เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 59 แสดงอำนาจ

            “เยี่ยนฟางอู๋เจ้าทำร้ายข้าคนเดียวก็ช่างเถอะ แต่ยังเอาคนบริสุทธิ์มาเป็นเครื่องมือด้วย…หากข้ารู้ว่าตอนนั้นเสี่ยวชุ่ยตายไปแล้ว นางคิดว่าจะได้ตายด้วยสภาพศพที่สมบูรณ์หรือ?”

            เยี่ยนเจาเจากำมือแน่นจนทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดไว้บนฝ่ามือของตนแต่กลับยังไม่เท่าเสี้ยวหนึ่งของความปวดใจ

            นางเกลียดเยี่ยนฟางอู๋ที่ตายไปแล้วทว่านางเกลียดตัวเองเสียยิ่งกว่า

            หนานหมิงเหอยื่นมือออกไปแผ่วเบาแล้วค่อยๆ คลายมือที่กำแน่นของเยี่ยนเจาเจาออกอย่างอ่อนโยนจนนางไม่อาจขัดขืน ก่อนจะกุมมือนางไว้ในฝ่ามือของตน

            “เจาเจา คนตายมิฟื้นคืน”

            เยี่ยนเจาเจาไม่มีกะใจจะคิดถึงเรื่องเหล่านี้นางรู้เพียงว่าเสี่ยวชุ่ยคือคนแรกที่นางมองเห็นยามเกิดใหม่ ในตอนนั้นนางเพ้อพกกับตนเองว่าจะปกป้องเสี่ยวชุ่ยไว้ให้ได้แต่แล้วกลับเป็นตัวนางเองที่ทำผิดสัญญา

            หนานหมิงเหอไม่รู้ว่าจะปลอบโยนนางอย่างไรจึงกอดนางไว้ในอ้อมแขน พยายามให้นางดีขึ้นด้วยวิธีนี้แทน

            เยี่ยนเจาเจาเดิมมีนิสัยแข็งกร้าวและขี้ระแวงแต่ยามนี้นางกลับมาเกิดใหม่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการตายของคนใกล้ชิดอีกครั้ง มันจึงส่งผลกระทบกับนางมากกว่าในชีวิตก่อนมาก

            นางคิดว่าหลังจากที่นางเกิดใหม่อีกครั้งนางได้เรียนรู้ทุกอย่างมาแล้วจึงสามารถปกป้องทุกคนที่นางห่วงใยได้ครอบคลุมเสียอีก

            แต่ความจริงยังคงตีแสกหน้าทำให้นางตระหนักได้ว่าความสามารถของนางยังคงไม่เพียงพอแม้นางจะครอบครองโอกาสได้รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า แต่ศัตรูของนางไม่เคยโง่อีกทั้งยังรอบคอบและโอหังมากขึ้นเพราะความระแวดระวังของนางด้วย

            การตายของเสี่ยวชุ่ยมีต้นเหตุมาจากนางมันปลุกนางจากความรู้สึกชนะที่ได้รับในก่อนหน้านี้ของตนเองทันที แล้วนางก็รู้สึกเสียใจที่กล้าคิดอย่างนั้น

            และไม่เพียงแค่เสี่ยวชุ่ยก่อนหน้านี้เยี่ยนเจาเจาเคยรู้สึกมาตลอดว่าตนเองสามารถพึ่งพาความโปรดปรานจากโชคชะตาที่ให้นางเริ่มใหม่อีกครั้งเพื่อช่วยทุกคนกลับมาได้รวมถึงท่านแม่และพี่ชายรองที่กำลังกอดนางแน่นในตอนนี้

            แต่การตายของเสี่ยวชุ่ยก็ฉีกกระชากทุกอย่างออกมาวางจมกองเลือดอยู่ตรงหน้านางราวกับกำลังเตือนสตินางว่าอย่าโอหังอวดดีเกินไป

            เยี่ยนเจาเจาเริ่มกลัวขึ้นมาอีกครั้งท่านแม่ ท่านพ่อ ท่านป้าและพี่ชายรองจะผิดพลาดซ้ำรอยเดิมเหมือนชีวิตที่แล้วอีกหรือไม่?

            ความเศร้าโศก ความเสียใจและความกลัวของนางแทรกซึมผ่านสองมือที่กำลังกุมประสานกันแน่นไปยังมือของหนานหมิงเหอหนานหมิงเหอเองก็พอจะเข้าใจหัวอกของเยี่ยนเจาเจาอยู่บ้างผู้เป็นเจ้านายก็มักมีความเจ็บปวดเช่นนี้

            “เจาเจา เจ้าฟังข้า”

            หนานหมิงเหอค่อยๆ ดึงเยี่ยนเจาเจาออกจากอ้อมแขนเขากุมใบหน้านางอย่างระมัดระวัง ก่อนจะค่อยๆเช็ดน้ำตาที่เปรอะบนใบหน้านางออกทีละนิดๆ แล้วกล่าวเสียงต่ำ “เจาเจาคนตายมิฟื้นคืน แต่การตายของนางอย่างน้อยก็ได้เตือนเจ้ากับข้า

            เสี่ยวชุ่ยมีเพียงคนเดียวแต่วันหน้าเจ้ายังมีคนที่ต้องการเกราะกำบังอีกมาก

            บางทีโลกใบนี้อาจไม่ใช่บ้านของนางนางเดินทางไปมีความสุขที่อื่นแล้ว แต่ก่อนจากไปนางต้องการให้เจ้าเข้าใจเรื่องราวบนโลกนี้เจ้าห้ามนอนใจเด็ดขาด ควรเฝ้าระวังไว้ทุกขณะจิต

            แม้มิอาจดูแลครอบคลุมทุกด้านแต่อย่างน้อยเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่คล้ายกันคราวหน้า เจ้าจะไม่เศร้าโศกเสียใจเพราะทำได้ไม่ดี”

            เขาแทบไม่เคยพูดมากขนาดนี้ในรวดเดียวต่อหน้าเยี่ยนเจาเจามาก่อนอีกทั้งชาติก่อนยังไม่เคยสอนหลักเหตุผลใดให้แก่เยี่ยนเจาเจาด้วย

            ทว่าหลังจากหนานหมิงเหอพูดคุยกับองค์หญิงคราวนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าแม่นางน้อยของเขายังต้องการคำชี้แนะเส้นทางชีวิตไม่มีใครคอยปกป้องใครได้ตลอดไป หากจับมือกันเดินย่อมแข็งแกร่งกว่าแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว

            แน่นอนว่าต่อให้เป็นความคิดของเขาเองฝ่ายเดียวเยี่ยนเจาเจาก็สมควรที่จะเรียนรู้เพิ่มเติม

            เขาไม่รู้ว่าแผนการขององค์หญิงและฝ่าบาทจะสำเร็จเมื่อใดแต่ก่อนจากมา องค์หญิงได้ฝากฝังเยี่ยนเจาเจาไว้กับเขา และขอให้เขาดูแลสั่งสอนเยี่ยนเจาเจาให้ดี

            สิ่งเหล่านี้คือหลักความจริงที่ตัวเขาตระหนักได้เองจากโลหิตและน้ำตาในอดีตตอนนี้เขายกมันออกมาเพียงหวังว่าเยี่ยนเจาเจาจะเดินถูกทางเท่านั้น

            เสียงของหนานหมิงเหออ่อนโยนและแผ่วเบาคำพูดของเขาค่อยๆ ไหลผ่านหัวใจเยี่ยนเจาเจาอย่างช้าๆ ราวกับสายน้ำเอื่อย…นางรู้ว่าคนตายมิอาจฟื้นคืนคนเป็นกลับยังคงอยู่ ดังนั้นนางควรจะอยู่กับปัจจุบัน

            เยี่ยนเจาเจาจึงพยักหน้าอย่างแรงแม้เสียงยังเจือแววสะอึกสะอื้นแต่กลับแน่วแน่มั่นคง “ข้ารู้แล้วจากนี้ข้าจะไม่ให้ท่านแม่กับพี่ชายผิดหวังเจ้าค่ะ”

            “ไม่ใช่เพื่อพวกเราไม่ผิดหวังแต่ต้องไม่ให้ตัวเจ้าเองผิดหวัง”

            หนานหมิงเหอควานหาช่องลับตรงมุมไม่สะดุดตาในรถม้าแล้วหยิบน้ำแข็งสองก้อนออกมาประคบที่ดวงตาของเยี่ยนเจาเจาอย่างแผ่วเบาขณะเดียวกันก็ผ่อนน้ำเสียงลงเอ่ยว่า “เจาเจายังมีข้าและองค์หญิงเคียงข้างเสมอดังนั้นอย่ากดดันตัวเองจนเกินไป ไม่อย่างนั้นผลจะกลับกันแทน”

            องค์หญิงน้อยของเขาเดิมทีก็ควรถูกประคับประคองไว้กลางฝ่ามือ

            เยี่ยนเจาเจาพยักหน้าติดๆกัน จิตใจเริ่มเป็นปกติ “แล้วครั้งนี้ท่านพาใครมาหรือ?”

            “พวกเรากำลังเปลี่ยนตัวตนกันเลยเดินทางเงียบๆ ไม่ได้พาบ่าวไพร่มาเยอะ ข้าพามาแค่หลานเล่อ ส่วนเจ้าพามาแค่หงซิ่ว

            องครักษ์ที่เหลือจะปกป้องเราอย่างลับๆและจากไปเมื่อส่งพวกเราถึงเมืองซูโจว เพื่อลดการโดนคนอื่นตรวจสอบที่อยู่ของพวกเรา

            บุตรสองคนจากบ้านใหญ่สกุลหยวนอยู่ข้างนอกชีวิตไม่ดีนัก ดังนั้นมีบ่าวปรนนิบัติอย่างละคนก็เพียงพอแล้ว

            ต่อไปคนอื่นๆ ที่องค์หญิงจัดหาให้เจ้ากับข้าจะค่อยๆถูกถ่ายโอนมาที่พวกเรา ไม่ต้องกังวล

            ส่วนองครักษ์ลับของเจ้ามีมากเกินไปไม่สะดวกพามาด้วยตอนนี้จึงอยู่ที่ลับหูลับตา และฮองเฮาจะดูแลพวกเขาแทนเจ้าชั่วคราว”

            หนานหมิงเหออธิบายเรื่องเหล่านี้ให้เยี่ยนเจาเจาฟังอย่างละเอียด

            แม้เยี่ยนเจาเจาจะพอเข้าใจเรื่องพวกนี้อยู่บ้างแต่ก็ซาบซึ้งกับความพยายามของหนานหมิงเหอที่ต้องการสอนหลักการวางกลยุทธ์เผด็จศึกในแนวหลังจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ ให้กับนางทีละน้อย

            “แล้วเหรินเหยาเล่าเจ้าคะ?”

            เยี่ยนเจาเจายังกังวลเรื่องผู้หญิงแปลกประหลาดมากความสามารถที่ต้องแบกรับหนี้แค้นบัญชีเลือดคนนี้

            “องค์หญิงทรงทราบแล้วว่าเจ้าช่วยใครคนหนึ่งไว้จึงพานางไปดูแลอย่างดี หากไม่ใช่เพราะบาดแผลของนางยังไม่หายนางคงตามเจ้ามาซูโจวคราวนี้ด้วย”

            พวกเขาสองคนคนหนึ่งอยากสอน ส่วนอีกคนอยากเรียน บรรยากาศเลยจริงจังเคร่งขรึมขึ้นมาฉับพลันไม่คุยเล่นหยอกล้อกันอีก

            รถม้าสองคันมุ่งหน้าจากถนนหลวงไปทางใต้อย่างขลุกขลักดูธรรมดากลมกลืนไปกับรถม้าคันอื่นๆ ยากนักที่จะแยกออกว่าใครเป็นใคร

            สามเดือนให้หลังช่วงคิมหันตฤดูร้อนผะผ่าวมาเยือนซูโจว เยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอก็มาถึงคฤหาสน์สกุลหยวนในที่สุด

            สกุลหยวนแห่งกูซู[1]เป็นปัญญาชนเปี่ยมคุณธรรมอันดับหนึ่งของต้าซี ตระกูลสูงส่งใสสะอาดอายุนับร้อยปี ยิ่งเรื่องกฎระเบียบย่อมไม่มีใครเทียบติด

            ความจริงบ้านใหญ่ที่โดนเยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอยึดตัวตนนั้นมีฐานะสูงศักดิ์ที่สุดเนื่องด้วยครอบครองสายเลือดบุตรคนโตตามกฎหมาย

            แต่นายท่านใหญ่สกุลหยวนผู้นี้ไม่ชอบบรรยากาศของตระกูลมากนักก่อนหน้านี้ในตระกูลเกิดความขัดแย้งภายในภรรยาเดิมของนายท่านใหญ่เหมือนจะมีบุตรไม่ได้สกุลหยวนเลยบังคับให้นายท่านใหญ่หย่าร้างกับภรรยาเดิม

            นายท่านใหญ่ไม่ยอมจึงออกจากภูมิลำเนาเดิม จากซูโจวไปพร้อมภรรยาคนแรกและแยกทางกับสกุลหยวนนับตั้งแต่นั้นมา

            นายท่านใหญ่ที่ฉากหน้าเหมือนตายไปแล้วผู้นี้ได้เปลี่ยนชื่อแซ่มาขอพึ่งใบบุญองค์หญิง และตอนนี้ก็กลายเป็นคนสนิทขององค์หญิงด้วย

            นาม “หยวนชิงชิว” และ“หยวนชิงจ้าว” ของพวกเยี่ยนเจาเจา เป็นนามของบุตรที่เกิดแก่นายท่านสกุลหยวนกับภรรยาเดิมของเขาในภายหลังยามนี้บิดามารดาตายทั้งคู่ เด็กน้อยทั้งสองยังเล็กจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหันไปขอความช่วยเหลือจากสกุลหยวน

            ท่านผู้อาวุโสหยวนมู่ผู้มีลูกศิษย์เต็มบ้านเต็มเมืองคือคนสนิทของฮองเฮาเขาเป็นเพียงคนเดียวในสกุลหยวนที่รู้ว่าแก้วตาดวงใจขององค์หญิงได้มายึดตัวตนหลานสาวและหลานชายของเขา

            แต่ผู้อาวุโสหยวนมู่ก็ไม่ทราบว่าบุตรชายคนโตของเขายังมีชีวิตอยู่และนี่คือเรื่องที่เยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหอต้องจดจำไว้ตลอดเวลา

            สองจุดที่ลำบากที่สุดอย่างบ้านเดิมกับผู้อาวุโสหยวนมู่ก็ได้จัดการเรียบร้อยหมดแล้วดังนั้นจึงแทบไม่มีใครสงสัยในฐานะของพวกเขาส่วนที่เหลือก็ขึ้นกับความสามารถของเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอแล้ว

            ระหว่างทางลงใต้มาที่ซูโจวขณะที่เยี่ยนเจาเจากับหนานหมิงเหออ่านข้อมูลของสกุลหยวนที่เก็บรวบรวมไว้มากมาย ก็คิดเพียงว่าเมื่อพวกตนมาอยู่ที่นี่ความปลอดภัยของสกุลนี้มีสูงมาก แต่ด้านความสัมพันธ์น่าจะเข้ากันได้ยาก

            เนื่องจากการทะเลาะกันของบ้านใหญ่กับสกุลหยวนในปีนั้น สกุลหยวนได้เปิดศาลบรรพชนและลบเชื้อสายของนายท่านบ้านใหญ่ออกไปแล้วจึงเกรงว่าทั้งสกุลหยวนคงไม่ค่อยเป็นมิตรกับเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอนัก

            ต่อให้ทุกคนจะรู้อยู่แก่ใจว่าทั้งสองคือทายาทบ้านใหญ่ที่เปิดเผยชัดเจนแล้วทว่าตอนนี้แผนผังตระกูลไม่มีกระทั่งบ้านใหญ่ด้วยซ้ำ และผู้ที่ครอบครองตำแหน่งบ้านใหญ่อยู่ก็คือบ้านรองต่างหากตัวตนของหยวนชิงชิวและหยวนชิงจ้าวจึงกระอักกระอ่วนเป็นอย่างยิ่ง

            นอกจากนี้ มารดาผู้ให้กำเนิดนายท่านใหญ่สกุลหยวนจากไปนานแล้วส่วนนายหญิงในจวนหยวนยามนี้ก็คือภรรยาใหม่ของหยวนมู่

            เยี่ยนเจาเจาเคยคิดว่าความสัมพันธ์ในจวนเยี่ยนเองก็เลวร้ายมากทว่าพอได้มารู้ข้อมูลของสกุลหยวนจึงทราบว่าตนเองช่างไม่เห็นค่าความสุขรอบกายเอาเสียเลย

            และเมื่อนางกับหนานหมิงเหอมาถึงคฤหาสน์สกุลหยวนก็โดนรับน้องเข้าจนได้

            เนื่องจากหลายวันนี้มีฝนเทลงมาติดต่อกันไม่หยุดถนนหลวงเลยเต็มไปด้วยโคลนเลนทำให้รถม้าผ่านยากพรรคพวกของเยี่ยนเจาเจาจึงต้องเปลี่ยนไปเดินทางทางน้ำแทน

            สุขภาพร่างกายของเยี่ยนเจาเจาเดิมไม่ค่อยดีอยู่แล้วพอต้องมาลงเรือเลยเกิดอาการเมาเรืออย่างหนัก กอปรกับอากาศที่ค่อยๆ ร้อนอบอ้าวทำให้ความอยากอาหารยิ่งลดลงเรื่อยๆจนแม้แต่ยาวิเศษที่หนานหมิงเหอหยิบออกมายังบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะของนางไม่ได้ เมื่อมาถึงซูโจวร่างกายนางจึงซูบผอมตัวเล็กลงไปมาก ดูไม่มีชีวิตชีวาเลยสักนิด

            หนานหมิงเหอทั้งห่วงและสงสารนางจนแทบจะอุ้มนางทั้งตัวตอนลงจากเรือประดับเยี่ยนเจาเจาเอนซบบ่าของเขาอย่างอ่อนล้าด้วยสีหน้าซีดเหลือง บนร่างพาดด้วยผ้าคลุมใหญ่ของหนานหมิงเหออีกชั้น

            หลานเล่อกับหงซิ่วเองก็ยังเด็กทั้งสองถือถุงย่ามบางๆ เดิมตามอยู่ข้างหลังพวกเขา ดูน่ารันทดอย่างยิ่ง

            ทิวทัศน์ของกูซูย่อมไม่เหมือนเมืองเซียงเฉิงรอบข้างแว่วสำเนียงนุ่มนวลงดงามชวนคล้อยตามไปทุกที่ สภาพอากาศก็ชุ่มชื้นน่าอยู่ทีเดียว

            ยามนี้มีคนจากสกุลหยวนมารอรับหนานหมิงเหอกับเยี่ยนเจาเจาเป็นจำนวนมากทั้งหญิงรับใช้และบ่าวชราต่างก็ยืนแน่นขนัดกันอยู่บนท่าเรือ มีกระทั่งโหม่วโหมวอบรมที่รัดเท้าจนลีบเล็กอีกสองคนราวกับสกุลหยวนให้ความสำคัญกับพวกเขามาก

            นับตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์ต้าซีมาก็ได้ยกเลิกประเพณีรัดข้อเท้าผิดๆไปแล้ว ทั้งยังเน้นย้ำเรื่องความเท่าเทียมทางเพศด้วยแต่ไม่รู้เหตุใดทางใต้ถึงได้ปรากฏลักษณะการรัดเท้าแบบนี้มาอีก

            หนานหมิงเหอเพิ่งอุ้มเยี่ยนเจาเจาลงจากเรือประดับหญิงชราที่เหมือนจะเป็นโหม่วโหมวอบรมก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยปากตำหนิตรงๆ “คุณหนูท่านโตเป็นสาวขนาดนี้แล้ว ยังให้พี่ชายตนเองอุ้มได้อย่างไรเจ้าคะ! ชายหญิงเมื่ออายุพ้นเจ็ดขวบก็ห้ามใกล้ชิดกันมาตั้งแต่โบราณมันเหมาะสมหรือเจ้าคะ?”

            นี่ช่างแปลกใหม่นัก

            ตอนเยี่ยนเจาเจาอยู่เมืองเซียงเฉิงคนในจวนชอบเรียกสตรีบอบบางของเรือนว่าแม่นาง แต่พอมากูซูกลับเรียกว่าคุณหนูแทน

            แต่ที่นางรู้สึกแปลกใหม่ยิ่งกว่าคือบ่าวไพร่ในสวนมวลบุปผาหอมไม่มีใครกล้าแตะต้องนางสักคนทว่าเมื่อมาถึงกูซูวันแรกก็โดนคนที่นี่ยกตนข่มเลยหรือ?

            เยี่ยนเจาเจากำลังจะพูดบางอย่างแต่หงซิ่วที่ถือของอยู่ไม่ห่างก็เอ่ยปากก่อน “คำพูดของโหม่วโหมวกล่าวไม่ถูกต้องนักคุณหนูกับคุณชายเป็นพี่น้องร่วมอุทร และกฎอายุเจ็ดขวบชายหญิงห้ามใกล้ชิดกันก็ยกเลิกไปตั้งแต่รัชศกเซี่ยงจงยามนี้รัชศกซุ่นเต๋อแล้ว ที่ท่านพูดถึงคือจารีตยุคไหนหรือเจ้าคะ?”

     

            เชิงอรรถ

            [1] กูซู หมายถึง ชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการของเขตเมืองเก่าซูโจวถือเป็นเขตศูนย์กลางของเมืองซูโจว

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808