ในที่สุดก็ถึงริมแม่น้ำ สองพ่อลูกเสวี่ยจื้อหยงหาที่วางเบ็ดตกปลาก่อน จากนั้นจึงเดินลงไปทางท้ายน้ำอีกระยะหนึ่ง เพื่อหาแอ่งน้ำที่ค่อนข้างลึกสองแห่งสำหรับวางลอบดักปลาไว้ข้างใน แล้วใช้ก้อนหินล้อมรอบไว้
ลำดับต่อไปคือขั้นตอนการแทงปลาที่ตื่นเต้นและเร้าใจที่สุด เสวี่ยฮุ่ยอยู่ในความดูแลของเติ้งอาเหลียนโดยเล่นอยู่ริมฝั่ง ส่วนโจวเสี่ยวเม่ยสะพายตะกร้าไม้ไผ่ข้ามสะพานไม้ไปยังเชิงเขาฝั่งตรงข้ามเพื่อเก็บผักป่า
เสวี่ยจื้อหยงตัวสูงใหญ่และมีกำลังมาก ใช้ฉมวกแบบง่าย ๆ แทงปลาได้หลายตัว ในขณะที่เสวี่ยเจี้ยนหลินแทงได้เพียงตัวเดียว
เสวี่ยเจี้ยนหลินเงยหน้าพูดกับท่านพ่อไม่กี่คำ แล้วลุยน้ำเดินมาที่ริมฝั่ง "ท่านย่า น้องเล็ก ข้าจะถอดเสื้อผ้าลงแม่น้ำไปจับปลาแล้วนะ"
ถึงแม้ว่าเื่แทงปลาเขาสู้ท่านพ่อไม่ได้ แต่การคลำหาปลาคือจุดแข็งของเขา แม่น้ำสายนี้ไม่ได้กว้างมากนัก ระดับน้ำยังไม่ถึงโคนขาของเสวี่ยจื้อหยง หากเขาจะคลำหาปลาก็อาจจะขยับตัวได้ไม่สะดวก
แต่เด็ก ๆ นั้นต่างออกไป พี่น้องตระกูลเสวี่ยเล่นน้ำกันมาหลายปีจึงว่ายน้ำเก่งมาก เสวี่ยเจี้ยนหลินสามารถกลั้นหายใจในน้ำได้นาน เมื่อลงไปในน้ำเขาก็คล่องแคล่วและเป็อิสระราวกับปลาที่ได้กลับคืนสู่มหาสมุทร
"น้องเล็ก ข้าจะถอดกางเกงแล้วนะ!" เสวี่ยเจี้ยนหลินกล่าว
"ถอดเลย!"
เล่นน้ำมาตั้งนาน กางเกงของเสวี่ยเจี้ยนหลินเปียกโชกไปหมดแล้ว จะถอดหรือไม่ถอดก็ไม่ต่างกัน อีกอย่างเสวี่ยฮุ่ยก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรต้องหลบเลี่ยง คนหนึ่งเป็เด็กชายวัยแปดขวบ อีกคนเป็เด็กหญิงวัยหกขวบครึ่ง จำเป็ต้องหลบเลี่ยงด้วยหรือ?
"คือว่า... เ้าไม่หันหลังไปงั้นหรือ?" เสวี่ยเจี้ยนหลินถามพลางใช้มือสองข้างจับขอบกางเกง
เสวี่ยฮุ่ยส่ายหน้าแล้วหมุนตัวไปอีกทาง ในยุคโบราณเด็กตัวแค่นี้ก็เริ่มเคร่งครัดเื่ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน แต่นางคิดว่าส่วนที่ควรจะปิดก็ปิดหมดแล้ว จึงไม่เห็นความจำเป็!
เมื่อเสวี่ยเจี้ยนหลินลงน้ำไปแล้ว เสวี่ยฮุ่ยก็หันกลับมา หาพื้นสือโถวที่เรียบตรงริมแม่น้ำเพื่อนั่งลง แล้วถอดรองเท้าเอาเท้าเล็ก ๆ จุ่มลงในน้ำ
"ฮุ่ยฮุ่ย น้ำไม่เย็นหรือ? รีบใส่รองเท้าเถิด!" เติ้งอาเหลียนคัดปลาห้าตัวที่มีแผลตามตัวออกมาทำความสะอาด ทาเกลือแล้ววางไว้บนสือโถวเพื่อให้รสชาติซึมเข้าเนื้อ
เสวี่ยฮุ่ยเล่นน้ำอยู่ครู่หนึ่งก็ถูกเติ้งอาเหลียนดึงตัวขึ้นมา "ลงน้ำไม่ได้นะ! ย่าจะไปดูฝั่งตรงข้ามว่าแม่ของเ้าเก็บผักป่าได้เท่าไหร่แล้ว!"
"ท่านย่าไปเถิดเ้าค่ะ! ข้ารับรองว่าจะไม่ลงน้ำ!" เมื่อท่านย่าและท่านแม่ไม่อยู่ข้างกาย ท่านพ่อและพี่รองก็ยุ่งอยู่ในน้ำ นี่แหละคือโอกาสที่นางจะลงมือ... ปรุงรสให้ปลา!
เสวี่ยฮุ่ยเดินไปที่ข้างสือโถว นำเครื่องปรุงที่บดละเอียดออกมาจากมิติวิเศษทาลงในท้องปลาหนึ่งรอบ ใส่หลิวหลันเซียงลงไปเล็กน้อย หยดน้ำพุจิติญญาลงในเครื่องปรุงนิดหน่อย แล้วนวดไปมาบนตัวปลาครู่หนึ่ง ตอนนี้เอาแค่นี้ก่อน
เสวี่ยฮุ่ยหันกลับไปที่ริมแม่น้ำ แสร้งทำเป็มองหาบางอย่าง โดยทิ้งกลิ่นหลิวหลันเซียงไว้ในแขนเสื้อเล็กน้อย หากครอบครัวถามขึ้นมาจะได้นำสิ่งนี้มาใช้เป็ข้ออ้าง
เมื่อมองดูพี่รองที่ร่าเริงราวกับปลาอยู่ในน้ำ เสวี่ยฮุ่ยก็รู้สึกอิจฉา หากนางสามารถเล่นสนุกได้อย่างอิสระเช่นนี้บ้างก็คงดี
ไปดูซิว่ามีปลาติดเบ็ดบ้างไหม! เสวี่ยฮุ่ยวิ่งไปยังจุดที่วางเบ็ดตกปลา ก้มลงมอง ผิวน้ำราบเรียบสนิทไม่มีแม้แต่ระลอกคลื่น
"เ้าอยากตกปลาหรือ?"
เป็เฮ่อจิ่นนั่นเอง! เสวี่ยฮุ่ยถามว่าเหตุใดจึงยอมปรากฏตัว เฮ่อจิ่นบอกว่าตอนนี้เพิ่งจะฟื้นคืนสติ จึงยังไม่สามารถอยู่ในสภาวะที่กระปรี้กระเปร่าได้ตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังต้องช่วยเสวี่ยฮุ่ยดูแลมิติวิเศษ จึงยิ่งเหนื่อยและจำเป็ต้องกลับไปบำเพ็ญเพียรบนต้นไม้
"ข้าแค่มาดูเฉย ๆ ไม่ได้คิดจะจับปลา ตอนเย็นข้าจะกลับไปเก็บต้นหอม วันนี้เ้าพักผ่อนเถิด!" ตัวนางเองไม่มีความสามารถในการตกปลาหรือจับปลา แค่รู้สึกสงสัยจึงเดินมาดูรอบ ๆ
"นึกไม่ถึงว่าเ้าจะมีน้ำใจและรักพวกพ้องเช่นนี้ ยื่นมือออกมา!"
เสวี่ยฮุ่ยยื่นมือออกไป กิ่งไม้ที่มีความยาวกว่าหนึ่งฟุตก็ปรากฏขึ้นบนมือนาง
"จุ่มข้าลงในน้ำ!"
เสวี่ยฮุ่ยถามเฮ่อจิ่นว่าต้องเกี่ยวตัวหนอนให้หรือไม่ เพื่อที่ปลาจะได้อยากกินเบ็ดมากขึ้น!
"อีกประเดี๋ยวข้าจะให้เ้าได้เห็นความเก่งกาจของภูตตนนี้ จำไว้ว่าห้ามปล่อยมือเด็ดขาดนะ!"
"ตกลงเ้าค่ะ!"
เสวี่ยฮุ่ยคิดว่าเฮ่อจิ่นล้อเล่น แต่ไม่ทันขาดคำ กิ่งไม้ในมือก็เริ่มสั่นะเื เนื่องจากน้ำในแม่น้ำค่อนข้างใส เสวี่ยฮุ่ยจึงเห็นปลาตัวหนึ่งยาวกว่าครึ่งเมตรกำลังงับเฮ่อจิ่นไว้ และยังมีปลาหนักหลายจินอีกหลายตัวที่กัดใบของมันไม่ยอมปล่อย
"เ้ารีบดึงเร็วเข้า! เอวข้าจะหักแล้ว คันจัง ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ ..."
เสวี่ยฮุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้สองมือจับกิ่งไม้ดึงขึ้นสุดแรง แต่เพราะนางตัวเล็กและแรงน้อยจึงดึงไม่ขึ้น จะเรียกท่านพ่อและพี่รองมาช่วยก็กลัวว่าเฮ่อจิ่นจะถูกเปิดเผย
"เฮ่อจิ่น ข้าดึงไม่ไหวแล้ว!"
"เรียกท่านพ่อกับพี่รองของเ้าสิ! เร็วเข้า ข้าจะทนไม่ไหวแล้ว มันคันเกินไป!"
"ถ้าข้าเรียกพวกเขามา เ้าจะถูกเปิดเผยหรือไม่!"
นี่เป็ปัญหาจริง ๆ เฮ่อจิ่นจึงเปลี่ยนร่างเป็เบ็ดตกปลาในทันที ซึ่งต้องบอกว่าเหมือนกับเบ็ดที่ตระกูลเสวี่ยนำมาอย่างมาก
"ท่านพ่อ พี่รอง รีบมาเร็วเข้า!"
หลังจากะโเสร็จเสวี่ยฮุ่ยก็รู้สึกเสียใจ หากทำให้ปลาใหนีไปจะทำอย่างไร? นางก้มลงมองในน้ำ โชคดีที่ปลาเ่าั้ยังอยู่ ส่วนของเฮ่อจิ่นที่อยู่ในน้ำไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพราะมันกลัวว่าหากหุบใบปลาจะหนีไป
เสวี่ยจื้อหยงทิ้งฉมวก ส่วนเสวี่ยเจี้ยนหลินก็ตะเกียกตะกายในน้ำ ทั้งสองรีบมาถึงเบื้องหน้าเสวี่ยฮุ่ย เมื่อเห็นว่ามีปลาจึงช่วยกันดึงเบ็ดขึ้นฝั่ง ในจังหวะที่พ้นน้ำ เฮ่อจิ่นก็หดกิ่งไม้กลับ สองพ่อลูกตระกูลเสวี่ยต่างวิ่งไปดูปลาตัวใหญ่ เสวี่ยฮุ่ยจึงแอบเก็บเฮ่อจิ่นกลับเข้ามิติวิเศษอย่างเงียบ ๆ
เสวี่ยฮุ่ยเพิ่งจะหยิบเบ็ดอีกคันขึ้นมาเพื่อใช้ตบตาในภายหลัง เสวี่ยเจี้ยนหลินก็ร้องอุทานด้วยความดีใจ
"ปลาตัวใหญ่มากเลย!"
เสวี่ยฮุ่ยทิ้งเบ็ดแล้วปิดปากเขา "เบา ๆ หน่อย หากท่านเรียกคนมา ปลาจะยังรักษาไว้ได้หรือไม่ก็ไม่รู้"
เสวี่ยจื้อหยงพยักหน้า ปลาตัวนี้หนักอย่างน้อยสามสิบจิน ตามราคาตลาดสามารถขายได้หลายร้อยเหวิน หากส่งถึงมือคนที่ดูของเป็ ไม่แน่อาจจะได้ถึงหนึ่งตำลึงเงินเลยทีเดียว
ปลาตัวนี้ลูกสาวเป็คนพบ เสวี่ยจื้อหยงจึงถามเสวี่ยฮุ่ยว่าอยากกินหรือไม่?
"ท่านพ่อ ท่านรีบออกเดินทางนำไปขายที่ตัวอำเภอเถิดเ้าค่ะ! แล้วเหลือตัวที่ใหญ่หน่อยจากปลาตัวอื่น ๆ ไว้ต้มกินที่บ้านคืนนี้!"
เสวี่ยจื้อหยงกางมือใหญ่ราวกับพัดใบตาล ลูกสาวช่างรู้ความยิ่งนัก รู้ความจนน่าสงสาร!
"หรือว่าเราจะเก็บปลาตัวที่ใหญ่ที่สุดนี้ไว้เถิด!"
ขณะที่เสวี่ยจื้อหยงพูดนั้น เติ้งอาเหลียนและโจวเสี่ยวเม่ยก็วิ่งกลับมา พวกนางได้ยินเสียงเรียกของเสวี่ยฮุ่ย จึงนึกว่าเกิดเื่อะไรขึ้น
เมื่อเสวี่ยฮุ่ยเห็นท่านย่าและท่านแม่กลับมาแล้ว จึงกระแอมไอแล้วกล่าวว่า "พวกเราไม่ต้องกินปลาตัวที่ใหญ่ที่สุดนี้หรอกเ้าค่ะ นำมันไปขายรวมกับเงินห้าตำลึงที่ท่านลุงใหญ่ให้มาก่อนหน้านี้ เพื่อส่งพี่ใหญ่ไปเรียนหนังสือที่ตัวอำเภอได้หรือไม่เ้าคะ?"
เงินหกตำลึงเพียงพอสำหรับค่าเล่าเรียนหนึ่งปี เสวี่ยฮุ่ยรู้สึกว่าพี่ใหญ่มีพร์ในการเรียน แม้ในอนาคตจะไม่สามารถสอบเป็ซิ่วไฉได้ แต่หากนางเปิดโรงเตี๊ยมหรือร้านอาหารส่วนตัว ให้เขาเป็เสมียนก็ยังได้!
ส่วนพี่รองนั้นพึ่งพาไม่ได้ เห็นแม่น้ำมีปลาจะกระตือรือร้นขึ้นมา แต่พอเห็นหนังสือเหลือเพียงการเกาหัว
"ฮุ่ยฮุ่ย เ้าก็อยากเรียนหนังสือด้วยหรือ?"
น่าเสียดายที่อำเภอเฟิงซันไม่มีสำนักศึกษาสำหรับสตรี หากมีเติ้งอาเหลียนคงอยากส่งหลานสาวไปเรียนจริง ๆ
เด็กอย่างหลานสาวควรจะได้สวมผ้าไหมชั้นดี ออกจากบ้านด้วยเกี้ยวเล็ก ๆ และมีสาวใช้ติดตามข้างกายสองคน การเกิดในตระกูลเสวี่ยช่างน่าสงสารนางยิ่งนัก
"รอให้พี่ใหญ่ปิดเทอมค่อยมาสอนข้ากับพี่รองก็ได้เ้าค่ะ!"
เสวี่ยฮุ่ย้าเพียงโอกาสในการเริ่มหัดอ่านเขียน จากนั้นค่อย ๆ ให้ทุกคนรู้ว่านางอ่านออกเขียนได้ก็เพียงพอแล้ว นางไม่ได้คิดจะเข้าสำนักศึกษา
สำนักศึกษาหญิงในยุคโบราณจะสอนอะไรได้ นอกจากเื่สามเชื่อฟัง สี่คุณธรรม และข้อห้ามสตรี เสวี่ยฮุ่ยไม่อยากเรียนสิ่งเ่าั้หรอก หากสามารถเรียนร่วมกับเด็กผู้ชายได้นางอาจจะพิจารณาดูอีกที