จนกระทั่งจางฮุ่ยเหมยล้มป่วยลง จากอาการไข้ป่า ตอนแรกอาการไม่หนักแต่เพราะครอบครัวที่เหลืออยู่มี แค่เด็กๆ จึงไม่รู้วิธีดูแลคนป่วยที่ถูกต้อง
ถึงแม้จะได้รับความช่วยเหลือจากหมอที่หัวหน้าหมู่บ้านหลี่ตามมาให้ แต่เงินก็ยังต้องยืมหัวหน้าหมู่บ้านจ่ายให้ค่าหมอไปก่อน
แต่จางฮุ่ยเหมยร่างกายอ่อนแอจากการขาดสารอาหารอยู่แล้ว ทำให้ไม่มีแรงพอจะสู้โรคภัยได้ จึงหมดลมหายใจไปและเธอคนใหม่ที่เข้ามาแทนที่
เมื่อความทรงจำหลอมรวมจนเรียบร้อย จางฮุ่ยเหมยค่อยๆลืมตาขึ้น พบว่าเธอนอนบนเตียงเก่าผุพังหลังหนึ่ง ก้มมองดูตัวเองก็เห็นว่าเสื้อผ้าที่ใส่นั้นสีซีดจางจนมองไม่ออกว่าเดิมเคยเป็สีอะไรมาก่อน แถมทั้งบางและขาด
บนร่างที่ผอมแห้งของเธอถูกห่มด้วยผ้าห่มผืนเก่าที่มีรอยปะชุนทั่วทั้งผืน
แหงนมองหลังคาบ้านหรือจะเรียกว่ากระท่อมก็ไม่ผิดนัก ทำมาจากใบไม้อะไรสักอย่าง จางฮุ่ยเหมยไม่รู้จัก แต่ที่แน่ๆมีรูรั่วเต็มไปหมด
ผนังกระท่อมที่ทำด้วยดินก็แตกร่อนเป็ช่อง เล็กบ้างใหญ่บ้าง ถ้าหากเป็ฤดูฝนหรือฤดูหนาวเธอและพี่น้องคงจะต้องลำบากมากแน่ๆ
เมื่อมองไปรอบๆ พบว่ากระท่อมทรุดโทรมหลังนี้ ขนาดน่าจะไม่เกินหกสิบตารางเมตร ประตูกระท่อมทำจากไม้โย้ๆบุด้วยใบไม้
ด้านซ้ายมือน่าจะเป็ครัวเพราะมองเห็นเตา และกองฟืนวางอยู่จนเต็มพื้นที่ แต่อุปกรณ์อื่นที่ใช้ในครัวกลับไม่เห็น
จางฮุ่ยเหมยกำลังพยายามจะลุกขึ้นเพื่อไปสำรวจส่วนอื่นของกระท่อมหลังนี้ ประตูกระท่อมก็เปิดเข้ามาจากภายนอก เธอจึงต้องนั่งลงบนเตียงอีกครั้ง
“พี่รอง ท่านฟื้นแล้ว” เด็กผู้ชายคนแรกที่เข้ามา ส่งเสียงเรียกอย่างดีใจ พร้อมวิ่งมายืนตรงหน้าเธอ เธอคิดในใจ
นี่คงเป็จางเสี่ยวหยาง ช่างดูน่าสงสารนัก เสื้อผ้าขาดๆ เรียกได้ว่าเศษผ้า ผอมจนแทบหนังหุ้มกระดูก ไม่ต่างจากเธอในตอนนี้เลย
แก้มที่ตอบ ตาลึก ทำให้มองเหมือนตาโตออกมาเกินปกติ บ่งบอกถึงอาหารการกินที่ไม่เพียงพอ แต่แววตาสดใส รอยยิ้มดีใจช่างมีชีวิตชีวา
“อืม พี่ดีขึ้นแล้ว” จางฮุ่ยเหมยตอบน้องชาย พร้อมกับลูบหัวน้อยๆนั้นด้วยความเอ็นดู ในใจคิดว่าจะขุนน้องชายในชาตินี้ให้กินดีอยู่ดีให้ได้
ผู้ชายอีกคนที่ก้าวเข้ามาในกระท่อม นี่คงเป็พี่ชายของเธอจางหยุ่นอี้
“น้องรอง เป็อย่างไรบ้าง” พี่ชายหันไปปิดประตูกระท่อม พร้อมกับวางตะกร้าสานไว้กับพื้น แล้วเดินเร็วๆเข้ามาหาเธอ
ความรู้สึกแรกของจางหยุ่นอี้คือตะลึง เพราะเมื่อสักครู่นี้เสี่ยวหยางที่เขาให้ดูแลน้องสาวที่ป่วย วิ่งไปตามเขาบนูเาบอกว่าน้องสาวมือเย็นเท้าเย็นแน่นิ่งไปแล้ว
แต่ไม่คิดเลยว่าเวลาไม่นานที่เขาและน้องชายพากันวิ่งลงจากเขา พอมาถึงบ้านกลับพบว่าน้องสาวที่ป่วยหนักอยู่หลายวัน กลับฟื้นคืนสติขึ้นมาได้
ั้แ่จางฮุ่ยเหมยล้มป่วย จางหยุ่นอี้เฝ้าแต่โทษตัวเองอยู่ตลอด เพราะเขาผู้เป็พี่ชายและเป็หัวหน้าครอบครัว ไม่สามารถดูแลน้องให้หายป่วยได้
เพราะครอบครัวเขาไม่เคยมีเงินในมือเลย ได้แต่ขุดสมุนไพรมาต้มให้น้องดื่มหลังยาของหมอที่ให้ไว้หมดลง
แต่อาการป่วยกลับหนักขึ้น เมื่อครู่เสี่ยวหยางยังบอกว่าฮุ่ยเหมยหมดลมไปแล้ว เหตุใดนางถึงฟื้นได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดหยุ่นอี้ก็อยากขอบคุณที่เขายังไม่เสียน้องสาวที่รักไป เขาดีใจยิ่งที่นักที่เห็นน้องสาวหายจากอาการป่วยเสียที
“ข้าหายดีแล้วเ้าค่ะ พี่ใหญ่” ได้ยินเธอตอบแบบนี้ จางหยุ่นอี้ยิ้มตอบเธอด้วยความดีใจ
ในสายตาของจางฮุ่ยเหมยพี่ใหญ่ของเธอ รูปร่างสูงโปร่ง ดูผอมแต่ไม่มากเท่าเธอกับน้องชาย อาจเพราะพี่ชายทำงานหนัก หาเลี้ยงน้องๆ ด้วยความยากลำบาก ถึงแข็งแรงกว่า มีเนื้อมีหนังมากกว่า
แต่ดูจากเสื้อผ้าที่ใส่ พวกเราสามพี่น้องไม่ต่างกันเลย ยิ่งกว่าซอมซ่ออีก
แต่ดีตรงที่ดูไปแล้วเค้าโครงหน้า บ่งบอกว่าในอนาคตเมื่อโตขึ้นพี่ชายน้องชายของเธอต้องเป็ชายหนุ่มรูปงามอย่างแน่นอน ซึ่งตอนนี้เธอจะต้องทำทุกอย่างให้คนในครอบครัวนี้อ้วนถ้วนแข็งแรงเสียก่อน
“ดีแล้ว” พี่ใหญ่เห็นน้องสาวเหม่อ เหมือนคิดอะไรในใจ จึงหัวเราะและลูบหัวเธอเบาๆ
จางฮุ่ยเหมยััได้ถึงความรักของทั้งสองคนที่มีต่อเธอ ถึงไม่ใช่ครอบครัวเก่าในชาติที่แล้ว แต่ที่นี่เธอยังได้รับความรักจากคนในครอบครัวเหมือนเดิม เธออาจจะยังไม่คุ้นชิน และยังไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตในชาตินี้อย่างไร
แต่อย่างน้อยก็ยังมีพี่ชายและน้องชายในชาตินี้ที่อยู่เคียงข้างเธอก็เพียงพอแล้ว