ฝีเท้าค่อนข้างกระแทกกระทั้นเมื่อเดินออกไปจากห้อง“ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลย” เจดพึมพำออกมาอย่างเจ็บใจอลิซาเบธรู้ดีว่าคำพูดประโยคนั้นของเขามิได้มีความหมายพาดพิงมาถึงตัวเธอ แต่มันหมายถึงความเจ้าระเบียบและกฎเกณฑ์ที่มารดาของเขาตั้งขึ้นและไม่ยอมแปรเปลี่ยน หลายต่อหลายครั้งที่เธอเองก็อยากจะเถียงแทนเอมี่อยู่ แต่ถ้าเอ่ยขึ้นเมื่อใด รีเบคก้าก็จะต้องโต้แย้งว่า การที่ต้องทำเช่นนี้ก็ย่อมจะเป็นผลดีแก่ตัวเอมี่เอง และจะทำให้ตัวแกมีค่าขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ความคิดของเอมี่จะได้ไม่แปรเปลี่ยนออกนอกลู่นอกทางจากกฎเกณฑ์ที่ทางบ้านตั้งไว้ และอลิซาเบธเองก็ออกจะเห็นด้วยอยู่ว่ามันเป็นทางเดียวที่จะอบรมนิสัยใจคอของลูกสาวให้เป็นผู้รู้จักระเบียบ และลำพังตัวเธอเองแล้วย่อมไม่อาจจะคัดค้านความตั้งใจของรีเบคก้าในเรื่องนี้ได้“ถามจริงๆ เถอะ ลิซ่า ว่าทำไมคุณถึงยังทนอยู่ในบ้านนี้?” เจดเอ่ยถามขึ้น เมื่ออลิซาเบธลงมือเก็บจานที่เขารับประทานเสร็จแล้วออกจากโต๊ะ “เพราะผมออกจะแน่ใจ หลังจากที่เจอเรมี่กับพ่อตายลง อย่างน้อยฐานะทางการเงินของคุณก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่”“มันก็จริงอยู่หรอก” เธอยอมรับ “แต่ถึงยังไงฉันก็ถือว่าที่นี่คือบ้านของฉัน และฉันก็ชื่ออลิซาเบธด้วย”“ก็แล้วบ้านหลังที่คุณกับเจอเรมี่ซื้อไว้ล่ะ? มันไม่ใช่บ้านของคุณหรอกหรือ?” เขาแย้ง“หลังจากที่เราแต่งงานกันแล้ว เราก็อยู่ที่นี่กันมาตลอด”“อะไรกัน?” เขาเปล่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “คุณอยู่ที่นี่มาตลอด...อยู่กับพ่อแม่ผม หลังจากแต่งงานแล้ว...แล้วคุณจะหาเวลาเป็นส่วนตัวเพื่อที่จะทำความรู้จักซึ่งกันและกันให้มันดีขึ้นยังไง ในเมื่อต้องมีแม่คอยเป็นผู้ออกคำสั่งในการใช้ชีวิตส่วนตัวอยู่ตลอดเวลาน่ะ” น้ำเสียงของเขาหยันเยาะขึ้นมาทันที“เราเพียงแต่ตั้งใจว่าจะอยู่กันแค่ชั่วคราวเท่านั้นแหละ” เพราะน้ำเสียงนั้นที่ทำให้เธอตอบเขาห้วนๆ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการป้องกันตัวเอง “เราซื้อบ้านจริง แต่ว่าบ้านหลังนั้นน่ะมันต้องมาตบแต่งใหม่ หาเครื่องเรือนเข้าบ้านใหม่หมด แม้แต่ในครัวก็ต้องตกแต่งใหม่ด้วย รู้สึกว่ามันออกจะเป็นการเขลาไปหน่อยถ้าจะต้องเข้าไปอยู่ในบ้านที่ยังไม่มีอะไรพร้อมเลยสักอย่างเดียว”“นั่นสินะ มันก็เป็นไปไม่ได้ที่คุณทั้งสองคนจะคิดเข้าไปอยู่ที่นั่น พร้อมกับตกแต่งบ้านไปเรื่อยๆ” เจดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแห้งแล้ง“เจอเรมี่เขาไม่อยากให้มันเป็นลักษณะค่อยๆ ทำค่อยๆ ไปหรอก เขาตัดสินใจเองว่าบ้านหลังนั้นควรจะตกแต่งให้เสร็จๆ ไปพร้อมกันเลย และฉันก็เห็นด้วยกับเขา” อลิซาเบธตอบ “ยิ่งกว่านั้นในระยะหลังๆ เขาก็ยุ่งอยู่กับงานที่บริษัทของคุณพ่อด้วย เพราะฉะนั้นมันก็เป็นธรรมดาที่หลังจากเลิกงานแล้ว อยากจะกลับมาถึงบ้านที่มันมีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมสรรพอยู่แล้ว”“แล้วคุณล่ะ ใช้เวลาทำอะไรอยู่?”“ถ้าคุณอยากจะรู้ให้ได้จริงๆ ละก้อ ฉันจะบอกให้ก็ได้” เธอเริ่มจะโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว “ว่าวันทั้งวันฉันก็ใช้เวลาอยู่กับการตกแต่งบ้านน่ะสิ”“ภายใต้คำบงการของแม่สินะ ใช่ไหม?” เขาถามเยาะๆดวงตาของเธอเป็นประกายเจิดจ้าด้วยฤทธิ์แรงแห่งโทสะ ซึ่งทำให้สีเขียวขาบในดวงตาเข้มขึ้นกว่าเดิม ตัดกับเสื้อสีฟ้าที่สวมอยู่อย่างน่ากลัว“ตอนนั้นฉันเพิ่งจะอายุ 17 เท่านั้น แล้วก็ไร้ประสบการณ์อย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถที่จะดูแลงานสำคัญๆ อย่างนั้นได้ด้วยตัวเองหรอก และฉันก็ยินดีอย่างที่สุดที่คุณแม่คอยช่วยเหลือแนะนำอยู่ตลอดเวลา”“แต่ในที่สุด บ้านมันก็ไม่เสร็จสมบูรณ์อยู่ดี?”“ทำไมจะไม่เสร็จ” เธอเบือนหน้าไปทางอ่างล้างจานเมื่อตอบออกไป “เรากำลังจะย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านนั้นแล้วด้วซ้ำ แต่เหตุการณ์มันบังเอิญเกิดขึ้นเสียก่อน คือเจอเรมี่ประสบอุบัติเหตุรถชนกันตาย และฉันเอง...ก็ไม่สามารถจะย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้นได้เพียงลำพังคนเดียว บ้านที่เราเคยตั้งความหวังร่วมกันไว้”“คุณก็เลยอยู่ที่นี่มาเรื่อยๆ” น้ำเสียงของเขาอ่อนลงมาก“หลังจากที่ฉันรู้ว่าตัวเองกำลังตั้งท้องเอมี่อยู่ ฉันก็ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครได้ น้าสาวของฉันเองก็ต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคเบาหวานซึ่งอยู่ในขั้นอันตรายแล้ว”“และแม่ผมก็เอื้อเฟื้อให้ความช่วยเหลือคุณอีกใช่ไหม?” น้ำเสียงของเจดห้วนห้าว “ตอนที่เอมี่เกิด คุณก็ยังเด็กอยู่มาก ไร้ประสบการณ์ไม่มีความรู้ในเรื่องที่จะเลี้ยงลูกเลย คุณก็เลยยอมรับความช่วยเหลือของแม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะเชื่อว่าจะหาครูที่ดีกว่านั้นมาช่วยสอนให้อีกไม่ได้แล้ว ถ้าจะพูดกันตามความจริงนะ ถ้าคุณแยกตัวเองออกไปเสีย ผลที่คุณจะได้รับมันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ ผู้หญิงตั้งเยอะแยะในโลกนี้ที่เขาอยู่กันได้ ทำกันได้ และคุณเองก็ไม่ได้มีปัญหาทางด้านการเงินด้วย”