รุ่งเช้าในโรงแรมของหมู่บ้านเอริเซ่
เมอบิอุสลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงขนาด10ฟุตสีม่วงที่เขายึดมาจากแมงมุมม่วงตอนแรกเขาคิดว่ามันน่าจะช่วยให้สภาพตอนนอนของเขาดีขึ้น แต่ว่าเขาคิดผิดเพราะว่าแม่ลูกจิ้งจอกติดใจการนอนในร่างมนุษย์เสียแล้วแม้ว่าเตียงจะใหญ่ขึ้นพวกเธอก็ไม่ยอมนอนในร่างจิ้งจอกอยู่ดี
แถมด้วยความนุ่มของเตียงทำให้เขาที่มีน้ำหนักมากที่สุดซึ่งนอนตรงกลางจมลงไปกับเตียงมากที่สุด ส่งผลให้จิ้งจอกสาวที่นอนประกบเขาอยู่ทั้งสองด้านกลิ้งเข้ามาจนร่างกายหอมกรุ่นและนุ่มนิ่มนั้นแนบชิดกับเขาแม้เมอบิอุสจะรู้สึกดีมากๆก็ตาม แต่เขาก็รู้สึกแย่ที่ต้องควบคุมตัวเองไม่ให้ล่วงเกินคนสำคัญของเขาเด็ดขาด
เพราะเขาไม่อยากเสียพวกเธอไปโชคดีที่เมื่อวานนี้จิ้งจอกสาวทั้งสองเหนื่อยจากามาก จนเมื่อกินข้าวกันจนอิ่มแล้วหัวถึงหมอนก็หลับไปทันทีโดยยังไม่ทันได้แกล้งหรือชิมเขา
"อรุณสวัสดิ์จ้ะ เมอบิอุส"
อินาริตื่นมาก็ทักทายเมอบิอุสตามปกติแต่ที่ไม่ปกติคือใบหน้าของเธออยู่ใกล้ชิดกับเขามากกว่าทุกวัน
"อรุณสวัส......ง่ะ"
เมอบิอุสที่หันหน้ามาเพื่อทักทายอินาริเมื่อพบว่าใบหน้าและริมฝีปากของทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก ก็รีบหันหน้าไปอีกทางด้วยความเขินโดยลืมไปว่า สิ่งที่อันตรายพอๆกันนอนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของเตียง
เมื่อเมอบิอุสหันไปอีกด้านก็พบว่ากูมิโฮที่นอนอยู่อีกด้านใบหน้าของเธอมาใกล้กับเขามากกว่าอินาริเสียอีกจิ้งจอกสาวยามนอนหลับนั้นช่างน่าหลงใหล ริมฝีปากสีชมพูเอิบอิ่มเผยอขึ้นเล็กน้อยเหมือนเตรียมรับอะไรบางอย่างที่พุ่งมาประทับ เมอบิอุสรีบใช้ความสามารถเฉพาะตัวของเขาทันที
Cronos
ภาพรอบตัวของเขาช้าลงอย่างมากด้วยความสามารถสมองของเขาคำนวณอย่างรวดเร็วว่าถ้าปล่อยเป็แบบนี้ริมฝีปากของเขาต้องประทับกับของกูมิโฮอย่างแน่นอนเมอบิอุสรวบรวมพลังทั้งหมดในร่างกายหมุนคอตัวเองให้เร็วขึ้นเพื่อเลี่ยงการปะทะริมฝีปากกับจิ้งจอกสาว
แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือริมฝีปากของกูมิโฮประทับเข้าที่แก้มของเขาแทนและด้วยผลของความสามารถที่เร่งการทำงานของสมองและประสาทัันี่เอง ที่เขาลืมคิดถึงผลข้างเคียงของมัน
เมอบิอุสรู้สึกถึงริมฝีปากอ่อนนุ่มของจิ้งจอกสาวที่ค่อยๆััที่แก้มเขาทีละน้อยความอบอุ่นและััจากลมหายใจที่ค่อยๆลูบไล้ที่ใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยนพื้นที่ััที่ค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆที่ทำให้จิตใจระทึกแม้กระทั้งตอนที่ริมฝีปากนั้นค่อยๆถอนออกจากใบหน้าของเขาอย่างช้าๆเหลือไว้แต่ความชุ่มชื้นและรสััอันหอมหวาน
เวลาที่เป็แค่ชั่วพริบตากลับกลายเป็เนิ่นนานเหมือนไม่มีที่สิ้นสุดที่เขาจะไม่มีวันลืมมันแต่ก่อนที่เขาจะยกเลิกความสามารถนี้แม่จิ้งจอกสาวที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็จัดการซ้ำเมอบิอุสเข้าที่แก้มอีกข้างของเขาทันทีััของริมฝีปากของอินาริที่เป็สาวสะพรั่ง ต่างกับสาววัยแรกแย้มของกูมิโฮอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่ส่งผ่านริมฝีปากของเธอมาสู่แก้มของเขาเต็มไปด้วยความวาบหวามและมีเสน่ห์ลมหายใจเข้าขณะประทับริมฝีปากเข้าที่แก้มของเขาให้ความรู้สึกเหมือนเธอค่อยๆเอานิ้วเรียวยาวของเธอมาไล้ปลายนิ้วไปตามใบหน้าของเขาด้วยความรู้สึกลึกซึ้งยามที่ัันั้นค่อยๆถอนออกเหลือแต่ความรู้สึกโหยหา ที่ถูกทิ้งไว้เื้ั
และแน่นอนว่าการกระทำนี้ของเขานั้นต้องจ่ายผลตอบแทนตามหลักความยุติธรรมของระบบด้วย
กร๊อบ !!!
400
ปกติคอของมนุษย์จะสามารถหันได้เพียงแค่180 องศาเท่านั้นแต่คอของเมอบิตอนนี้หันได้ถึง270 องศา เขานอนคว่ำหน้าในสภาพนอนหงายได้อย่างมหัศจรรย์ความเ็ปขณะที่คอของเขาหมุนอย่างผิดธรรมชาติก็ค่อยๆเล่นงานเขาเหมือนมีมือขนาดั์มาลูบไล้คอของเขาแล้วหักมันลงก็ไม่ปาน
ด้วยความเ็ปแทบสิ้นสติเมอบิอุสถึงสามารถยกเลิกความสามารถที่เสมือนกุหลาบงามที่ยามสูดดมกลิ่นหอมของมัน ก็ต้องเจ็บตัวจากหนามแหลมของมันด้วยแต่โดยส่วนตัวแล้วเจ็บกว่านี้เขาก็ยอม
"มิโฮตื่นเร็วเมอบิอุสแย่แล้ว"
อินาริที่เห็นท่านอนที่ผิดธรรมชาติอย่างมากของชายหนุ่มก็รีบปลุกลูกสาวขึ้นมาดูก่อนที่ของเล่นของพวกเธอสองคนจะเสียหาย
"อ้าว เมอบิอุสหักคอตัวเองทำไม"
กูมิโฮที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็สาเหตุที่เกือบทำให้เมอบิอุสต้องฆ่าตัวตายตื่นขึ้นมาถามชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีความใแม้แต่น้อยอาจจะเป็เพราะว่าเธอยังงัวเงียอยู่ ถึงไม่รู้ถึงอันตรายขอมัน
“โอย...”
เมอบิอุสร้องโอดโอยด้วยน้ำเสียงแทบแห้งแทนคำตอบก่อนจะอ้อนวอนอินาริด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกัน
“อินาริครับ...รักษาผมหน่อยครับ”
“ได้ค่ะๆมิโฮหมุนเมอบิอุสกลับหน่อยเร็ว”
อินาริตอบรับในทันทีเธอหันไปคว้าพัดอันใหญ่เพื่อใช้ประกอบการรักษาแม้ว่าเธอจะพูดกับกูมิโฮด้วยน้ำเสียงร้อนรน แต่ลูกสาวเธอที่เพิ่งตื่นนั้นก็พยักหน้าส่งๆก่อนจะเอามือทั้งสองของเธอจับหัวของชายหนุ่มเอาไว้
"เดี๋ยว..."
เสียงแหบแห้งของเมอบิอุสดังขึ้นอีกครั้งการที่กูมิโฮจะช่วยเขานั้นเขาดีใจมาก แต่จะดีกว่านี้ถ้าเกิดเธอหมุนถูกทาง
กร๊อบ
“แม่เสร็จแล้วจ้า...”
กูมิโฮยกมือของเธอขึ้นฟ้าอย่างน่ารักทั้งๆที่ยังงัวเงียอยู่หลังจากทำเื่ที่แม่ของเธอวานเสร็จแล้วตอนนี้เมอบิอุสนอนชักกระตุกสองสามทีอยู่บนเตียง คอของเขานั้นนอกจากจะหมุนไป 270 องศาแล้ว ยังทำมุมตั้งฉากกับเตียงนอนอีกด้วย
"ตายแล้วมิโฮนั้นหมุนผิดด้าน !!!"
อินาริอุทานเสียงดังหลังจากหันกลับมาเห็นหัวของชายหนุ่มที่อยู่แบบผิดธรรมชาติเข้าไปอีกแม้ว่าอยู่แบบนี้ก็ตลกดีแต่ว่าคงจะน่าสงสารไปหน่อยกูมิโฮที่หายงัวเงียเพราะเสียงร้องของอินาริ ก็หมุนหัวของเมอบิอุสอีกรอบทันทีและครั้งนี้เธอหมุนไปทางที่ควรแล้ว
“แฮะๆ เมื่อกี้เราขอโทษนะเมอบิอุส”
หลังจากที่กูมิโฮบิดหัวของเมอบิอุสกลับเข้าที่แล้วเธอก็นั่งเอานิ้วชี้ทั้งสองข้างของเธอจิ้มกันด้วยความรู้สึกผิดแต่ชายหนุ่มเห็นชัดๆว่าตาของเธอยิ้มอยู่ จนเขาไม่แน่ใจเลยว่าเมื่อกี้นี้เธองัวเงียจริงหรือหลอกกันแน่และเมื่อคอของเขากลับเข้าที่แล้ว อินาริก็รักษาเขาอย่างรวดเร็วจนในที่สุดความเ็ปที่คอก็หายไปเป็ปลิดทิ้งแต่ดูเหมือนว่าความยุติธรรมของระบบจะยังไม่พอใจ
"มิโฮ แม่ว่าคอของเมอบิอุสดูเบี้ยวๆนะ แบบนี้ต้องหมุนไปแล้วหมุนกลับใหม่แล้วล่ะ"
อินาริกล่าวด้วยน้ำเสียงสงสารเมอบิอุสอย่างที่สุดแต่ตาของเธอกลับมีแววตาของความสนุกสนาน
“เอาล่ะน้าเมอบิอุส”
กูมิโฮเอามือของเธอจับหัวของชายหนุ่มเอาไว้เพื่อทำตามที่แม่เธอบอกอีกรอบ
กร๊อบ!!!
“แอ้ก!!!”
หลังจากนั้น2ชั่วโมง
"แหม อินาริไม่คิดเลยว่าเมื่อเช้าเมอบิอุสจะกล้าลักหลับมิโฮน่ะ"
อินาริที่นั่งทานอาหารเช้าแบบยุโรปอยู่นั่งจิบน้ำชาพร้อมกล่าวเื่เมื่อเช้าไปด้วย
"เมอบิอุสอะ บ้า! อยากให้หอมแก้มบอกตอนตื่นก็ได้"
กูมิโฮที่นั่งกินติ่มซำชุดใหญ่อยู่บิดตัวไปมาด้วยความเขินแต่มือของเธอก็ยังไม่หยุดกินซาลาเปาในมือ
"ขอโทษนะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ"
เมอบิอุสนั่งกินข้าวต้มทั้งๆที่มีปลอกคอขนาดใหญ่ม้วนอยู่ที่คอมันคือเฝือกที่อินาริเข้าให้เขานั้นเองแม้มันจะเป็ประสบการณ์ที่โหดร้ายที่สุดครั้งนึงของเขา แต่เขาคิดว่าครั้งนี้ระบบให้ความยุติธรรมกับเขาพอสมควรเพราะััที่ยากจะลืมเลือนยังคงตราตรึงอยู่ที่แก้มทั้งสองข้างของเขารวมถึงคอของเขาด้วย
“เมอบิอุสแล้วเราจะไปไหนต่อ”
กูมิโฮถามเพราะเธอเห็นว่าเธอกินทุกอย่างที่มีขายในหมู่บ้านแห่งนี้แล้วและยังได้ร่มบุปผาเปลวอัคคีมาเป็อาวุธคู่มือด้วย
“อือใช่แล้วเมอบิอุส เราต้องรีบไปก่อนเสี่ยวหลงจะกลับมานะ”
อินาริรู้ว่าตอนนี้พวกเขาควรจะเลี่ยงการพบกับเสี่ยวหลงเนื่องจากค่าอาหารมหาศาลที่ทั้งสามคนกินไปตอนเพิ่งเข้าเมืองมานั้น ได้ลงบัญชีของเสี่ยวหลงเอาไว้หมดแล้วและพวกเขาก็ไปทลายกลุ่มโจรป่าที่เป็เหตุผลในการขอค่าคุ้มครองจากหมู่บ้านเอริเซ่อีกด้วยทำให้สำหรับเสี่ยวหลงแล้วนอกจากจะเสียเงินแล้ว ยังรายได้หดหายอีกต่างหาก
“ถ้างั้นเราไปปรึกษาปีกัสโซ่กันเถอะครับ”
เมอบิอุสเสนอขึ้นทันทีเพราะเขาก็คิดว่าถ้าเสี่ยวหลงมีโอกาสชวนพวกเขาเข้าสหพันธ์แล้วพวกเขาปฏิเสธ มันอาจจะเป็เื่ก็ได้ทางที่ดีดังนั้นพวกเขาควรรีบไปจากที่นี่เสีย
ทั้งสามคนเดินออกจากโรงแรมไปยังศาลากลางที่ปีกัสโซ่อยู่ซึ่งไม่ว่าพวกเขาจะเดินไปทางไหน ชาวเมืองทุกคนรวมถึงสมาชิกโจรป่าเก่าก็จะทักทายพวกเขาด้วยความเป็มิตรและเข้ามาขอบคุณที่ช่วยให้หมู่บ้านนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งก็ใช้เวลาไม่นานนักพวกเขาเดินมาถึงศาลากลางที่อยู่บริเวณลานกว้างของหมู่บ้าน
“สวัสดีครับคุณปีกัสโซ่ขอโทษด้วยนะครับที่มารบกวนั้แ่เช้า พวกผมมีเื่ที่จะปรึกษาครับ”
เมอบิอุสพูดกับปีกัสโซ่ที่กำลังทำงานเอกสารเกี่ยวกับสมาชิกใหม่ของหมู่บ้านอยู่ชายแก่ลุกขึ้นมากล่าวทักทายกับผู้มีพระคุณกับหมู่บ้านของเขา
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับสำหรับพวกคุณเมอบิอุส ผมกลับยินดีซะอีกที่พอจะช่วยอะไรพวกคุณได้”
ชายชรายิ้มให้เมอบิอุสและสาวงามทั้งสองคน
“ผมจะหาแร่เหล็กได้จากที่ไหนเหรอครับ”
เมอบิอุสที่มีความสามารถในการสร้างะุปืนแต่เขาไม่มีวัตถุดิบเลยและจากรายละเอียดที่ระบุไว้ในความสามารถของเขา เขาจำเป็ที่ต้องใช้แร่จำพวกโลหะเป็จำนวนมากโดยเฉพาะะุแบบต่างๆของแกมม่า โมเซ่ที่ต้องใช้วัตถุดิบยาวเป็หางว่าว
“ทางตะวันออกของหมู่บ้านนี้มีเหมืองที่สามารถทะลุไปออกเมือง พาราดิโซ่ สรวงสรรค์แห่งอาหารได้รับ”
ปีกัสโซ่ตอบพร้อมทั้งมอบแผนที่ที่เขาวาดเองให้กับเมอบิอุสด้วย
“เมืองแห่งอาหารเหรอเมอบิอุสเราไปเมืองนั้นกันเถอะนะ นะนะ”
เมื่อกูมิโฮได้ยินว่า์แห่งอาหารก็อยากลองไปดูสักทีเธอเข้าไปเขย่าแขนของเมอบิอุสเบาๆ เพื่อรบเร้าให้เขารีบออกเดินทางเช่นเดียวกับอินาริที่แค่ได้ยินชื่อก็อยากลองไปดูสักครั้ง แม่จิ้งจอกเองก็เข้าไปเขย่าแขนอีกข้างของชายหนุ่มเช่นเดียวกัน
“อือเมอบิอุสรีบไปก่อนเสี่ยวหลงกลับมากันเถอะนะ นะนะ”
“ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งนะครับคุณปีกัสโซ่”
เมอบิอุสที่เห็นด้วยว่าควรจะรีบไปบอกลาชายชราแต่น่าแปลกทีชายชราไม่ได้พูดอะไรเลย เพียงแต่เดินนำไปยังประตูทางออกไปสู่ลานกว้างของหมู่บ้านเมื่อชายชราผลักประตูออก ทั้งสามคงก็เห็นชาวบ้านจำนวนมาก รวมทั้งสมาชิกของกลุ่มโจรป่ายืมล้อมลานกว้างไว้เป็ครึ่งวงกลม
“คุณเมอบิอุสได้โปรดให้พวกเราได้ตอบแทนอะไรพวกคุณบ้างเถอะครับ"”
หมีดำที่ตอนนี้อาบน้ำแล้วก้าวออกมาเพื่อกล่าวแทนทุกคนที่ยืนอยู่ตรงนี้
“ผมก็ขอร้องด้วยครับ”
ปีกัสโซ่ก้าวออกไปยืนอยู่ข้างหมีดำตอนนี้เมอบิอุสยืนนิ่งเพื่อคิดว่าอะไรถึงจะเหมาะสมที่สุดแต่ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็คิดออก
“ถ้าอย่างนั้นขอให้ทุกคนช่วยบรรเลงเพลงให้พวกผมสักเพลงละกันครับ”
เมอบิอุสตอบพร้อมกับพยักหน้าให้จิ้งจอกสาวทั้งสองของเขา ซึ่งจิ้งจอกทั้งสองก็เข้าใจว่าเมอบิอุส้าอะไรอินาริจึงหยิบพัดคู่หมื่นบุปผาออกมา ส่วนกูมิโฮก็เอาร่มบุปผาเปลวเพลิงออกมา
มันเป็ร่มสีแดงที่คันร่มทำจากไม้ที่ขึ้นในแถบถูเขาไฟแกะสลักอย่างสวยงามเป็รูปเปลวไฟไล้โลมเป็เกลียวตลอดทั้งด้ามส่วนตัวร่มทำจากผ้ากันไฟที่สานขึ้นมาจากผ้าผสมกับไยไหมเพลิงลวดลายบนร่มเกิดจากการใส่ดอกไม้เพลิงที่ขึ้นอยู่ที่ปากปล่องูเาไฟเท่านั้นมาเรียงต่อกันจนเหมือนดอกใหญ่ร่มคันนี้จะมีกลิ่นไอสดชื่นเหมือนไอจากน้ำพุร้อนชั้นดีตลอดเวลาชื่อของมันคือร่มบุปผาเปลวเพลิง เป็ร่มที่สร้างโดยช่างคนเดียวกับพัดของอินาริ
"โอ คุณเมอบิอุสพวกเาาวหมู่บ้านเอริเซ่จะทำตามคำขอร้องของคุณให้ดีที่สุด"
ปีกัสโซ่ที่เห็นว่าสาวสวยทั้งสองพร้อมที่จะเริ่มการแสดงอีกครั้งแล้วก็รีบสั่งให้ชาวบ้านทั้งหมดที่เป็นักดนตรีเริ่มการบรรเลงทันที
เมื่อเพลงถูกบรรเลงขึ้นสองสาวก็เริ่มการแสดงอย่างอ่อนช้อยถ้าเมื่อตอนที่อินาริแสดงคนเดียวว่างดงามแล้วยามที่คู่แม่ลูกแสดงพร้อมกันยิ่งส่งเสริมซึ่งกันและกันดังเช่นความหวานที่ตัดรสเปรี้ยวสร้างความกลมกล่อม
ดั่งเช่นรูปภาพของแสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบูเาที่ถูกทำให้ดูเด่นด้วยการแรเงาด้านมืดที่สมบูรณ์
ดั่งเช่นดอกไม้ที่มีลมช่วยพัดพาให้กลิ่นขจรไปไกลยามที่คนทั้งหมดในหมู่บ้านเอริเซ่ต่างปล่อยใจไปกับการแสดงนั้น จิตใจ อารมณ์ิญญาของทุกคนถูกพัดพาไปในทางเดียวกัน
อย่างที่ปีกัสโซ่ได้เคยพูดไว้ว่างานศิลปะมันมีจิติญญาในตัวเองแล้วเื่อัศจรรย์ก็บังเกิดเมื่อ จิติญญา ของทุกคนที่ปล่อยออกมาคนละนิดละหน่อยถูกพัดพาเข้าด้วยกันด้วยกระแสแห่งการแสดงของนักดนตรีและนางรำทั้งสอง ทำให้มีผลึกสีขาวสว่างจ้าเกิดขึ้นที่ใจกลางของกระแสนี้นั่นก็คือชายที่ชื่อเมอบิอุสนี่เอง
“นี่มัน”แสงสีขาวที่ควบแน่นกันเป็ลูกแก้วทรงกลมค่อยๆลอยลงมาสู่มือของเมอบิอุส
'ท่านได้รับ ผลึกแห่งจิติญญา 1 ชิ้นค่ะ'
เสียงจากระบบดังขึ้น
เมอบิอุสลองเปิดดูรายละเอียดของลูกแก้วสีขาวในมือทันที
‘ผลึกแห่งจิติญญา’
สามารถทำให้วัตถุหนึ่งอย่างมีจิตใจได้โดยไร้ข้อจำกัด
หลังจากการแสดงของจบแล้วก่อนที่เขาจะออกจากเมืองแห่งศิลปะ เขาได้เอาผลึกสีขาวให้ปีกัสโซ่ดู
“ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าผมจะมีโอกาสได้เห็นของสิ่งนี้”
ปีกัสโซ่กล่าวอย่างตกตะลึงก่อนจะอธิบายต่อ
“มันเป็สิ่งที่พิสูจน์ว่าภายในภายในศิลปะมีจิติญญาอยู่คุณเมอบิอุสเป็คนที่เหมาะสมที่จะเป็คนมันแล้วละส่วนรายละเอียดอื่นคงต้องถามมันเองครับ”
ปีกัสโซ่จำได้ว่าก่อนที่เขาจะตั้งหมู่บ้านแห่งนี้ขึ้นเขาได้พบบันทึกโบราณที่อธิบายเกี่ยวกับผลึกแห่งจิติญญานี้อยู่ปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้ผลึกชนิดนี้เกิดขึ้นมาได้นั้นคือจิตใจอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ ซึ่งปัจจุบันนี้คนที่มีจิตใจบริสุทธิ์นั้นมีน้อยเต็มทีคงมีแต่เด็กแรกเกิดเท่านั้นที่ยังมีหัวใจบริสุทธิ์อยู่โดยไม่รู้ความจริงเลยว่าเมอบิอุสที่ความจำเสื่อมนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กแรกเกิดนั้นเอง
"ถ้าอย่างนั้นเอาไว้พบกันใหม่นะครับ"
เมอบิอุสเก็บผลึกนั้นเอาไว้ในมือซ้ายของเขาก่อนบอกลาปีกัสโซ่และออกเดินทางไปทางตะวันออกสู่เมืองต่อไป