ตอนที่ 44:ประพันธ์กวีคุณธรรมศักดิ์สิทธิ์ด้วยพู่กันข้า
ผ่านไปมินาน
เจิ้งจือชิวนำแท่งหมึกฝนฝนกับที่ฝนหมึกเรียบร้อยแล้วก็ค่อย ๆผลักจานฝนหมึกไปตรงหน้าหลินอี้อย่างระมัดระวัง
ภายในจานฝนหมึกขนาดเท่าฝ่ามือนั้นเมื่อน้ำหมึกผสมเข้ากับผงทองคำ ปฏิกิริยาแห่งพรสวรรค์ก็กระเพื่อมอย่างเบา ๆ
หลินอี้สบตาเจิ้งจือชิวพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ “ท่านคณบดีช่างตระเตรียมมาเสียอย่างดีเชียว ! ”
“ฮ่าฮ่า ! ”
เจิ้งจือชิวยิ้มอย่างเก้อเขินก่อนที่จะเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ถูกเจ้าดูออกเข้าจนได้ การใช้ชุดสมบัติวรรณกรรมธรรมดาในการเขียนกวีกู่ก้องแดนพรสวรรค์บทนั้นของเจ้านับเป็นการดูถูกบทกวีนี้ยิ่งนักมีเพียงสมบัติวรรณกรรมชั้นพิภพเท่านั้นจึงจะเหมาะสมกับกวีบทนี้ ! ”
บทกวีที่ประพันธ์จนได้ระดับกู่ก้องแดนพรสวรรค์ที่ใช้เพียงสมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมแบบธรรมดานั้นนับว่าเป็นการทำลายคุณค่าของวรรณกรรม
ใช้สมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมในการประพันธ์นั้นจึงจะสามารถทำให้ผลงานคงทนถาวรได้นับร้อยปี
แม้ว่าหลินอี้ในตอนนี้จะมิได้เป็นผู้รับชะตาระดับแปดจึงมิสามารถประพันธ์กวีให้เป็นภาพประดิษฐ์ได้ทว่าบทกวีระดับกู่ก้องแดนพรสวรรค์นั้นเมื่อผนวกกับสมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมจะสามารถมีส่วนช่วยให้เขียนเป็นภาพประดิษฐ์ได้
เวลาเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้พรสวรรค์สามารถแสดงอานุภาพออกมาได้
ดังเช่นที่หลินอี้ใช้สมบัติบางชิ้นในการประพันธ์กวีบทสุดท้ายบนสลักจารึกที่ชื่อว่ามือกระบี่จึงทำให้กวีดังกล่าวกลายเป็นภาพประดิษฐ์เพราะสามารถถ่ายทอดพลังพรสวรรค์ที่สื่อถึงกระบี่พิฆาตศัตรูออกมาได้อย่างชัดเจน
หลินอี้พยักหน้าเบาๆ
เขารู้สึกว่าบทประพันธ์ของปรัชญาเมธีเหล่านี้ในอดีตคงใช้สมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมในการประพันธ์เป็นแน่
หลินอี้ถือพู่กันหมาป่าน้ำเงินก่อนจะเริ่มบรรจงเขียนอักษร
โบร๋ว บรู๊ว!
ในขณะที่พลังห้าวหลานเจิ้งชี่รวมตัวกันที่ปลายพู่กันหลินอี้ก็รู้สึกราวกับได้ยินเสียงร้องเห่าหอนของหมาป่าความสั่นสะท้านจึงเข้าครอบครองภายในจิตใจของเขา
พลังห้าวหลานเจิ้งชี่รวมตัวกันและกวัดแกว่งพู่กันได้อย่างคล่องแคล่วมากขึ้น
“ยังมีประโยชน์เช่นนี้ด้วยหรือ? สามารถทำให้คนมีสมาธิจดจ่อได้ดีขึ้น ! ”
หลินอี้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยสมบัติวรรณกรรมนี้ช่างมิธรรมดาเสียจริงเชียวเมื่อเปรียบเทียบกับพู่กันแห่งสมบัติทั้งสี่ในห้องวรรณกรรมของอาจารย์เฉินแล้วมิอาจรู้เลยว่าแข็งแกร่งกว่ากันกี่เท่า
“กว่าจะได้เหล็กที่ดีต้องผ่านการหลอมและถูกทุบซ้ำๆนับหมื่นครั้ง กว่าคนจะได้ดีต้องผ่านการทดสอบอุปสรรคนานัปการ”
“แม้นร่างกายเป็นผุยผงก็มิขลาดจักต้องเหลือไว้แต่ความดี”
หลินอี้ทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มกำลังมือตวัดพู่กันราวกับโบยบินและเคลื่อนไหวดั่งสายน้ำไหล เพียงชั่วขณะก็บรรจงเขียนกวีจนเสร็จ
แคว่ก !
ในชั่วขณะที่เขียนบทกวีเสร็จนั้นกองกระดาษที่ตั้งไว้ก็ระเบิดกระจายออกจนทำให้เกิดเป็นรอยแตกบริเวณขาโต๊ะทั้งสี่
“ใช้คำได้ดี! ”
“เป็นบทกวีที่ยอดเยี่ยม! ”
เจิ้งจือชิวยื่นคออ่านบทกวีในส่วนท้ายให้ชัดเจนด้วยความรู้สึกซาบซึ้งพลางเอ่ย “ชอบประโยคที่กล่าวว่าถึงร่างกายจะเป็นผุยผงก็มิขลาดจักต้องเหลือไว้แต่ความดีความยึดมั่นในคุณธรรมเช่นนี้ช่างทำให้รู้สึกน่าเคารพยกย่องยิ่งนัก ! ”
เจิ้งจือชิวในตอนนี้นี้รู้สึกสะเทือนอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง
พิเคราะห์บุคลิกลักษณะจากบทประพันธ์
มิแปลกใจเลยว่าเหตุใดหลินอี้จึงสามารถกระตุ้นให้เกิดเสียงสะท้อนของพลังห้าวหลานเจิ้งชี่ได้ซึ่งก็เป็นเพราะว่าเขามีพลังภายในซ่อนอยู่ในจิตใจนั่นเอง
ดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับคณบดีจวินเหอเหวยแห่งสำนักศึกษาจวินจี๋จึงมิได้แสดงความเกรงกลัวออกมาเลย
ทันในนั้นขอบตาของเจิ้งจือชิวก็ชื้นขึ้น
หลังจากนั้นเขาจึงปาดน้ำตาที่ไหลรินบริเวณหางตาพลางหันไปมองหลินอี้พร้อมกล่าว“เจ้าคือความภาคภูมิใจของสำนักศึกษาผิงโจว ! ”
“ท่านคณบดีกล่าวชมเกินไปแล้ว! ”
หลินอี้ส่ายศีรษะมิต้องการให้ภาคภูมิใจในตัวเขา แต่ภาคภูมิใจต่อบทกวีของเขาต่างหาก
เช่นเดียวกันกับที่เขาเลื่อมใสในบทกวีเหล่านี้ของปรัชญาเมธีเป็นอย่างมากพวกเขาคือความภาคภูมิใจของตน
“บทกวีนี้......ข้าอยากจะเอาไปแขวนไว้ภายในห้องโถงของสำนักศึกษาเพื่อคอยย้ำเตือนบัณฑิตในสำนักศึกษาว่าจะต้องสัตย์ซื่อต่อประเทศและมีปณิธานความคิดอันสะอาดบริสุทธิ์ ! ” เจิ้งจือชิว กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เดิมทีเขาคิดอยากจะเก็บซ่อนบทกวีนี้เอาไว้แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าตนมิคู่ควร
มีเพียงแค่การแขวนไว้ในห้องโถงของสำนักศึกษาเท่านั้นที่จะสามารถทำให้เหล่าอาจารย์และบัณฑิตทั้งหมดเงยหน้าขึ้นแล้วก็จะเห็นบทกวีนี้ซึ่งถือเป็นการให้เกียรติกับกวีบทนี้นั้นเอง
หลินอี้มิได้เอ่ยแต่อย่างใด
แต่กลับหันไปโค้งคำนับให้เจิ้งจือชิว
หากกวีบทนี้ถูกเจิ้งจือชิวเก็บซ่อนไว้ละก็เขาก็คงจะรู้สึกละอายใจต่อบทกวีของอวี๋เชียนและอวี๋ส่าวเป่าที่ประพันธ์กวีบทนี้
มีเพียงแค่บทประพันธ์ของปรัชญาเมธีในอดีตเท่านั้นที่สามารถเป็นวรรณกรรมศักดิ์สิทธิ์อันโด่งดังทั่วแคว้นแผ่นดินจีนและสืบทอดนับพันปีจึงจะถือว่าเป็นการตอบแทนต่อกวีเหล่านี้ได้
เขาเองก็รู้สึกเป็นเกียรติ
ราวกับว่าตนกำลังยืนอยู่เคียงข้างปรัชญาเมธีเหล่านี้และใช้พู่กันของข้าในการประพันธ์กวีคุณธรรมอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำให้จิตวิญญาณแห่งการประพันธ์ยังคงอยู่สืบไปชั่วนิรันดร์
“หรือนี่อาจจะเป็นจุดประสงค์ที่ข้ามาอยู่ในโลกใบนี้......”
หลินอี้คิดทบทวนภายในใจ
เขาก้าวเข้ามาในโลกใบนี้แต่ภายในส่วนลึกของสมองของเขายังคงระลึกถึงกวีเหล่านี้อยู่ราวกับว่าพวกมันได้สลักลงไปในจิตวิญญาณของเขาเรียบร้อยแล้ว
แม้เขาอยากจะลืมก็ลืมมิได้
เสมือนกับว่าเขากำลังแบกรับปณิธานของปรัชญาเมธีในอดีตเหล่านี้เอาไว้ก่อนที่จะเข้ามาในโลกนี้ก็มิปาน
เจิ้งจือชิวเห็นหลินอี้โค้งคำนับตนจึงรู้ว่านี้เป็นทางเลือกที่ถูกต้องเขาจึงประคองหลินอี้ลุกขึ้นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หลินอี้ความสามารถของเจ้ามิอาจถูกเก็บซ่อนไว้ได้อีกต่อไปสภาพบ้านเมืองในปัจจุบันมิค่อยสงบสุขสักเท่าใดนัก เส้นทางมารก็แผ่อำนาจไปทั่วจตุรทิศเจ้าจะต้องตั้งใจบำเพ็ญตนเพื่อในอนาคตจะสามารถฝากตัวเข้าเป็นศิษย์ในสถานศักดิ์สิทธิ์ให้ได้......”
หลินอี้งุนงงชั่วขณะ
เขาพอรู้ประวัติศาสตร์อยู่บ้างเพราะว่านักพรตบนเส้นทางวรรณกรรมนั้นมีตำแหน่งที่สูงส่งและสำคัญแต่มิใช่เป็นเพียงเพราะว่าพวกเขามีอำนาจและพรสวรรค์เท่านั้น
แต่ยังมีอีกหนึ่งเหตุผลนั่นคือพวกเขาต้องรับผิดชอบและปกป้องผู้คนกว่าหมื่นล้านชีวิต
สถานศักดิ์สิทธิ์
เหตุใดจึงเรียกว่าสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้น
ก็เป็นเพราะว่าสถานศักดิ์สิทธิ์ฝึกฝนบ่มเพาะนักพรตบนเส้นทางวรรณกรรมและพวกเขาก็ดำเนินการปกป้องชีวิตและรักษาอธิปไตยของประเทศไว้จริง ๆ
มิว่าจะกำจัดมารหรือปราบปีศาจเพื่อปกป้องมนุษย์อย่างพวกเราไว้!
“ดี ! ”
หลินอี้พยักหน้าอย่างขันแข็ง
เจิ้งจือชิวปลอบใจหลินอี้ด้วยการตบบ่าของเขาเบาๆ ก่อนที่จะชักสีหน้าเคร่งขรึมและยิ้มให้กับหลินอี้พร้อมกล่าว“เช่นนั้นข้าคณบดี......ก็จะขอนำกวีบทนี้ไปก่อนแล้วกัน ? ”
หลินอี้ยิ้มพลางเอ่ย“อืม ! ”
“แหะแหะ ! ”
เจิ้งจือชิวหัวเราะแหะแหะพลางหยิบกระดาษและใช้สองมือโอบไว้ก่อนที่จะเอ่ยกับหลินอี้ “ถูกต้องแล้วละเมื่อเช้าหลี่เหวินโป๋ถามข้าว่าเจ้าพำนักอยู่ที่ใดเขาคงตั้งใจมาเป็นเด็กรับใช้ให้เจ้ากระมังต่อไปหากเจ้ามีสิ่งใดที่ต้องการก็เรียกใช้เขาได้เลยเจ้าสามารถใช้หนังสือและตำราของสำนักเพื่อใช้บำเพ็ญตนได้ตามสะดวก......”
“ความจริงแล้วหลี่เหวินโป๋ก็ปฏิบัติตัวต่อบัณฑิตและอาจารย์ในสำนักศึกษา......ได้มิเลวทีเดียวปัญญาชนชอบถกเถียงเพื่อเอาชนะเพียงเท่านั้น ! ”
เขากังวลถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตรงบริเวณตีนเขาของสำนักศึกษาเมื่อวานนี้อาจจะส่งผลกระทบต่อทัศนคติและท่าทางของบัณฑิตและอาจารย์ในสำนักศึกษาผิงโจว
“ศิษย์เข้าใจ! ”
หลินอี้พยักหน้า
ในตอนนี้เจิ้งจือชิวรู้สึกวางใจพลางโอบกระดาษก่อนที่จะเดินออกจากเรือนศิษย์สายตรงไปด้วยความรู้สึกชื่นอกชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง
......
ภายในห้อง
หลินอี้กำลังพิเคราะห์พู่กันหมาป่าน้ำเงินซึ่งเป็นสมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมที่เจิ้งจือชิวมอบให้อย่างละเอียดถี่ถ้วนซึ่งเขาได้ทดลองเขียนแล้วเมื่อครู่นี้
การสัมผัสช่างวิเศษอย่างยิ่งทำให้เขามิอาจวางมันลงได้ดังนั้นจึงอยากที่จะใช้ฝึกเขียนตัวอักษรเพื่อพัฒนาพรสวรรค์ของตน
ทว่า
กระดาษซวนจื่อที่วางอยู่บนโต๊ะนั้นกลับมิใช่กระดาษธรรมทั่วไปที่จะนำมาใช้ฝึกเขียนตัวอักษรอย่างสิ้นเปลืองได้
“เช่นนั้นก็รอให้หลี่เหวินโป๋กลับมาเสียก่อนเถอะ!”
หลินอี้ส่ายศีรษะ
ผ่านไปมินานนัก
หลี่เหวินโป๋หายใจกระหืดกระหอบเดินกลับมาพร้อมโอบตำรามากว่าหกเจ็ดเล่มซึ่งเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเส้นทางวรรณกรรมทั้งหมด
“หลินอี้ตำราที่เจ้าต้องการ ! ”
เมื่อเข้าไปในเรือนหลี่เหวินโป๋ก็วิ่งถลาเข้าไปในห้องของหลินอี้ทันที พลางยกตำราทั้งหมดวางไว้บนโต๊ะ
เขาปาดเหงื่อพลางเอ่ย“มีสองเล่มซึ่งอธิบายถึงเส้นทางวรรณกรรม และมีวิทยายุทธ์วรรณกรรมขั้นเก้าสามเล่มและยังมีตำนานปีศาจหนึ่งเล่มและตำราบันทึกเกี่ยวกับปีศาจจิ้งจอกโดยเฉพาะอีกหนึ่งเล่ม”
“เร็วเอาการเชียวนะ! ”
หลินอี้คาดมิถึงเลยว่าหลี่เหวินโป๋จะทำงานได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้
เด็กรับใช้ผู้นี้ช่างทำให้ประหลาดใจเสียจริงเชียว !
“น้ำ ! ”
หลี่เหวินโป๋คอแห้งผากเพราะเมื่อครู่นี้เขาวิ่งมาตลอดทางและพลังพรสวรรค์ของเขาเองก็ใช้ไปมิใช่น้อยแล้วเช่นกัน
หลินอี้รินชาให้เขาแก้วหนึ่ง
เขากระดกดื่มในอึกเดียว
“ใช่แล้วระดับขั้นสมบัติของสมบัติทั้งสี่แห่งห้องวรรณกรรมนั้นข้าได้นำติดมือมาให้เจ้าด้วยทว่าตอนนี้ยังมามิถึงเพราะถึงอย่างไรเสียสมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมนั้นล้ำค่าเป็นอย่างยิ่งสำนักศึกษาเองจำเป็นต้องควานหาซื้อมาจากข้างนอก ! ”
จากนั้นหลี่เหวินโป๋จึงเอ่ยขึ้น“แน่นอนละ หากเจ้าต้องการคัดเขียนตัวอักษรละก็ข้าจะมอบสมบัติทั้งสี่แห่งห้องวรรณกรรมให้เจ้ายืมใช้นั่นคือสมบัติวรรณกรรมชั้นดวงเดือนซึ่งในสำนักศึกษามีทั้งหมดสามชุด ! ”
เขาจงใจชี้ให้เห็นว่าสมบัติวรรณกรรมชั้นดวงเดือนนั้นเป็นสมบัติทั้งสี่ของห้องวรรณกรรมของเขาซึ่งเห็นได้ชัดถึงตำแหน่งของเขาในสำนักศึกษาผิงโจว
จุดประสงค์คือมิต้องการให้หลินอี้มองข้ามเขาไปนั่นเอง