การเดินเท้ามายังหมูบ้านชานต้งนั้นไม่ถือว่าหนักหนา เพราะนับแล้วเป็หมู่บ้านที่สามจากตลาด คนหมู่บ้านนี้ยังไม่เคยมีใครมาซื้อของร้านเฟยเฟิ่งด้วยระยะทางการเดินเท่ากัน ทุกคนจึงไปซื้อที่ตลาดเสียมากกว่า
จูเหมยที่เดินนำทิ้งห่างมาไกล หยุดค้างอยู่หน้าหมู่บ้านซานต้ง ไม่ยอมที่จะก้าวขาเข้าไป ว่านเฟยเฟิ่งที่เห็นเช่นนั้นจึงต้องแทรกแซงบางอย่าง
“ป้าจูเหมย มาไกลถึงเพียงนี้แล้ว เข้าไปกับเถิด เสียผ่าของท่านรอมานานแล้ว อย่าให้ต้องรอต่อไปเลย”
“ครั้งนั้น ฉันถูกคนสกุลก่งไล่ออกมาอย่างกับหมูหมา ฉันกลัว” จูเหมยหันมาบีบมือเฟยเฟิ่ง
“ไม่เป็ไร ฉันจะอยู่ข้างๆ หากจะมีใครถูกไล่คงเป็ฉันเสียมากกว่า เื่ที่ฉันเอามาพูดใช่ว่าจะทำใจเชื่อได้ง่ายนัก” เฟยเฟิ่งคลี่ยิ้มเป็กำลังใจให้จูเหมย ไม่อยากจะเชื่อว่าแม่ค้าผู้มีอิทธิพลจะสามารถดูอ่อนแอได้ถึงเพียงนี้
“ผมผิดเองที่ไม่บอกความสัมพันธ์ของเราสองคนให้พ่อกับแม่รู้อย่างชัดเจน” เสียงของเสียผ่าดังขึ้น จากนั้นิญญาตนนี้ก็เดินไปหยุดอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
เฟยเฟิ่งรีบก้าวตามไปหยุดอยู่หน้าบ้าน สอดส่องไปแล้วเห็นมีทั้งเป็ดและไก่ ทั้งยังมีข้าวของครบครัน ดูแล้วเป็กลุ่มคนที่ไม่เดือดร้อนมาั้แ่รุ่นก่อนแน่แล้ว
“นังหนูมาหาใครจ๊ะ” หญิงชรารุ่นที่โตกว่าว่าที่แม่สามีของเฟยเฟิ่งเอ่ยขึ้น
“มากับฉันเองป้า” จูเหมยที่เห็นเฟยเฟิ่งไปหยุดอยู่หน้าบ้านที่ถูกต้องโดยที่ตนเองไม่ได้บอกก็ยิ่งเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ว่าเด็กสาวปากเสียผู้นี้คงสื่อสารกับเสียผ่าได้จริง
“แกมาทำไม มาหาว่าลูกหลานคนไหนของฉันไปทำแกท้องอีกล่ะ”
“แม่!” เสียผ่าะโออกมาแม้จะรู้ว่าไม่มีผู้ใดสามารถได้ยินตนเองเลยก็ตาม “ฉันทำจริง! แม่อย่าปล่อยให้ลูกเมียฉันอยู่กับความอัปยศนี้อีกเลย”
“ครั้งเดียวก็เกินพอ!” จูเหมยสาดคำะโกลับไป
“ไม่มีใครท้องค่ะ ทั้งป้าจูและตัวฉัน ไม่ต้องกังวลนะคะ” ว่านเฟยเฟิ่งรีบพูดขึ้นเพื่อดับไฟสถานการณ์ตรงหน้า
“แล้วมารบกวนฉันทำไม” หญิงชราตวัดตามามองเฟยเฟิ่งอย่างคาดโทษ
“ฉันพูดแล้วอาจจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่เสียผ่าลูกชายของป้า มาเข้าฝันบอกฉัน บอกให้เอาลิ้นชักสีดำที่ตอนนี้หลานชายของยายใช้อยู่มาหาจดหมายให้เจอจ้ะ”
หลังจากคำพูดของเฟยเฟิ่งจบลงทั้งบริเวณก็บังเกิดแต่ความเงียบ จนกระทั่งซูลี่จามออกมาจึงเรียกให้ทุกคนออกจากภวังค์
“แกเอาเื่นี้ไปบอกคนนอกทำไม คนตายไปยี่สิบปีแล้วจะลากลูกชายฉันมาทำลายชื่อเสียทำไมกัน” ยายลี่พูดออกมาพลางปาดน้ำตา การได้ยินชื่อบุตรชายคนโตจากปากคนนอกครอบครัวคล้ายกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ หากยามนั้นไม่ปล่อยเสียผ่าไปดูไร่คนเดียว เื่ราวคงไม่เป็เช่นนี้
“ป้าคิดว่าฉันอยากจะประจานตัวเองหรือยังไงกัน เสียผ่าไปบอกนังหนูไว้จริงๆ แม้แต่เสียผ่าชอบกินแตงโมน้ำปลายังบอกได้ถูกต้อง”
“ยายหยิบลิ้นชักนั้นออกมาเถอะ เสียผ่ามาขอร้องฉันไว้นานแล้ว ยายไม่อยากให้ลูกชายได้ทำเื่ที่ค้างคาไว้ให้เสร็จสิ้นเหรอคะ” เฟยเฟิ่งพยายามพูดเกลี้ยกล่อมพลางหันไปมองเสียผ่าให้ช่วยเหลือ
“แม่ผมแอบเก็บคัมภีร์แปลกๆ ไว้ในบ้าน ไม่มีใครรู้นอกจากผมที่แอบเห็น แม่เรียกมันว่าไบเบิล” เสียผ่าพูดสิ่งที่น่าจะเปลี่ยนใจมารดาตนได้ออกมา
“ยายฉันขออนุญาตนะ” เฟยเฟิ่งเข้าไปกระซิบข้างหู
ทันทีที่ว่านเฟยเฟิ่งกล่าวถึงพระคัมภีร์ ยายลี่ก็ยอมเปิดบ้านให้ทั้งสองเข้าไป ส่วนเด็กน้อยที่ตามมายายลี่ส่งให้ไปดูไก่ข้างบ้าน
“นั่นน่ะลิ้นชัก”
“ค่ะ” เฟยเฟิ่งเข้าไปใกล้ลิ้นชักกระแอมครั้งหนึ่งให้เสียผ่ามาบอกว่าต้องทำสิ่งใดต่อ เมื่อกดตามก็มีช่องลับเด้งออกมาจริงๆ ด้านในมีจดหมายฉบับหนึ่งจ่าหน้าถึงจูเหมยฉบับหนึ่ง ถึงยายลี่อีกฉบับหนึ่ง เฟยเฟิ่งยื่นของที่พบภายในให้ตามชื่อที่ระบุไว้ แต่ทั้งสองส่ายหน้าแล้วสั่งให้เฟยเฟิ่งเป็ผู้อ่าน
“จูเหมย ผมจะไม่ยอมแพ้ ลูกของเรามีพ่อ ผมจะส่งเสียรับผิดชอบ แม้จะยังไม่อาจรับมาอยู่ในบ้านได้ แต่สักวันแม่จะต้องใจอ่อน ผมไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้น ในใจผมมีแค่จูเหมยคนเดียวเท่านั้น ขอให้วางใจ ก่งเสียผ่า”
“ผมรู้ว่าถ้าพูดไปพ่อกับแม่ก็คงไม่ฟัง การเขียนอาจบอกความตั้งใจได้มากกว่า ผมรักจูเหมย จูเหมยกำลังท้องลูกของเรา พ่ออย่ายัดเยียดใครเข้ามาให้ผมต้องทิ้งลูกเมียให้ต้องลำบากเลย เกิดมาชาตินี้หากไม่ใช่จูเหมยเสียผ่าผู้นี้จะไม่แต่งงาน”
เมื่อได้รับรู้เนื้อความจากจดหมายทั้งสองฉบับ ป้าจูทรุดลงร้องไห้ด้วยความรู้สึกสูญเสียอย่างแสนสาหัส ความรักที่ไม่อาจเป็ไปได้เพราะความขัดแย้งของคนรุ่นพ่อ ความน้อยใจที่เสียผ่าเก็บเื่นี้เป็ความลับไว้ จนเธอตั้งท้องก็ไม่รวบรวมความกล้าคุยกับพ่อแม่
ส่วนยายลี่ที่อคติว่าจูเหมยท้องกับคนอื่นแล้วจะมาให้บุตรชายที่ไม่อาจลุกขึ้นมาปฏิเสธได้เป็ผู้รับผิดชอบ ก็รู้สึกผิดนักที่ทำให้หลานคนโตต้องอดทนเป็ลูกของผู้หญิงใจแตกหาพ่อไม่ได้ ปล่อยความอิจฉาที่มีต่อมารดาของจูเหมยผู้เป็ชนวนความแค้นของชายสองคนมาบังตา ไม่ฟังคำของเด็กสาวในยามนั้นที่ต้องบากหน้ามาขอร้องให้คนนินทาอย่างเลวร้าย
“ขอบคุณที่ทำให้ความจริงปรากฏ” ก่งเสียผ่าเอ่ยกับว่านเฟยเฟิ่ง จากนั้นก็ก้มลงกอดแม่และเมียที่กำลังเสียน้ำตาให้กับเื่ในอดีต และค่อยๆ ลับหายไปในที่สุด
“ไม่ต้องห่วงนะ สามีฉันกับพ่อเธอไม่อยู่แล้ว ไม่มีใครมีสิทธิ์ขัดขวางเธออีกแล้ว” ยายลี่ให้คำมั่นกับจูเหมย
“หมดหน้าที่ของฉันแล้ว ฉันไปนะ” ว่านเฟยเฟิ่งพูดออกมาบ้าง
“ไว้จัดการทุกอย่างให้ถูกต้อง ฉันจะหาวิธีตอบแทนเธอแน่” ป้าจูเอื้อมมือมาบีบปลายนิ้วของเฟยเฟิ่งแทนคำมั่น
“ป้าขายผักให้ฉัน แล้วก็ยอมรับคำขอโทษก็พอแล้วจ้ะ”
.
.
.
“คนเต็มหน้าบ้านเราเลยน้าเฟิ่ง” จื่อซวานพูดออกมาเมื่อเดินใกล้ถึงบ้าน
“ลูกค้ามารอเอาหมูกับไก่น่ะสิ” ซูลี่ตอบออกมาอย่างภาคภูมิใจที่ตัวเองรู้เื่
“รู้เหมือนกันแหละน่า ซูลี่รู้คนเดียวที่ไหนกัน”
“ไม่ต้องเถียงกัน วิ่งไปบอกให้ลูกค้าเข้าแถวไป” สิ้นคำของเธอเด็กทั้งสองก็วิ่งออกไปทันที
“ช่วยผมบ้างสิ” เสียงแหบเย็นดังขึ้นมาข้างหูของเฟยเฟิ่ง
“โอ๊ย…บอกให้อย่ามาน่ากลัวไงเล่า” เฟยเฟิ่งย่นคิ้วยู่หน้าอย่างท้อแท้ในโชคชะตาใหม่ของตนเอง ต่อให้เธอไม่กลายเป็เหยื่อของฆาตกรผู้นั้น แต่ชีวิตคงไม่อาจหาความสงบสุขได้แน่หากยังเห็นผีได้เช่นนี้
จากหาเงินหนีฆาตกร คงต้องกลายเป็หาเงินหนีผี