ผ่านมาแล้วหนึ่งเดือน…
ทำไมกันนะ…
ภาพจำยังชัดเจน ชัดราวกับมันกำลังฉายวนไปมาในหัวของพราว ภาพที่ตัวเองกำลังร่วมรักกับผู้ชายคนนั้น…
เธอโดนขืนใจนะ แต่ทำไมกลับไม่คิดโกรธแค้น กลับกันแล้ว ในใจมันวูบโหวงแปลกๆ ตอนที่เห็นแววตาของคนที่แอบได้ยินคนอื่นเรียกว่า อธิป
ผู้ชายคนนั้นพาเธอเดินเตร็ดเตร่ในเมืองต่างจังหวัดอย่างไม่อายใคร ทำเหมือนตัวเองเป็คนปกติ ทั้งที่เพิ่งขืนใจเธอไป
บ้าจริงๆ ยัยพราว…
พราวสะบัดไล่ความคิดภายในหัวตัวเอง มือเรียวเคาะแป้นพิมพ์เบาๆ ดวงตากลมโตมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ราวกับกำลังตั้งใจทำงาน ทั้งที่ภายในยังสลัดเื่นั้นไม่พ้น
“เป็อะไรเหมือนเปล่าพราว” เสียงเพื่อนข้างกายเอ่ยถามอย่างเป็ห่วง พราวหันไปยิ้มให้อีกฝ่ายแล้วส่ายหน้าเบาๆ
“เปล่า ตาเบลอๆ น่ะ” พราวตอบ
“ดูแลตัวเองดีๆ นะพราว เห็นั้แ่กลับมาจากต่างจังหวัด พราวดูไม่ค่อยสบายเลย” พราวยิ้มรับความเป็ห่วงของเพื่อนร่วมงาน
“มีอะไรเล่าให้ฟังได้นะ” เพื่อนสาวยังคงถามด้วยความเป็ห่วง พราวเงียบลงอย่างใช้ความคิด ในใจนึกอยากจะปรึกษาหลายๆ อย่าง เพราะไม่กล้าปรึกษาฝ้ายและแจมที่ประสบพบเจอเหตุการณ์นั้นด้วยกัน
แต่จะให้เล่าว่าโดนขืนใจ… แถมตัวเองยังเข้าข่ายสมยอม มันก็ลำบากใจ…
“ฝากเงินจ้ะ” เสียงเรียกดังขึ้น เพื่อนร่วมงานที่กำลังจะพูดต่อจึงต้องรีบหันไปหาลูกค้าที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์
โชคดีแล้วล่ะ เพราะถ้าหากคุยต่อ พราวต้องเผลอหลุดความกังวลออกไปแน่ๆ
พราวผ่อนลมหายใจออก แล้วเริ่มทำงานของตัวเองต่อ พราวเป็พนักงานธนาคารแห่งหนึ่ง โพรไฟล์ไม่ได้เลิศเลอ หากเทียบกับเพื่อนสนิทอีกสองคนที่จบมาพร้อมกัน เธอเทียบไม่ติดเลยด้วยซ้ำ
“ไงพราววว” เสียงใสทักมาแต่ไกล พราวยกมือให้เพื่อนทั้งสองที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วที่โต๊ะอาหาร พวกเธอมักจะนัดรวมตัวกันเพื่อทานอาหารและอัปเดตชีวิตของกันและกันแบบนี้เสมอ คุยกันในแชตมันไม่สนุกเท่าการได้มาเจอหน้ากันเป็ๆ นี่หน่า
“แม้ยัยพราว หัดแต่งตัวมาบ้างสิยะ” ฝ้ายบ่นใส่เบาๆ พราวยกยิ้มอย่างไม่แยแสคำทักทาย เธอเหนื่อยเกินกว่าจะกลับไปเปลี่ยนชุดแล้ว ต่างจากฝ้ายที่เป็เ้าของร้านกาแฟ เธอจะแต่งยังไงก็ได้ ส่วนแจมทำงานบริษัทต่างชาติที่ยืดหยุ่นด้านเวลาและการแต่งตัว ทำให้เธอสามารถแต่งตัวสวยไปทำงานทุกวันได้
“เป็ไงบ้าง” พราวถามเพื่อนทั้งสอง สองคนมองหน้ากันเพียงเล็กน้อย ก่อนจะตอบตามที่เคยซักซ้อมกันไว้
“ก็ดี ไม่ค่อยคิดเื่นั้นแล้ว” แจมตอบยิ้มๆ ฝ้ายเองก็ตอบเหมือนกัน โดยที่พราวไม่รู้เลยว่าเพื่อนรักทั้งสองเหมือนโดนเปิดด้านมืดไปแล้วหลังจากที่โดนจัดหนักจัดเต็มในครั้งนั้น…
“พราวล่ะ” ฝ้ายถามอย่างเป็ห่วง
“โอเค ก็คิดบ้าง แต่ไม่หนักเหมือนตอนนั้นแล้ว” พราวตอบเสียงใส ด้วยความไม่อยากให้เพื่อนทั้งสองต้องกังวล จะบอกว่าหวาดกลัวจากครั้งนั้นก็ไม่ใช่…
แต่หากจะให้ยอมรับว่าคิดถึงัันั้น ก็ยากที่จะเอ่ยออกจากปากตัวเอง…
“เออ อีนั่นอ่ะ อีร้านข้างๆ ที่ฉันเล่าให้ฟังคราวก่อน…” แจมรีบเปิดบทสนทนาใหม่ขึ้นทันทีเพื่อไม่ให้บรรยากาศทำพราวอึดอัด พราวเองก็แสร้งว่าสนใจเื่บนโต๊ะ และพยายามเก็บสิ่งที่ติดค้างอยู่ภายในใจไว้
สามสาวผลัดกันเล่าเื่นั้น เื่นี้ สนุกสนานกันจนเวลาล่วงเลยจวนจนจะห้าทุ่ม พราวที่บ้านอยู่ซอยเปลี่ยวก็โดนเพื่อนสาวหอบหิ้วมาส่งถึงหน้าบ้าน
“บายยย” พราวโบกมือให้เพื่อนรักจนไฟท้ายรถหายลับไปจากสายตา เสียงถอนหายใจดังขึ้นเล็กน้อยทันทีที่พ้นสายตาเพื่อนรัก
พราวจัดการปิดรั้วบ้านให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินเข้าบ้านที่เงียบเชียบของตัวเอง
พรึบ
พราวทิ้งกายลงบนที่นอนหลังจากอาบน้ำเสร็จ เธอนอนนิ่งๆ มองเพดานห้องนอนด้วยจิตใจที่ยังติดค้างถึงวันนั้น
มือบางค่อยๆ เลื่อนจากหน้าผากมาที่หน้าอกเต่งตึง เธอบีบคั้นมันบ่อยครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่มันจะรุนแรงเท่ากับที่คนคนนั้นทำ
“อึก”
พราวกัดปากแน่น มืออีกข้างบดขยี้ติ่งเนื้อที่ชุ่มแฉะกลางกาย ยิ่งขยี้มันเท่าไหร่ ใบหน้าของคนคนนั้นก็ปรากฏชัดมากขึ้น อย่างไม่สามารถสลัดมันออกจากหัวได้
เสียงเฉอะแฉะดังปะปนกับเสียงระบายความใคร่ ยิ่งในบ้านเงียบเท่าไหร่ เสียงของพราวยิ่งสะท้อนอยู่ในหัวมากเท่านั้น
“แฮ่ก ไม่ไหว อ่าาา” กายบางสั่นกระตุกด้วยความเสียวซ่าน พราวยังนอนคุดคู้อยู่ในท่าเดิม ตากลมเหม่อลอย
ไม่อยากทำแบบนี้เลย… แต่ั้แ่วันนั้น ความ้าของเธอมันก็มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างห้ามตัวเองไว้ไม่ได้
มิหนำซ้ำ ยังเอาแต่คิดถึงผู้ชายคนนั้น…
พราวเม้มปาก กลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองอย่างอับอาย เธอไม่อยากเป็แบบนี้เลย เกลียดที่ตัวเองดันเอาแต่คิดถึงคนแบบนั้นจนต้องสนองความ้าตัวเองทุกคืน
“ฮึก” เป็อีกครั้งที่พราวร้องไห้จนหลับไป ท่ามกลางความเงียบของบ้านหลังน้อย