ขั้นละเอียดอ่อนนั้นมหัศจรรย์มากทว่าการก้าวเข้าสู่ระดับนี้ก็ยากมากเช่นกัน
แม้จะมีประสบการณ์มาก่อนแต่หลันเฟิงก็ยังคงเสียเวลาไปสองชั่วยามกว่าถึงจะเข้าสู่สภาะนี้ได้อีกครั้ง
เมื่ออยู่ในสภาวะขั้นละเอียดอ่อนจุดตันเถียนพิษก็โคจรเร็วขึ้น ขนลุกซู่ทั่วเรือนกาย ทำให้ปราณแท้รอบๆ หนาแน่นขึ้น แล้วทะลักเข้ามาในร่างกายของหลันเฟิงเป็สายๆราวกับระลอกคลื่น ไล่ตามเส้นลมปราณของเขามุ่งตรงไปรวมตัวกันที่ตันเถียนราวกับแม่น้ำสุดท้ายก็ถูกจุดตันเถียนพิษกลืนกิน
กระบวนการนี้หากตั้งใจฟังดีๆจะได้ยินเสียงไอปราณทะลักดัง ‘สวบๆ’ แว่วๆ
แต่ทว่าทุกอย่างนี้หลันเฟิงกลับััไม่ได้เพราะจุดสนใจทั้งหมดของเขาอยู่ที่เหล็กก้อนก้อนนั้น
ลวดลายคดเคี้ยวสอดคล้องกันอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ถูกพลังการรับรู้ทางจิติญญาของเขาจับได้อีกครั้งตอนนี้เขาััได้ถึงลวดลายอีกเส้นที่ตัดสลับกันแล้วด้วย
หลันเฟิงเพียงนั่งจับจ้องเหล็กก้อนเงียบๆไม่ได้ทำอะไร แต่พลังยุทธ์กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วพลังการรับรู้ทางจิติญญาของเขาก็ยิ่งฉับไว
ท้องฟ้ามืดมนลงตะเกียงน้ำมันในจวนเปล่งแสงสว่างไสว แต่เงาร่างของชายหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิอยู่ก็ยังคงไม่ไหวติง
ฉับพลันนั้น
ความเหนื่อยล้าและอาการเวียนหัวรุนแรงก็พุ่งโจมตีศีรษะของหลันเฟิงทำให้เขาออกจากสภาวะขั้นละเอียดอ่อนในพริบตา ใบหน้าอ่อนเยาว์ซีดเผือดบนหน้าผากมีเหงื่อกาฬไหลผุด
“ถึงขีดจำกัดไวขนาดนี้เลยหรือ”หลันเฟิงทอดถอนใจอย่างจนปัญญา
ภายใต้สภาวะขั้นละเอียดอ่อนนั้นต้องสิ้นเปลืองจิติญญาและพลังงานเป็อย่างมากแต่กลับทำให้ร่างกายผ่อนคลายอย่างหาที่เปรียบและรู้สึกอิ่มเอม ไม่เหมือนกับการฝึกฝนในยามปกติ
เพราะการฝึกฝนต้องทำจิตใจให้ฮึกเหิมร่างกายรับภาระหนัก ทั้งสองจึงถือได้ว่าเป็ขั้วตรงข้ามกัน
แต่หากเปรียบเทียบผลลัพธ์นั้นแน่นอนว่าผลลัพธ์ของสภาวะขั้นละเอียดอ่อนนั้นเป็การฝึกฝนที่หนักกว่ามาก ทว่าขั้นตอนของสภาวะขั้นละเอียดอ่อนเองก็ถือเป็กระบวนการฝึกฝนจิติญญาและพลังงานเช่นกัน
หลันเฟิงเข้าใจดีว่ายิ่งก้าวไปข้างหน้าเวลาที่เขาจะยืนหยัดได้ก็จะยิ่งนานขึ้น
อีกนัยหนึ่งคือขั้นละเอียดอ่อนไม่เพียงทำให้พลังยุทธ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วยังฝึกฝนจิติญญาและพลังงานของเขาอีกด้วย การได้ฝึกฝนทั้งคู่ ผลลัพธ์ย่อมไม่ใช่สิ่งที่การฝึกฝนอย่างหนักเพียงอย่างเดียวจะเทียบได้
ครั้งนี้หลันเฟิงอยู่ในขั้นละเอียดอ่อนได้นานกว่าครั้งก่อนและผลลัพธ์ที่ได้รับย่อมวัดค่าไม่ได้
พลังยุทธ์ของเขาเพิ่มขึ้นมากก้าวเข้าไปหาระดับไอปราณก้าวใหญ่บางทีหากเข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนอีกห้าถึงหกครั้งก็อาจจะทะลวงผนึกกลายเป็ยอดฝีมือขั้นดารา
และหลันเฟิงเองก็เฝ้ารอการทะลวงระดับครั้งนี้จากก้นบึ้งหัวใจ
ดวงอาทิตย์จันทราสลับสับเปลี่ยนท้องฟ้ามืดมนพลันสว่างไสว ชั่วพริบตาวันใหม่ก็มาถึงแล้ว
หลังจากใช้สายตาส่งท่านพ่อที่ถือตะกร้าสานไม้ไผ่เดินไปซื้อของที่ตลาดเสร็จหลันเฟิงก็กลับมานั่งสมาธิด้วยท่าเดิมตำแหน่งเดิม จ้องมองเหล็กก้อนเขม็งเหมือนเดิมเปลือกตาเหนื่อยล้าเนิ่นนานยังคงไม่ขยับไหว
หลันเฟิงเข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนครั้งแล้วครั้งเล่าเข้าใจสภาวะละเอียดอ่อนนี้มากขึ้น
เมื่อวานเขาเข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนทั้งหมดสองครั้งแต่วันนี้ตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นเท่าหนึ่ง
และลวดลายที่เขาััได้จากบนเหล็กก้อนก็เพิ่มขึ้นจากหนึ่งสายเป็สองสาย
นอกจากนี้พลังยุทธ์ของชายหนุ่มก็แทบจะอยู่ในระดับสูงสุดของระดับรวบรวมปราณขั้นเก้าอีกก้าวเดียวก็ถึงขั้นระดับไอปราณแล้ว!
คืนนั้นหลันเฟิงยังคงเข้านอนแต่หัววันฟื้นฟูจิติญญาและพลังงาน
ต้องบำรุงจิติญญาและพลังงานถึงจะเข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนและคงอยู่ในสภาวะนั้นได้นานยิ่งขึ้น
การกระทำของเขาทำให้หลันเสียนหลงหยางเสวี่ยและคนอื่นๆ ที่เป็กังวลรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างแปลกประหลาด
แม้ว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจเจตนาของหลันเฟิงแต่หลันเฟิงมีชีวิตชีวาขึ้นย่อมเป็เื่ที่ดี ส่วนสาเหตุที่หลันเฟิงทำตัวแปลกๆนั้นแม้ว่าพวกเขาจะประหลาดใจแต่กลับไม่คิดจะทำความเข้าใจมากนัก
เช้าตรู่วันต่อมาหลันเฟิงตื่นมากินข้าวเช้าอย่างเร่งรีบแล้วไปนั่งสมาธิอยู่บนก้อนหินดังเดิม
นับั้แ่วันที่ชายชราหลับไปก็ผ่านมาเกือบยี่สิบวันแล้วและเกือบยี่สิบวันนี้เวลาแทบจะสองในสามส่วนของหลันเฟิงก็จะถูกใช้ไปกับที่นี่เงาร่างของเขานิ่งงันจนสายฟ้าก็แทบจะทำอันใดไม่ได้แล้ว
ไม่นานหลันเฟิงก็เหม่อลอยลมหายใจค่อยๆ เนิบยาวขึ้น
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูปหลันเฟิงก็เข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนอีกครั้ง รูขุมขนรอบกายลุกชันไอปราณที่โคจรอยู่รอบๆ พลันทะลักเข้ามาตามรูขุมขุนเข้าสู่ร่างกายของหลันเฟิงอย่างไร้สิ่งกีดขวาง
กระบวนการนี้น่าจะกินเวลาไปหนึ่งถ้วยชา[1]
ฉับพลันนั้นชายหนุ่มที่นั่งสมาธิอยู่ก็ร่างกายสั่นเทาปราณแท้ที่ลอยอยู่รอบด้านราวกับถูกวาฬสูบน้ำไปอย่างไรอย่างนั้นและพลังปราณมหาศาลนั้นก็เป็เหมือนกับฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐ เมื่อเข้าไปในจุดตันเถียนพิษก็ไปเติมเต็มจุดสุดท้ายของจุดตันเถียนพิษจนเต็ม
หลังจากนั้นจุดตันเถียนพิษก็เริ่มหมุนด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าเดิมแต่ทว่าปราณแท้ในจุดตันเถียนพิษราวกับน้ำนิ่ง มันนิ่งงันไม่ขยับไม่ได้รับผลกระทบจากจุดตันเถียนพิษใดๆ
“ไม่พอยังไม่พอ”
หลันเฟิงกัดฟันแน่นพลางแผ่จิตััเข้าไปในจุดตันเถียนพยายามเพิ่มความเร็วในการโคจรของจุดตันเถียน
หากจะก้าวเข้าสู่ระดับไอปราณขั้นตอนที่สำคัญก็คือเปิดสร้าง ‘สะพาน’ ที่มั่นคงระหว่างตันเถียนและไอปราณ เช่นนี้จิตััถึงจะใช้ ‘สะพาน’ ควบคุมไอปราณในจุดตันเถียนได้มิเช่นนั้นแม้ว่าในจุดตันเถียนจะสะสมไอปราณไว้มากขนาดไหนก็ไม่มีประโยชน์เลยสักนิด
ลมหายใจหยาบๆพ่นออกมาจากจมูกของชายหนุ่ม ใบหน้าหมดจดในยามนี้แทบจะบิดเบี้ยวไป
ถึงอย่างไรเสียจุดตันเถียนพิษก็เป็สิ่งที่เกิดขึ้นทีหลังหากอยากจะสร้าง ‘สะพาน’ระหว่างจุดตันเถียนพิษและไอปราณ ระดับความยากจึงมากกว่าที่หลันเฟิงจินตนาการไว้
แต่หลันเฟิงไม่อาจหยุดได้เพราะหากเขาหยุด ไอปราณด้านในจุดตันเถียนก็จะเล็ดลอดออกมาส่วนหนึ่ง
หากคิดจะทะลวงระดับไอปราณใหม่อีกครั้งก็ต้องเสียเวลาในการรวบรวมไอปราณเหล่านี้ให้เต็มเปี่ยมอีกครั้ง
และสิ่งที่หลันเฟิงไม่มีก็คือเวลาพอดี
ครานี้ความอดทนที่ได้รับมาจากการถูกทรมานเหนือคนทั่วไปตลอดสามปีจึงได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่แล้ว
จุดตันเถียนพิษหมุนวนโคจรอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็พลังแรงกดมหาศาลทำให้หลันเฟิงรู้สึกเ็ปรอบๆ จุดตันเถียนราวกับถูกฉีกทึ้ง ราวกับถูกคนใช้พลังมหาศาลฉีกออกอย่างไรอย่างนั้น
“อึก”เสียงร้องคำรามต่ำจากการอดกลั้นต่อความเ็ปเล็ดลอดออกมา หน้าผากมีเหงื่อไหลย้อย
แววตาสีดำสนิทราวกับโป่งพองขึ้นอย่างไรอย่างนั้นทำให้ใบหน้าของชายหนุ่มดูดุร้ายอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน
หลันเฟิงในยามนี้ราวกับย้อนไปเมื่อสามปีก่อนกลับไปยามที่พิษผีดิบรุนแรงที่สุด
ความเจ็ปบวดนี้แม้กระทั่งเหนือกว่าความเ็ปจากพิษผีดิบที่เขาเคยได้รับแต่โชคดีที่เขาผ่านการทรมานจากพิษผีดิบมาสามปีหลันเฟิงจึงยังคงทนต่อความรู้สึกเหมือนกระดูกและเส้นเอ็นถูกฉีกทึ้งได้ ทว่าก็แทบจะเป็ลมหมดสติไปเสียแล้ว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไรดวงตาสีดำสนิทของชายหนุ่มก็เปลี่ยนเป็สีขาว พละกำลังในกายถูกความเ็ปกระชากออกไปจนหมด
เสียงคำรามเล็ดรอดออกมาฟังดูอ่อนแรงและแหบพร่า
แต่ทว่าไอปราณในจุดตันเถียนพิษกลับดูเหมือนาาที่มองทุกอย่างรอบตัวด้วยความเ็าไม่เคลื่อนไหวั้แ่ต้นจนจบ
“ล้มเหลวเช่นนั้นหรือ”ในปากชายหนุ่มเหมือนมีรสขมปร่าที่ไม่เคยขมขนาดนี้มาก่อน
ในยามที่ความคิดกำลังเช่นนี้ผุดขึ้นมาไอปราณในจุดตันเถียนที่ไม่ไหวติงมาตลอดก็เริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนอง
ขอบของไอปราณลูกนั้นเริ่มขยับไหวไอปราณสายเล็กสั่นเทาเบาๆ ่สั้นๆ หากหลันเฟิงไม่เคยมีประสบการณ์ในการเข้าสู่สภาวะละเอียดอ่อนมามากมายจนนับครั้งไม่ถ้วนเกรงว่าคงััไม่ได้
เมื่อเห็นฉากนี้ชั่วขณะนั้นหลันเฟิงพลันรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้น รสขมปร่าที่ถูกแทนที่ด้วยความดีใจ
หลังจากผ่านความทุกข์ทรมานมาครึ่งชั่วยามในที่สุดไอปราณในจุดตันเถียนพิษก็เริ่มตอบสนองจิตััของเขาแล้ว
ร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงรวมทั้งจิติญญาที่เหนื่อยล้าราวกับถูกบรรจุพลังชีวิตเข้าไปใหม่หลันเฟิงเริ่มโจมตีอีกครั้ง ความหวังเล็กๆ ไม่น่ากลัวที่น่ากลัวก็คือไม่มีความหวัง ยามนี้ในที่สุดก็เห็นความหวังเล็กๆ แล้วหลันเฟิงจะปล่อยให้หลุดมือตัวเองไปได้อย่างไร
ภายใต้ความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งของชายหนุ่มไอปราณที่ไม่เคลื่อนไหวก็ยิ่งมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดก็มีเสียงอันแ่เบาดัง‘ครืน’จุดตันเถียนและไอปราณด้านในได้สร้างสะพานที่ไร้รูปร่างขึ้นมา
พริบตาที่สะพานก่อตัวขึ้นขอบของไอปราณในจุดตันเถียนพิษก็มีไอปราณทะลักออกมาอย่างรวดเร็ว
ไอปราณนี้เทียบกับไอปราณทั้งหมดแล้วมันเล็กน้อยมากแทบจะเทียบกันไม่ได้ แต่สำหรับหลันเฟิง นี่หมายความว่าทะลวงระดับไอปราณสำเร็จแล้ว
บรรลุระดับไอปราณ!
แม้ว่าจะเป็สามปีก่อนเขาก็ยังไม่เคยเหยียบระดับนี้แต่ยามนี้ในที่สุดเขาก็เหยียบย่างเข้าไปได้แล้ว!
ตระกูลหยางมียอดฝีมือระดับดาราถือกำเนิดขึ้นมาอีกคนยอดฝีมือระดับดาราคนที่สามสิบสามที่กำลังจะถูกบันทึก!
ทุ่มเทมาสิบหกปีในที่สุดก็ได้ผลตอบแทนแล้ว ความทรมานที่หลันเฟิงเคยเผชิญความเ็ปและหยาดเหงื่อที่ทุ่มเทไปเปลี่ยนกลายเป็ความสุข
ตอนนี้เองพละกำลังในร่างก็แห้งเหือดไปใน่เวลาสุดท้ายหลันเฟิงล้มลงกับพื้นอย่างเชื่องช้า แข้งขาอ่อนแรงลงไปกองกับพื้น
แต่ทว่าในดวงตาของเขากลับฉายแววตื่นเต้นดีใจหางตาหยักขึ้นเป็รอยยิ้มเล็กๆ
เขาทุ่มเทไปตั้งมากมายแม้กระทั่งิญญาศาสตราก้านเจี้ยงยังเข้าสู่ภวังค์ ทั้งหมดก็เพื่อเวลานี้ไม่ใช่หรือ
“ตาเฒ่าท่านเห็นหรือยัง ระดับไอปราณยังไงล่ะข้าอาศัยความพยายามของตนเองเข้าสู่ระดับไอปราณแล้ว!”
ลูกกระเดือดขยับเล็กน้อยเสียงพึมพำด้วยความรู้สึกทุกข์ทรมานจากความยากลำบากและความดีใจผสมปนเปขัดแย้งกันดังออกมาจากปากของชายหนุ่ม
[1] หนึ่งถ้วยชาประมาณ 15 นาที