ท่วงทำนองแห่งสวรรค์ ภาคที่ 1 วิญญาณอมตะ

    ตอนที่ 15 - ความสิ้นหวังของจี๋ฮ่าว อัพ 17/07/2563

    หลังจากที่จี๋ฮ่าวสูดเอาไอหมอกโลหิตไปจนหมดสิ้น ร่างคนเปี่ยมไปด้วยรัศมีมืดหม่นและอ้างว้าง ทำให้บรรยากาศรอบกายนางดูพิศวงอย่างน่าประหลาด
    จี๋ฮ่าวเงยหน้าขึ้นมองสำรวจโดยรอบ ใจคิดจะจากที่นี่ไปโดยไว แต่ก็ไร้เรี่ยวแรง จำเป็นต้องพักสงบจิตฟื้นตัวสักระยะ
    นางสำรวจชีพจรทั่วร่างคราหนึ่ง คิดเดินลมปราณปรับสภาพร่างกาย พบว่าพลังของตนเองไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้ จึงได้ทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะคิดว่าอาจจะเกิดปัญหาบางอย่าง 
    ทว่าผลกระทบที่นางฝืนเดินลมปราณก็ทำให้อาการบาดเจ็บจากการต่อสู้กับจิตมาร ปะทุขึ้นอีกครั้ง
    “อัก!! พรูดดด” จี๋ฮ่าวกระอักเลือดออกมาหลายคำติดกัน นางทรุดตัวลงอย่างไร้เรี่ยวแรง ใบหน้าซีดเซียวคล้ายกับคนใกล้ตาย
    จี๋ฮ่าวกัดฟันจนกรามขึ้นเป็นสัน ภายในใจร้อนรุ่มคั่งแค้นไม่น้อย ไม่คิดว่าตนเองจะมาเสียจักรพรรดิมารเช่นนี้
    แม้ตนเองจะข้ามผ่านวิกฤตเป็นตายและผ่านบททดสอบมาได้สำเร็จ แต่นางไม่คิดเลยว่าตัวตนเช่นจักรพรรดิมารจะครอบครองวิชาที่น่ากลัวเช่นการควบคุมบงการจิตมารของผู้อื่น จนสุดท้ายนางก็ถูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งมารเอาไว้ในดวงจิตเสียแล้ว ทำให้พลังที่ฝึกจากเคล็ดวิชาจิตวิญญาณอมตะที่นางฝึกฝนมาต้องสูญสลายไปถึง 7 ส่วน
    นั่นหมายถึงร่างกายของนางไม่ได้เป็นอมตะและแข็งแรงมั่นคงอย่างเก่าก่อน ทำให้ร่างกายของนางในตอนนี้กลับกลายเป็นอยู่ในระดับเดียวกับพวกมนุษย์
    “ได้อย่างไรกัน!?” ม่านตาของนางกระตุกด้วยความตกใจ ทั้งมือไม้และริมฝีปากก็สั่นเทิ้มไม่หยุด
    “ตลอดสามพันปีนี้ ข้าฝึกฝนและอดทนมามาก เหตุใด เหตุใด...” น้ำเสียงของนางสั่นเครือ หยดน้ำตาใหลรินอาบสองแก้ม ก้มตัวสะอื้นและกำหมัดด้วยความไม่ยินยอม
    “ข้าต้องสละไปหลายสิ่งกว่าจะมีวันนี้!!!!"
    "ทั้งที่ข้าเองก็เร้นกายอยู่อย่างสงบไม่วุ่นวายกับพวกเจ้า!!!!!"
    "เหตุใดพวกเจ้าถึงบังคับข้าไม่หยุดหย่อน!!!!”
    “อ๊ากกกก อ๊ากกกกกก อ๊ากกกกกก!!!!!!!!!!!!!!!!!” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นกู่ร้องด้วยความคับแค้นที่แน่นอยู่ในอก
    เสียงของนางราวกับคนที่กำลังจะขาดใจตาย ทำให้แม้แต่ทหารหลายนายที่อยู่ด้านนอกสุสาน เมื่อได้ยินเข้าก็ถึงกับเกิตจิตเวทนาและสงสารอย่างบอกไม่ถูก
    ต่อมาก็เกิดเสียงดังสะเทือนเลือนลั่น แผ่นดินสั่นไหวจนคนยากจะยืนให้มั่นคง ทุกคนจึงเงยหน้าหันขึ้นไปมองด้านบน เห็นเป็นระเบิดที่เกิดจากพลังการต่อสู้ สาดกระจายไปทั่วสารทิศ
    “ตู้มม!!!!!! ตู้มม!!!!!!!!! ตู้มม!!!!!!!!”
    ทันใดนั้นบริเวณพื้นดินตรงหน้าพลันปริแตกออกเป็นทางยาว ตรงมายังทิศทางที่พวกทหารอยู่ จนพวกเขาต้องถอยร้น หนีกันจ้าละหวั่น บางก็วิ่งเหยียบกันจนบาดเจ็บสาหัสทั้ง ๆ ที่พวกเขายังไม่ได้ต่อสู้กับใครเลยทั้งสิ้น
    เฟิงอู๋ฮั่นมองหน้ากุยกงกงเป็นเชิงขอความเห็น เมื่อดูแล้วว่าไอหมอกโลหิตและเมฆดำค่อย ๆ จางหายไปทั้งหมด แม้กระทั่งดวงตามารทั้งสามก็หายไปแล้วเช่นกัน
    จากนั้นเฟิงอู๋ฮั่นจึงสั่งให้ทหารทั้งหมดจัดขบวนกองกำลังใหม่อีกครั้ง ก่อนจะพากันเดินตามตนเองเข้าไปในบริเวณสุสานด้วยความกล้าทั้งหมดที่พวกเขามี-----------------------
    กลับมาที่ด้านจี๋ฮ่าว หลังจากที่นางได้กรีดร้องพร้อมกับระบายโทสะออกไปบ้างส่วนแล้ว ภายในใจของนางก็เริ่มสงบขึ้น จากนั้นนางก็นั่งลงสงบจิตสำรวจตนเองอีกครั้ง ก่อนจะนำคัมภีร์นิรวาณออกมาอ่าน จนสายตาไปสะดุดอยู่ที่หน้าหนึ่งของคัมภีร์ มันเขียนเอาไว้ว่า  “พิธีสืบทอดพลังมาร” รายละเอียดของมันเหมือนกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่มีผิด เป็นการฝั่งเมล็ดบ่มเพาะพลังมารให้กับผู้สืบทอด แต่เคล็ดวิชาที่นางฝึกก่อนหน้าคือเคล็ดวิชาจิตวิญญาณอมตะ ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกัน ทำให้พลังมารกลุ่มใหม่จำเป็นที่จะต้องกัดกินและสะกดข่มพลังดั่งเดิมของนาง และพลังไอมารเหล่านี้ก็ดูจะแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ซึ่งนางพยายามไล่อ่านเนื้อหาภายในคัมภีร์ดังกล่าว แต่ก็ไม่พบวิธีแก้ไขใด ๆ เลย ดังนั้นจึงตัดใจปิดมันลงและเรียกกระบี่ขึ้นมาปรากฏในมือของนางอีกครั้ง
    กระบี่ในมือนางจากเดิมที่เคยเป็นผลึกสีขาวใส บัดนี้ถูกเจือปนไปด้วยไอทมิฬสีดำ อีกทั้งภายในตัวกระบี่ยังส่องประกายสีแดงระเรื่อออกมา มองไปมองมาคล้ายกับกระบี่มารร้ายเล่มหนึ่ง ทั้งน่ากลัวและน่าเกรงขามในคราเดียวกัน
    นอกจากนี้ตัวกระบี่ได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ต่างไปจากเดิม มีผลึกแก้ว 3 ดวงฝังเรียงเอาไว้ที่บริเวณระหว่างด้ามจับและใบกระบี่ ภายในปรากฏเป็นตัวอักษร 3 คำ ได้แก่ โลภะ โมหะ และโทสะ เป็นตัวแทนจิตมารทั้งสามตนก่อนหน้านี้
    สีหน้าของจี๋ฮ่าวไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายกับมันมากนัก เพียงแค่ใช้สายตาจ้องมองไปที่มันครู่หนึ่ง ตัวกระบี่ที่เหมือนจะมีชีวิตจิตใจ พลันสั่นสะท้านและส่งเสียงตอบรับออกมาทันควัน
    “หง่างงง...”

    อีกด้านหนึ่งที่ห่างไกลจากสุสานหลวง เป็นจักรพรรดิมารและผู้ติดตามทั้งหมดกำลังยืนมองดูจี๋ฮ่าวอยู่ไกล ๆ พลันรู้สึกประหลาดใจและตกตะลึงไม่น้อย หลังจากที่ได้เห็นร่างของจี๋ฮ่าวปรากฏขึ้นอีกครั้ง 
    “ไม่เลว ไม่เลว ถึงกับทำให้จิตมารทั้งสามยอมสยบแทบเท้านางได้” จักรพรรดิมาร อดใจเอ่ยชื่นชมนางออกมาไม่ได้
    “ชิ ช่างเป็นคนที่ดื้อด้านนัก หากเป็นคนอื่นคงยอมรับพลังนั้นมาแต่โดยดีแล้ว” สตรีในชุดกีเพาเอ่ยขึ้น
    “แต่ก็น่าเสียดายที่พลังมารเหล่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะทำให้นางกลายเป็นมารเต็มตัว” จักรพรรดิมารถอนหายใจ มีสีหน้าเคร่งเครียด
    “นายท่าน นางทำได้อย่างไรกัน?” ชายชุดดำลายพยัคฆ์ที่ยืนข้างกายจักรพรรดิมารเอ่ยถามขึ้น
    “กระ บี่ หิ มะ ชิง ชัง ” จักรพรรดิมารเน้นย้ำทีละคำอย่างชัดเจน
    “หนึ่งกระบี่ครองพิภพ...วิชากระบี่หิมะชิงชัง?...ไม่ใช่ว่ามันหายสาบสูญไปแล้วหรอกหรือนายท่าน!!” สตรีผมเงินที่เหมือนจะตั้งสติกลับมาได้แล้ว เอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ
    “ไม่แค่นั้น นางยังฝึกมันสำเร็จอีกด้วย” จักรพรรดิมารส่ายหน้า 
    “โชคดีที่นางไม่ระวังตัว ไม่เช่นนั้น...” จู่ ๆ สีหน้าจักรพรรดิมารก็ซีดเซียว ก่อนจะกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง
    “นายท่าน/ฝ่าบาท!!” ทั้งคู่รีบเข้ามาประคองร่างเขาด้วยความเป็นห่วง แต่จักรพรรดิมารส่ายกล่าวว่า
    “ข้าไม่เป็นไร”
    “เช่นนั้นแล้ว เราจะทำอย่างไรกันต่อดี?” ชายชุดดำกล่าวถาม
    “ไม่จำเป็น นางในตอนนี้ไม่มีพลังพอที่จะฝืนโชคชะตาได้อีกแล้ว”
    จักรพรรดิมารหันหน้ากลับไปยกมือโบกขึ้นคราหนึ่ง ปรากฏเป็นประตูมิติบานหนึ่ง ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า“พวกเรากลับกันเถอะ” จากนั้นจักรพรรดิมารก็พาคนทั้งหมดเดินเข้าประตูมิติจากไปทันที...

    ทางจี๋ฮ่าวในตอนนี้ นางรู้ตัวว่าตนเองสูญเสียพลังไปอย่างมหาศาล ครั้นจะให้หนีไปตอนนี้ก็คงไม่ทันกาล จึงตัดสินใจมองหาร่างทหารใกล้ตัวผู้หนึ่ง สลับสับเปลี่ยนชุดเขากับนางอย่างเร่งรีบ เพราะรู้ดีว่าถ้าหากนางหนีไปตอนนี้อย่างไรก็ต้องมีคนพบเห็น มิสู้ปลอมตัวเป็นทหารแล้วหาโอกาสหนีอีกทีน่าจะปลอดภัยกว่า ถึงอย่างไรตอนนี้ที่สำคัญที่สุดคือการพักฟื้นพลังเท่าที่จะทำได้ต่างหาก ถึงเวลาก็แค่อ้างว่าเป็นทหารผู้หนึ่งที่รอดชีวิตและแต่งปั้นเรื่องเล่าออกไปก็พอ
    หลังจากที่นางเปลี่ยนชุดเสร็จสรรพ ก็แกล้งนอนลงเป็นศพในบริเวณใกล้กับซุ้มประตูทางเข้า พลางโคจรพลังผ่านเส้นชีพจรเพื่อฟื้นฟูร่างกายเสียก่อน แต่ทันใดนั้นเอง จี๋ฮ่าวพลันสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างกำลังพุ่งตรงเข้ามาหาด้วยความเร็วสูง และเต็มไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น
    “ปั้ง!!” เสียงระเบิดดังสนั่น ปรากฏเป็นง้าวไฟขนาดใหญ่ ปักทิ่มอยู่บนพื้นที่จี๋ฮ่าวหลบออกมา จนหินและดินรอบบริเวณกระจายฟุ้งไปทั่ว
    ในจังหวะนี้เอง จี๋ฮ่าวก็รีบนำเศษผ้าสำดำจากชุดเก่าของตนเอง มาผูกปิดบังใบหน้าเอาไว้ทันที เพราะอย่างน้อยในตอนนี้นางก็ปลอมตัวสวมชุดทหารอยู่ ทำให้อีกฝ่ายคาดเดาถึงตัวนางได้ยากยิ่งขึ้น
    เฟิงอู๋ฮั่นและกุยกงกงไม่ได้ผลีผลามจู่โจมต่อ เพราะเห็นว่าบุคคลต้องสงสัยเบื้องหน้าใช้ท่าร่างแปลกประหลาด หลบหลีกการโจมตีเมื่อครู่ได้อย่างง่ายดาย พวกเขารอจนกระทั่งฝุ่งควันจางหายไปจนสามารถมองเห็นกันและกันได้ในที่สุด
    จี๋ฮ่าวอดตกตะลึงและคิดไปในใจไม่ได้ว่า ‘คนผู้นี้ไม่ธรรมดา เขามองข้าออกได้อย่างไร?’
    นางเงยหน้ามองประเมิณผู้มาใหม่ เป็นบุรุษร่างกายแข็งแรงกำยำ ใบหน้าดุดันเคร่งขรึม สวมชุดเกราะทองของแม่ทัพที่มีตราสัญลักษณ์เป็นรูปม้าสีโลหิตอยู่กลางอก
    จี๋ฮ่าวจึงดัดเสียงเป็นบุรุษถามออกไปว่า
    “ชุดเกราะนั่น...หรือว่าเจ้าคือแม่ทัพทหารม้าโลหิต เฟิงอู๋ฮั่น?”