ในที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเต็มไปด้วยเศษซากศพโครงกระดูกมากมาย บริเวณโดยรอบมีเมือกและน้ำค่อนข้างเป็กรดส่งกลิ่นรุนแรงตลบอบอวล หลิวซิงได้เข้ามาในปากของเทพัและเดินไปจนถึงกระเพาะอาหาร
ชายหนุ่มมองเศษซากกระดูกมากมายในท้องของเทพั เขานั้นกำลังหาแหวนตามที่เทพับอกแต่ทำไมต้องเป็แหวนเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันก็ทำๆไปตามที่เทพับอกดีกว่า
ในนี้มีซากกระดูกมากมายส่วนใหญ่นั้นกำลังถูกย่อยอยู่ เนื้อหนัง เศษเสื้อผ้า เศษอาวุธชุดเกราะหลงเหลืออยู่ให้เห็นล้วนไม่ครบถวนสมบูรณ์ เหมือนว่ากำลังถูกย่อยแต่เมื่อเทพัย้ายจิตมาสิงอยู่ในสมาร์ทโฟนแล้วร่างเดิมของเทพัก็หยุดกระบวนการย่อยในกระเพาะอาหารเหมือนตายไปแล้วนั่นเอง
“นั่้นไงแหวน เจอแหวนแล้วอาจารย์” หลิวซิงพบแหวนถูกสวมไว้บนนิ้วของโครงกระดูกรูปร่างเหมือนมนุษย์แต่โครงกระดูกนี้ไร้หัว “ไปรีบไปเอามา จากนั้นรีบออกไป แล้วก็ใช้จิตเพ่งไปในแหวนก็จะเป็การเปิดใช้งานมิติภายในแหวนได้” เทพัเร่งให้หลิวซิงเอาแหวนมา
หลิวซิง รีบเดินไปปลดแหวนออกจากนั้นนำมาสวมและรีบออกไปข้างนอกโดยทันที
เมื่อออกมาจากตัวเทพัเขาก็สูดอากาศเข้าปอดให้ลึก “ซู๊ด...อ่าาาา ค่อยโล่งหน่อย ข้างในท้องอาจารย์นี่เหม็นมากเลยสงสัยไกล้จะอืดแล้วแน่ฮ่ะๆ” เขารู้สึกดีขึ้นมากเมื่อได้สูดอากาศบริสุทธิ์
“เ้าเด็กบ้าก็นั่นมันในท้อง ในท้องของเ้าก็ไม่ต่างกันหรอก” น้ำเสียงเทพัหงุดหงิดเล็กน้อยจากนั้นพูดต่ออีกว่า “ รีบเปิดใช้งานแหวนแล้วเอาร่างข้าเข้าไปในแหวนได้แล้ว”
หลิวซิงส่งจิตไปสำรวจในแหวนพบว่ามีตำราเก่าๆอยู่ไม่กี่เล่มแต่พื้นที่ภายในกว้างใหญ่มหาศาล หลังจากนั้นก็ได้เอาร่างกายมหึมาของเทพัเมฆาอัสนีย์เก็บเข้าไปในแหวนทันทีเมื่อใช้งานแหวนได้แบบนี้ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยินดีในใจ “มันง่ายมากเพียงแค่ใช้จิตเพ่งมองไปยังวัตถุก็จะเป็การเชื่อมต่อแล้วก็เพียงแค่คิดให้มันเข้ามาในแหวนเท่านั้นเอง”
จู่ๆหลิวซิงก็พูดขึ้นมา “อาจารย์ ข้าไม่ได้เป็คนของโลกนี้”
เขาไม่อยากปิดบังหนึ่งเพราะเทพันั่นเป็อาจารย์และดูท่าจะเก่งกาจมากและกว่าจะเป็ัตัวโตขนาดนี้เขาคงมีชีวิตมาหลายปีมากประสบการณ์หลิวซิงหวังไว้เล็กๆว่าอาจารย์เขาอาจจะมีหนทางหรือวิธีให้เขากลับไปยังโลกเดิม
“ห๊ะ” เทพัอุทานด้วยความใ
หลิวซิง เริ่มเล่าเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้เทพัฟัง
เทพัพูดขึ้นว่า “ข้าก็ว่าเครื่องสวมใส่ของเ้าและของที่ข้าสิงสถิตอยู่ช่างแปลกตายิ่งนัก ตอนนี้อยู่ในโลกใบนี้และไม่มีวิธีกลับโลกเดิม เ้าไม่มีทางอื่นนอกจากแข็งแกร่งขึ้นเพราะโลกใบนี้ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้”
“เมื่อคืนตอนข้าบินอยู่ข้าเห็นกำแพงเมืองอยู่ทางด้านโน้น เ้าลองเดินทางไปดูถ้าไม่จำเป็อย่าเปิดเผยพลังของเ้าให้ผู้อื่นรับรู้โดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจมีปัญหาตามมาได้ ตอนนี้ข้าไม่สามารถพูดคุยอยู่กับเ้าหรือแนะนำเ้าได้ตลอด เพราะข้าต้องบ่มเพาะฟื้นฟูพลังิญญาของข้าอยู่ข้างในนี้ อาจจะสักหนึ่งหรือสองปี หากเ้ามีปัญหาก็จงเอาตัวรอดด้วยตัวเองศิษย์ของข้าขอให้เ้าโชคดี”
โทรศัพท์มือถือดับลง ....กำลังชาร์จ 1 % หลิวซิงไม่ได้สังเกตดูเเบตสมาร์ทโฟนเลยว่ามันเหลือหนึ่งเปอร์เซ็นและยังเหมือนว่ากำลังชาร์จด้วยตัวมันเองอยู่อย่างน่าประหลาด
“ ท่าน โปรดวางใจ ศิษย์จะจำคำพูดท่านไว้ให้ขึ้นใจ หลับให้สบายเสียเถิดท่านอาจารย์” หลิวซิงพูดด้วยความน้อบน้อม หลังจากนั้นก็เอาโทรศัพท์มือถือเก็บเข้าไว้ในแหวนมิติทันที เขามองไปรอบๆสักพักก็เจอเวสป้าสุดรักและก็เก็บมันเข้าไปในแหวนเช่นกัน ต่อมาก็ออกเดินทางไปยังทิศทางที่เทพับอกว่าเห็นเมือง
ระหว่างทาง หลิวซิงถอนหายใจเบาๆ “เฮ้อ..... ข้าก็คิดว่าข้าเเข็งแกร่งขึ้นอยู่นะ แต่ว่าความแข็งแกร่งระดับนี้มันมากน้อยแค่ไหนถ้าเทียบกับผู้คนในโลกนี้” ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองพิเศษขึ้นมามีกำลังวังชามากกว่าคนทั่วไปก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้ว่าคนอื่นๆในโลกนี้เป็อย่างไรบ้างจะเหมือนกับเขาหรือไม่
ไม่ไกลจากจุดที่หลิวซิงอยู่ มีกลุ่มคนสิบคนยืนล้อมรอบบางอย่าง
สองคน กำลังคุ้มกันรถม้าอยู่ ภายนอกรถม้าดูดีสวยงามบ่งบอกถึงความมั่งคั่ง ภายในรถม้ามีคนอยู่อีกสองคน เป็ชายวัยกลางคนผิวคล้ำมีหนวดเครารูปร่างกำยำ สวมชุดดำลวดลายดอกไม้สีทองมีผ้าคลุมหลัง อีกหนึ่งเป็หญิงสาวผอมบาง ผมยาวนุ่มพาดอยู่บนไหล่ยาวถึงเอว ดวงตาใสบ่งบอกความดื้อรั้นในตัวคิ้วเรียว ขนตายาว ผิวขาว ริมฝีปากดูนุ่มนวลน่าัั
“ส่งของมีค่ามาให้หมด ไม่งั้นอย่าหาว่าพวกข้าโหดร้ายกับพวกเ้า” หนึ่งในสิบคนพูดขึ้นมา ในกลุ่มนี้ล้วนชายวัยกลางคน สวมเครื่องแต่งกายปกปิดตัวตน อ่าดูก็รู้แล้วว่าเป็กลุ่มโจรที่คอยดักปล้นชาวบ้าน เส้นทางนี้อยู่นอกเมืองที่เชื่อมต่อกับท่าเรือนอกเมืองนั่นเองไม่แปลกที่จะมีโจรคอยดักซุ่มอยู่ข้างทาง
หนึ่งในสองคนคุ้มกันรถม้าเป็แค่ทหารยามธรรมดาเท่านั้นหนึ่งในนั้นพูดขึ้น “พวกเ้าหาที่ตายรู้หรือไม่ว่าพวกเ้ากำลังหาเื่ผู้ใด”
ฝีมือเขาก็ไม่ได้เก่งพอที่จะสู้กับพวกโจรจำนวนมากได้แต่ก็ยังกล้าพูดแบบนี้เพราะสองคนในรถม้านั้นแข็งแกร่งและเป็ตัวตนที่ยิ่งใหญ่พอที่ยากจะล่วงเกิน สองคนคุ้มกันรถม้าต่างมองพวกโจรอย่างดูถูก หากพวกมันเห็นคนในรถม้าล่ะก็คงจะเผ่นป่าราบกันอย่างแน่นอน
ในขณะนั้นเอง
เงาร่าหนึ่งพุ่งมาด้วยความเร็ว ปั้งงงง หนึ่งในสิบคนที่ล้อมรถม้าอยู่โดนเงาร่างหนึ่งที่พุ่งมาด้วยความเร็วใช้ศอกอักกระแทกเข้าไปที่หน้าอกอย่างกระทันหันส่งผลให้ปลิวไปไกลเกือบสิบเมตร
ทุกคนต่างงุนงงในทันที “แกเป็ใคร!?” คนในกลุ่มชายสิบคนพูดขึ้นมาและมองไปยังร่างชายหนุ่มในชุดแปลกๆที่จู่ๆก็เข้ามาโจมตีพวกเขา
“จิ๊ จิ๊ ข้าผ่านทางมาห็นพวกโจรเลวทรามอย่างพวกท่าน ข้าก็ไม่อาจเมินเฉยได้เลยต้องจัดการกับพวกท่าน” หลิวซิงยืนท้าวเอวกล่าวอย่างทรนงองอาจ
“ยังเด็กอยู่แต่ดันมาหาเื่กับพวกข้า ตายยยย พวกเราลุย” ถึงจะไม่ได้เห็นอย่างชัดเจนว่าชายหนุ่มคนนั้นอัดพวกของมันไปนอนกองได้ยังไงแต่ด้วยจำนวนคนที่เหลือและความมั่นใจในฝีมือของพวกโจรก็ไม่ลังเลที่จะหันคมดาบเข้าหาชายหนุ่ม
“พวกเ้าไปช่วยเด็กคนนั้น” เสียงหญิงสาวในรถม้าเอ่ยขึ้นมา เมื่อเห็นว่าพวกโจรกำลังเข้าโจมตีชายหนุ่มคนนี้นางรีบสั่งคนคุ้มกันรถม้าสองคนทันที
ชายวัยกลางคนในรถม้าส่งสัญญาณมือห้ามปรามไม่ให้เข้าช่วย “ฮืม.. ยังก่อน ดูไป” เสียงชายวัยกลางคนพูดด้วยน้่ำเสียงทุ้มต่ำ และแอบดูสิ่งที่จะเกิดขึ้นทางหน้าต่างในรถม้า
“โฮ่ โจรพวกนี้อยู่ระดับ กำเนิดลมปราณ ขั้นสามถึงสองคนนอกนั้นอยู่ระดับสอง แต่เ้าเด็กนั่นล้มพวกมันด้วยพลังกายเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ปล่อยลมปราณออกมาเลย น่าสนใจๆ” ชายวัยกลางคนกล่าวและมองดูผ่านหน้าต่างอยู่ข้างในรถม้าอย่างสนใจ
“ท่านพ่อ จะเป็ไปได้อย่างไร ?” หญิงสาวไม่อยากจะเชื่อคำกล่าวของชายวัยกลางคนนางมองดูอย่างงุนงง ชายสองคนที่คุ้มกันรถม้าได้ยินที่พูด ต่างมองหน้ากันและหันไปมองดู หลิวซิง ที่กำลังต่อสู้อยู่ด้วยแววตาลึกล้ำ
เหล่าโจรทั้งหลายต่างนอนกองอยู่กับพื้นคนละทิศคนละทางบนพื้นและเสื้อผ้าพวกโจรต่างชุ่มไปด้วยเืที่กระอักออกมา หลิวซิงเพียงใช้พลังกายสู้กับพวกโจร พลังกายภาพและความรวดเร็วของเขาพวกโจรก็ไม่อาจตามความเร็วได้ทันจึงไม่ทันได้ป้องกันหรืออกกระบวนท่าได้ เพียงหมัดมือหน้าแข้งและเท้าเปล่าโดยกระบวนท่าธรรมดาและดาษๆก็เอาชนะพวกโจรไปได้ไม่ยากเย็น และพวกมันก็ประมาทหลิวซิงเพราะเห็นเป็เพียงแค่เด็กคนนึงเท่านั้นจึงได้พ่ายแพ้ไปอย่างง่ายดายและรวดเร็วโดยที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจเท่านั้นเอง
ชายวัยกลางคนเดินลงมาจากรถม้า เข้ามาหาหลิวซิงพร้อมกับชายอีกสองคนทางด้านหลัง
“หนุ่มน้อยเ้ามีนามว่าอันใดหรือ” ชายวัยกลางคนถาม
หลิวซิง เหลือบไปมองคนคุ้มกันอีกสองคนและมองมาทางชายวัยกลางคน
หลิวซิงรู้สึกว่าชายคนนี้ท่าทางน่าเกรงขามเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูไม่ธรรมดา ออร่าพลังและรัสมีที่ยิ่งใหญ่ที่ปล่อยออกมาจากชายคนนี้และไม่อาจประเมิณพลังฝีมือของคนๆนี้ได้เลย จึงคิดว่าต้องเป็บุคคลที่มีอำนาจอย่างแน่นอน
หลิวซิงผสานมือและโค้งหัวเล็กน้อย “ข้าน้อย หลิวซิง”
หลังจากที่ได้เห็นคนในรถม้าแล้วหลิวซิงคิดในใจว่าถึงจะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย โจรพวกนั้นก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี “เ้าสกุลหลิว เ้ามาจากตระกูลหลิว? ข้าชื่อ ยู่ฉาง ขอบใจเ้ามากที่มาช่วยพวกข้าไว้ และทำไมเ้าถึงออกมานอกเมืองมาทำอะไรที่นี่” ยู่ฉางพูดด้วยรอยยิ้ม ชายวัยกลางคนในรถม้านั้นชื่อยู่ฉางเขากล่าวแนะนำตัวเองหลังจากเห็นการต่อสู้และใช้ร่างกายเพียวๆเข้าสู้กับคนในขั้นกำเนิดลมปราณระดับสองและสามแล้วทำให้เขาสนใจ
“พอดีข้า ข้า ออกมาฝึกฝนอยู่คนเดียวมาหลายวันแล้วกำลังจะกลับเข้าเมือง แต่ดันมาเจอกับพวกท่านซะก่อน” หลิวซิงตอบอย่างสุภาพ
“ข้าออกไปรับลูกสาวกลับบ้านตอนนี้ข้ากำลังกลับเข้าไปในเมือง ให้ข้านั้นไปส่งเ้าที่ตระกูลหลิวเป็การตอบแทนเล็กๆน้อยๆ หวังว่าเ้าคงไม่ปฏิเสธ” ยู่ฉางพูดด้วยรอยยิ้ม
หลิวซิง หน้ามุ่ย คิ้วขมวดสักพักเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ และได้พยักหน้าเล็กน้อยเป็การตอบรับคำชวน “ขอบคุณ ท่านผู้าุโ”
ยู่ฉาง ได้กลับเข้าไปในรถม้า คนติดตามทั้งสอง คนหนึ่งขึ้นไปนั่งด้านหลังรถม้า กับ หลิวซิง นั่งห้อยขาอยู่ด้านหลังกันสองคน ส่วนอีกคนหนึ่งก็ได้ไปนั่งข้างหน้าควบม้าเดินหน้ากลับเข้าเมือง
“ท่านพ่อ เขาช่างแต่ตัวประหลาดนักข้าไม่เคยเห็นชุดแบบนั้นมาก่อน” หญิงสาวพูดถามยู่ฉาง
“ข้าก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน เขาอาจจะได้มาจากที่อื่นก็เป็ได้ โลกนี้กว้างใหญ่หลายแผ่นดินนัก ว่าแต่เ้าเถอะ หลังจากกลับไปเ้าต้องไปสถาบันหงส์ฟ้าเพื่อเข้าเรียนที่นั่นด้วย”
“ไม่เอาท่านพ่อข้าจะกลับไปฝึกกลับอาจารย์ของข้าต่อ” หญิงสาวพยายามคัดค้านอย่างดื้อรั้น
“ไม่ได้เด็ดขาด อาจารย์ของเ้าก็เห็นด้วยกับการที่เ้าจะต้องเข้าไปเรียนที่ สถาบันหงส์ฟ้า เพื่อความปลอดภัยยังไงเ้าก็ต้องกลับเข้าเมือง” ยู่ฉางพูดตะคอกใส่หญิงสาวทำให้นางทำน่าสลดลง
เวลาผ่านไปจนถึง่บ่ายรถม้าที่หลิวซิงนั่งมานั้นก็ได้มาถึงประตูเมือง
หนึ่งในทหายยามเฝ้าประตูที่เห็นรถม้ามาถึงก็ได้สั่งให้เปิดประตูเมืองทันที
ภายในเมืองมีผู้คนมากมาย เดินทางสัญจรกันอยู่ มีบ้านเรีอนอยู่ประปราย มองออกไปไกลๆก็จะเห็นสวนและฟาร์ม เข้าลึกไปในเมืองอีกหน่อยก็จะเห็นบ้านเรือนอยู่ติดกันมากมายบ้างก็เล็กบ้างก็ใหญ่ มีโรงเตี๊ยม มีร้านค้า ขายเสื้อผ้า ขายอาวุธ ชุดเกราะ ร้านขายยา ร้านขายอาหารต่างๆ ผู้คนเห็นรถม้าผ่านมาก็ต่างหลีกทางและชะโงกมองด้วยความสนใจ
เวลาผ่านไปอีก หนึ่งชั่วยามกว่าๆรถม้าก็ได้เดินทางมาถึงหน้ารั้วประตู เป็ประตูใหญ่สูงเกือบสี่เมตรประดับลวดลายัสีทอง และมีตัวอักษรเขียนว่า ตระกูลหลิว
คนเฝ้าประตูก็เปิดประตูให้รถม้าผ่านเข้าไป หลิวซิงที่นั่งอยู่ด้านหลังห้อยขาต่องแต่งอยู่นั้นกำลังหลับน้ำลายยืดหยดย้อยอยู่ พื้นที่ภายในก็จะมีบ้านเรือนใหญ่โตหลายหลังพอมีผู้คนเห็นรถม้าผ่าน ทุกคนต่างก็ยืนนิ่งโค้งตัวลงคำนับให้รถผ่านไป จนไปถึงส่วนกลางที่เป็ตำหนักของตระกูลหลิวรถม้าก็ได้หยุดลง
ชายคุ้มกันรถม้าที่ด้านหลังก็ได้สะกิดปลุกหลิวซิงที่หลับอยู่ให้ตื่น
“ห๋าา ~ ~วว ถึงแล้วเหรอที่ ไหนอะ” หลิวซิ่งงัวเงียอยู่
“ก็ตระกูลเ้าไงตระกูลหลิว” ชายคุ้มกันรถม้าตอบ
“ห๋าาา ~ ~ ห๊ะ~ ~” หลิวซิง เหมือนจะคิดอะไรบางอย่างได้ เขาไม่ใช่คนในตระกูลหลิว ทุกคนต่างก็ไม่รู้จักเขาอย่างแน่นอน เพราะเขามาจากโลกอื่น
เขาลุกขึ้นวิ่งไปได้ สามก้าว
ก็มีเสียงดังมาจากด้านหลังะโมาทาง หลิวซิง ว่า
“โอ้คุณชาย คุณชายกลับมาแล้ว”