ผลึกกาลกลับสู่สภาวะปกติที่ไม่เป็อันตรายต่อหัวใจของธามิณีแล้วศนิลดมือลงแล้วห่มผ้าให้เด็กสาวซึ่งเป็มนุษย์คนแรกที่เขาพามายังบ้านหลังนี้การพาเธอกลับไปยังบ้านของรัดเกล้าคงไม่สะดวกที่เขาจะรักษาชายหนุ่มนั่งอยู่ข้างเตียง สายตาของเขามองดวงหน้าที่กำลังหลับใหล เรียวปากหนาเม้มปิดคิ้มเข้มขมวดเมื่อกำลังใช้ความคิดทว่าสามารถรับรู้ได้ว่าถูกมองจากธำรงค์ที่เพิ่งเข้ามาในห้อง
“มันไม่ใช่เื่ลึกซึ้งประโลมโลกอย่างที่มนุษย์ทำหรือคิดกันหรอก”ศนิเอ่ยเมื่อล่วงรู้ว่าพ่อบ้านที่ดูแลเขามานานคิดอย่างไร
เมื่อ 200 กว่าปีก่อนบรรพบุรุษของธำรงค์เคยดูแลเขาอย่างนี้จนกระทั่งตอนนี้ลูกชายของธำรงค์กำลังทำงานอยู่ต่างประเทศ แต่อีกไม่นานจะเดินทางกลับมาเพื่อทำหน้าที่ต่อจากพ่อเป็อย่างนี้มาหลายรุ่นและอาจจะตลอดไป
“ผมก็แค่ยิ้มแล้วท่านมองแม่หนูคนนี้ ทำไมหรือครับ” ธำรงค์ถามพลางมายืนใกล้ๆแต่เยื้องไปด้านหลังเล็กน้อย
“มนุษย์คนนี้กำลังเป็ปริศนาของผม”สำหรับธำรงค์ ศนิสามารถพูดตรงๆ โดยไม่ต้องกังวลใดๆ “ผมสามารถสยบผลึกกาลในตัวเด็กคนนี้ได้แต่ผมไม่สามารถแทรกแซงความทรงจำในสมองของมนุษย์คนนี้ ร่างกายของผมจะพุ่งมาหามนุษย์คนนี้โดยที่ผมไม่สามารถสั่งให้ตัวเองหยุดได้ มันเป็เพราะอะไร”
นับเป็เื่แปลกประหลาดการที่ศนิเหลือพลังจากผลึกกาลเพียงครึ่งเดียวก็ใช่ว่าใครจะสามารถทำร้ายหรือบงการเขาได้แต่ว่ามนุษย์คนนี้ทำไมถึงทำได้
“หรือว่าเป็เพราะผลึกกาล”
“อาจมีส่วนแต่ไม่ทั้งหมด” ตอนแรกศนิก็คิดว่าเป็เพราะสาเหตุนี้ “ผมเป็นายของผลึกกาล แต่ธามิณีไม่ใช่นายของผลึกกาลธามิณีเพียงต้องใช้มันเพื่อทำให้ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น”
“น่าจะเกือบฟื้นแล้ว”ธำรงค์เห็นเปลือกตาของธามิณีขยับยุกยิก แล้วตามมาด้วยเสียงถอนใจจากเ้าตัว
ศนิยื่นแขนไปช้อนร่างของธามิณีมาไว้ในอ้อมอกประตูล่องหนได้เปิดออกเพื่อไปยังปลายทางที่เขาคิดไว้เขาพาเธอกลับไปยังห้องนอนในบ้านของรัดเกล้า ส่วนกระเป๋าและถุงผ้าที่เธอสะพายวางอยู่ที่ปลายเตียงเขาช่วยเธอได้เพียงเท่านี้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนชะตากรรมของเธอได้
ธามิณีลืมตามองเพดานห้องที่คุ้นเคยก่อนจะลุกพรวดขึ้นมานั่งแล้วมองไปรอบตัวอย่างหวาดกลัวชายสามคนนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่ ตอนนี้เธอปลอดภัยแล้วใช่ไหม เธอยกมือขึ้นมาลูบแก้มกับริมฝีปากที่เคยแตกของตัวเอง
ทำไมถึงไม่เจ็บแล้วล่ะ?
ปากของเธอราวกับไม่เคยแตกแก้มของเธออยู่ในสภาพเดิมเหมือนกับไม่เคยถูกตบ แล้วใครอีกคนที่มาช่วยเธอไว้ตอนนี้ไปอยู่ที่ไหนเสียแล้วพอเด็กสาวก้าวลงจากเตียงจึงเห็นกระเป๋านักเรียนและถุงผ้าเธอเปิดไฟในห้องแล้วเปิดประตูทำให้ได้ยินเสียงรัดเกล้ากำลังต่อว่ากาญเกล้า
“ทำไมเรียนหนังสืออย่างเดียวไม่ได้ไปมีเื่มีราวจนแม่ต้องไปขอโทษแม่ของรุ่นน้องคนนั้น ทำตัวดีๆให้พ่อกับแม่สบายใจบ้างไม่ได้หรือไง”
ธามิณีปิดประตูห้องพอจะรู้แล้วว่ามีเื่อะไรเธอถอนใจคิดว่าไม่ควรเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองเพราะตอนนี้ไม่มีหลักฐานว่ามันเกิดขึ้นอีกแล้วสงสัยเพียงแต่ว่ากาญเกล้าวางแผนให้เธอไปเจอไอ้สามคนนั้นหรือว่ามันเป็ความบังเอิญกันแน่พอมานึกๆ ดูเธอเคยเห็นไอ้สามคนนั้นมาก่อนพวกมันมักนั่งกินเหล้าอยู่ในร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์ป้ารัดเกล้าเคยบอกเธอว่าอย่าไปแถวนั้น แต่วันนี้ทำไมพวกมันถึงตั้งใจมาคุกคามเธอ
ธามิณีหยิบเสื้อผ้าแล้วไปอาบน้ำพอกลับมาในห้องจึงเห็นว่ากาญเกล้ากำลังนั่งร้องไห้อยู่ แต่กาญเกล้ากลับรีบมองเมินไปทางอื่นธามิณีก็เหนื่อยเกินกว่าจะถามไถ่ถึงเื่เมื่อหัวค่ำแม้จะมั่นใจว่าการที่ชายสามคนมาคุกคามเธอแบบนั้น อาจเกี่ยวข้องกับกาญเกล้าก็ได้ เธอไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้กาญเกล้าเกลียดจนคิดทำร้ายกันแต่ที่ไม่รู้ยิ่งกว่านั่นคือหากเธอไปบอกเื่ที่เกิดขึ้นกับรัดเกล้ารัดเกล้าจะเชื่อเธอหรือว่าเข้าข้างลูกสาวของตัวเอง
ธามิณีเดินไปโรงเรียนในเวลาเดิมแม้จะใจเต้นแรงเพราะความกลัวเมื่อต้องผ่านซอยเล็กๆ นั้นทว่าในเช้าวันนี้กลับมีชาวบ้านมุงกันอยู่ที่ปากซอยหลายสิบคนด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นธามิณีจึงรวบรวมความกล้าเดินไปทางนั้นเพื่อถามชาวบ้านที่กำลังยืนคุยกันบางทีอาจจะเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก็ได้
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะคุณป้า”ธามิณีถามพลางมองเข้าไปด้านใน เธอเห็นหญ้าราบไปกับพื้น ต้นไม้หักโค่นราวกับเจอพายุซัดเข้าไปเต็มๆในความทรงจำอันเลือนราง เธอหรือเขาคนนั้นที่ทำให้เป็แบบนี้กันนะ
“ไอ้สามคนนั้นมันเสพยาจนหลอนแถมคงโค่นต้นไม้จนหัก พอฟื้นมาก็เอาแต่บอกว่าเห็นผี ตำรวจเลยมารวบตัวไปเพราะมียาเสพติดอยู่เต็มกระเป๋าน่ะสิหนู”
แม้จะเป็ความทุกข์ของคนกลุ่มนั้นแต่ช่วยไม่ได้เลยที่ธามิณีรู้สึกว่ามันสาสมแล้วเพราะเธอจำได้ขึ้นใจว่าตัวเองได้พบกับอะไร
“อ้ออย่างนี้นี่เอง ขอบคุณนะคะ”
ธามิณีเดินออกมาจากปากซอยหากสิ่งที่ชายคนนั้นบอกเป็เื่จริงอย่างการลบความทรงจำย่อมแสดงว่าชายสามคนนั้นจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนแต่ว่าเื่การหลอนเพราะเสพยาก็พออ้างได้ เธอจำได้ว่าชายคนนั้นทำบางอย่างสายตาสาแก่ใจของชายคนนั้นคงเพราะเื่นี้กระมัง ลบความจำแล้วใส่บางอย่างลงไปแทนถ้าเขาทำให้ชายทั้งสามคนหลอนแบบนี้ได้เธอคงต้องถามซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าเขาเป็ใครกันแน่ ทำไมถึงทำอะไรได้มากมายเหลือเกิน
ตลอดหลายเดือนต่อมาจนกระทั่งธามิณีขึ้นมัธยม6 แล้ว เธอคิดว่าชีวิตคงกลับสู่เส้นทางที่เคยเป็อย่างการเรียนหนังสือความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของการอ่านนิยายที่ชอบไปเดินเล่นในสวนสาธารณะโดยที่ไม่ต้องคิดเื่ชีวิตตัวเอง นัดกัลยามาเที่ยวด้วยกันนานๆที แม้จะอยู่คนละโรงเรียน แต่เธอกับกัลยายังคงติดต่อกันเพราะสนิทกันมาั้แ่เด็ก
ธามิณีวางแผนสำหรับอนาคตว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้หลังจากนั้นเธอจะขอทุนเรียน ทำงานพิเศษด้วยหรือไม่ก็ขายรถของพ่อเพื่อใช้เป็ทุนการศึกษาเพราะเธอรู้แล้วว่าคงอยู่กับป้ารัดเกล้าไปตลอดไม่ได้
ลุงเตชิตได้เลื่อนตำแหน่งและต้องไปทำงานที่สาขาประเทศญี่ปุ่นธามิณีบังเอิญได้ยินลุงกับป้าคุยกันเื่นี้แน่นอนว่าการเดินทางไปทำงานไกลถึงขนาดนั้น ครอบครัวย่อมต้องตามไปด้วยยกเว้นเธอที่แทบจะเรียกว่าเป็หนึ่งในครอบครัวนี้ไม่ได้
“แล้วธามจะอยู่ได้ยังไงน้องสะใภ้ของพี่เตมีลูกตั้งหลายคน ถ้าธามไปอยู่ด้วยอีกคนคงไม่ยอมหรอก” น้ำเสียงของรัดเกล้าเต็มไปด้วยความกลุ้มใจ
เตชิตถอนใจ “เดี๋ยวพี่พูดให้เองถ้ารัดจะเอาธามไปอยู่ด้วย พี่คงไม่ไหวเหมือนกัน รัดเข้าใจพี่ใช่ไหมล่ะ”
ธามิณีได้ยินแล้วก็ใจหายเธอไม่ได้คิดว่าจะถูกชวนให้ไปด้วยกัน แต่การที่กลายเป็ภาระของรัดเกล้ากับเตชิตทำให้เธอรู้สึกแย่ เธออยากย้ายไปอยู่คนเดียว แต่ทำอย่างไรได้หากเธอไม่มีเงินจะซื้อชุดนักเรียนใหม่ด้วยซ้ำ
“ถ้างั้นให้ธามอยู่บ้านหลังนี้ไปก่อนก็ได้นี่นาเอาไว้ธามสอบเข้ามหา’ลัยได้แล้วรัดค่อยตามพี่เตไป” รัดเกล้าเสนออีกวิธี
“ทำแบบนั้นได้ยังไงกันเล่า”เสียงของเตชิตดังขึ้นมาทันที “พี่ไปทำงานจะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลบ้าน ดูแลลูกๆ บ้านหลังนี้พี่ก็จะปล่อยเช่าเอาตามนี้แหละ เดี๋ยวพี่จัดการเื่ของธามเอง”
ธามิณีได้ยินเสียงเดินจึงรีบเข้าห้องของตัวเองเตชิตออกมาจากห้องในวินาทีต่อมาเพื่อไปทำงาน ธามิณีถอนใจพลางนั่งลงราวกับคนหมดแรงแผนในอนาคตที่เธอวางไว้คงไปถึงไม่ได้ง่ายๆ เสียแล้ว แต่เธอจะไม่ท้อขอเวลาอีกแค่ 1 ปี เพียงแค่เข้ามหา’ลัยได้ถึงตอนนั้นเธอจะทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย การเป็คนไม่มีพ่อไม่มีแม่ทำให้เธอรู้แล้วว่าการมีชีวิตในแต่ละวันช่างขมขื่นจนเธอต้องพยายามบอกให้ตัวเองอย่าเพิ่งหมดกำลังใจ เธอต้องเป็คนที่มีความสุขและดูแลตัวเองได้
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านนะคะ
อัมราน_บรรพตี