ภายในราชวังอันแสนใหญ่โตของจักรวรรดิรุ่งอรุณ ห้องโถงบัลลังก์อันยิ่งใหญ่องค์จักรพรรดิกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์แสดงสีหน้ากลัดกลุ้มออกมาด้านข้างคือองค์จักรพรรดินีที่แสดงสีหน้าไม่ได้ต่างไปจากองค์จักรพรรดิมากนัก
องค์จักรพรรดิถอนหายใจออกมา “เรื่องที่ว่ามาทั้งหมดเมื่อสักครู่เป็นเรื่องจริงอย่างนั้นรึ”
ทหารผู้เข้าเฝ้ารายงาน “เป็นเรื่องจริงทั้งหมดพะยะค่ะ”
องค์จักรพรรดินีทุบบัลลังก์ของตนเองจนกลายเป็นคลื่นพลังงานออกไปนอกจากองค์จักรพรรดิที่นั่งสบายๆราวกับไม่ได้รับผลกระทบอะไรทว่าคนอื่นที่เป็นข้าราชบริพารทั้งหมดที่อยู่ในห้องโถงลอยละลิ่วไปจนกระแทกเข้ากับประตูทางเข้าห้องโถงทำให้แต่ละคนกระอักเลือดออกมาคนละคำ
องค์จักรพรรดิยืนขึ้นก่อนเดินไปหาองค์จักรพรรดินียื่นมือทั้งสองข้างออกไปจับที่ไหล่ทั้งสองข้างขององค์จักรพรรดินีก่อนกล่าว“เจ้าใจเย็นๆก่อนบุตรของเราสองคนไม่เป็นอะไรอย่างแน่นอนเจ้าไม่เชื่อในตัวของบุตรสาวพวกเราอย่างนั้นเหรอที่นั่นก็ยังมีเจ้านั่นอยู่ด้วยไม่จำเป็นต้องกังวลเกินเหตุไปหรอก”
“แต่….แต่ว่ามัน”
“ถ้าเจ้าไม่ตั้งสติก่อนละก็พวกข้าราชบริพารได้ตายกันก่อนอย่างแน่นอน”
“อืมข้าเข้าใจแล้ว”
องค์จักรพรรดิรู้สึกใจชื้นขึ้นมาเพราะหากว่าองค์จักรพรรดินีของเขาเพิ่มการระเบิดพลังอีกสักนิดละก็พระราชวังแห่งนี้ได้พังทลายลงไปอย่างแน่นอน
องค์จักรพรรดิหันกายกลับไปหาข้าราชบริพารจ้องมองไปยังทหารที่มารายงาน “เจ้าที่มารายงานข้าบอกข้ามาว่ามีพวกไหนบ้างที่จ้องเล่นงานเจ้าตัวหายนะเดินได้อย่างเจ้าเควินบ้าง”
ทหารคนที่เข้ามารายงาน เขาเป็นคนที่พลังฝีมืออ่อนด้อยที่สุดในห้องโถงนี้ทำให้ได้รับบาดเจ็บหนักเขาพยุงร่ายกายที่ชโลมไปด้วยเลือดขึ้นมาคุกเข่า “พะยะค่ะมีเงาปีศาจ ขุนนางที่เป็นฝ่ายองค์ก่อนมืด คนต่างเผ่าพันธุ์และสองในสามมหาอำนาจแดนใต้นี่คือทั้งหมดพะยะค่ะ”
องค์จักรพรรดินีแสดงสีหน้าแตกตื่นจากนั้นก็ลุกขึ้นยืน “ทำไมพวกมันทั้งหมดต้องจับจ้องเขาถึงขนาดนั้นด้วย”
“ตามที่ข้ารวบรวมมาทั้งหมดบ่งชี้ไปถึง การกำจัดเควินที่เป็นดาวหายนะของพวกอำนาจมืดทั้งหลายกว่าห้าส่วนอีกอันหนึ่งก็คือการจับตัวองค์หญิงลำดับสองเป็นตัวประกันเพื่อต่อรองกว่าสามส่วนและสุดท้ายเพื่อครอบครองตัวขององค์หญิงลำดับสองกว่าสองส่วน พะยะค่ะ”
องค์จักรพรรดิขมวดคิ้วขึ้นมา “พวกมันต้องการตัวของอาริเชียขนาดนั้นเลยเหรอหรือว่าพวกมันจะรู้อะไรบางอย่างเข้าแล้ว?”
“ท่านพี่ข้าว่าส่งหน่วยหมาป่าสีเงินไปคุ้มครองพวกเขาดีหรือไม่”
“ใจเย็นก่อนจักรพรรดินีของข้าเจ้าจะใจร้อนไม่ได้เรื่องนี้พวกเราสองคนไม่อาจแทรกแซงได้ไม่ว่าจะเป็นทางใดก็ตามหากจะให้ทอดทิ้งประชาชนทั้งหมดของจักรวรรดิเพื่อบุตรสาวในทุกเรื่องก็ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นต่อให้ช่วยนางออกมาได้นางต้องไม่อยากเห็นหน้าพวกเราอีกแน่นอนต้องมีสักวันที่ลูกของเราจะต้องยืนขึ้นด้วยตัวของตนเองเพราะฉะนั้นประสบการณ์ทุกอย่างที่เธอได้ทำได้เรียนรู้มันเป็นเรื่องที่สำคัญปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามเส้นทางของพวกเขาเถิด”
“สั่งการออกไปจับตาดูพวกมันทั้งหมดเอาไว้หากพวกมันบังอาจใช้พวกระดับสูงลงมือก็เตือนพวกมันไปว่าหากต้องการก่อสงครามกับจักรวรรดิรุ่งอรุณทั้งจักรวรรดิก็ลองดูได้”องค์จักรพรรดิประกาศกร้าวออกมาทำให้เหล่าข้าราชบริพารทั้งหลายนั้นตื่นตัวในเรื่องต่างๆ
อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปพวกเขาก็ไม่อาจล่วงรู้ได้คนเป็นพ่อเป็นแม่คอยห่วงใยลูกของตนเองมันก็เป็นเรื่องธรรมดาแต่จะให้เอาประชาชนมาเกี่ยวด้วยก็ไม่ได้ถ้ามันไม่ถึงที่สุดจริงๆบางสิ่งบางอย่างก็ไม่อาจออกหน้าแทนลูกของพวกเขาได้เพราะสักวันหนึ่งก็ต้องมีวันที่ลูกของพวกเขาโบยบินออกไปจากอ้อมอกของผู้เป็นพ่อเป็นแม่ไปสู่ฟากฟ้าที่ไกลแสนไกล
..........
สภาพแวดล้อมของพงไพรอันกว้างใหญ่ป่าไม้พืชพรรณแผ่กลืนกินไปทุกที่ทุกทางกระจัดกระจายงอกเงยกลายเป็นดินแดนเขียวขจีแม่น้ำลำคลอง บรรยากาศที่สดชื่น ดั่งแดนในฝันที่อยู่ในตำนานมันคือดินแดนที่มีอยู่ภายในทวีปมังกรครามนามว่า “ดินแดนแห่งภูติ”การที่พวกเควินเลือกจุดหมายเป็นที่นี่ก็เพราะมันมีวิหารวิหคเพลิงสวรรค์ตั้งอยู่ในที่แห่งนี้เพื่อที่จะสร้างรากฐานธาตุไฟของลาเวเรียให้สมบูรณ์ที่สุดจำเป็นต้องมาที่นี่
เควินในตอนนี้ใจเย็นลงมากแล้วเขาหันกลับไปกล่าวกับพวกลาเวเรีย “พวกเราใกล้จะถึงดินแดนแห่งภูติแล้ว มันมีกฎที่ว่าห้ามใครโคจรพลังและแผ่พลังเวทมนตร์ออกมาเด็ดขาดพวกเราพึ่งจะมาที่นี่เป็นครั้งแรกเพราะฉะนั้นทำตามที่กฎเขียนไว้จะดีกว่า ตามที่ได้ยินมาพวกเขาจะไม่อนุญาตให้ใครก็ตามที่ไม่ทำตามกฎเข้าไปหากฝืนพวกเขาจะเข้าสู่สภาวะขับไล่ผู้บุกรุกทันที”
เมื่อพวกเขาทั้งหมดรับรู้แล้วจึงระงับการโคจรพลังลงและปกปิดรัศมีพลังเวทมนตร์เอาไว้ป่าขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าคือดินแดนแห่งภูติที่นั่นไม่อาจใช้สามัญสำนึกของเผ่ามนุษย์ที่นั่นได้พวกเขาต้องระวังตัวเอาไว้ไม่ประมาทต่อการเดินทางในครั้งนี้
“พวกเจ้าหยุดก่อน!ตอบพวกข้ามาพวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่”
เจ้าของเสียงที่ว่านี้ก็คือเหล่าภูติผู้เฝ้าทางเข้าออกของดินแดนแห่งภูติพวกเขามีหน้าที่ในการเฝ้าทางเข้าออกของดินแดนแห่งภูติมันคือการระวังภัยของพวกเขาเหล่าภูติเพราะการที่เผ่าอื่นเข้ามาในที่แห่งนี้อาจทำให้พวกเขาที่อยู่อย่างสงบสุขมากนานเกิดความโกลาหลขึ้นได้
“พวกเรามาที่นี่ก็เพื่อขอเข้าวิหารวิหคเพลิงสวรรค์เพราะฉะนั้นฝากส่งข้อความไปให้ราชาแห่งเหล่าภูติที” เควินกล่าวจุดประสงค์ออกไปพร้อมกับโยนจดหมายบางอย่างเข้าไปในป่าขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า
ภูติผู้เฝ้าทางเข้าออกรับจดหมายของเควินก่อนจะสังเกตเห็นตราสัญลักษณ์บางอย่างทำให้เขาต้องตกตะลึงก่อนจ้องมองมาที่พวกเควิน“คนไหนที่เป็นองค์หญิงลำดับสองแห่งจักรวรรดิรุ่งอรุณ”
เควินขมวดคิ้วกล่าวในใจ“เจ้าพวกนี้ต้องการอะไรกันแน่แค่จดหมายนั่นก็สามารถนำภูติทั้งดินแดนแห่งภูติออกมาต้อนรับได้แล้วแต่เจ้าพวกนี้จงใจถ่วงพวกข้าเอาไว้”
เควินเผยรอยยิ้มที่ค่อนข้างเป็นมิตรแล้วกล่าว“เธอไม่ค่อยสบายตอนนี้หมดสติอยู่บนหลังของข้า เธอไม่สะดวกพบหน้าเจ้าคราวนี้เปิดทางเข้าไปได้รึยัง”
ภูติผู้เฝ้าทางเข้าออกมองหน้ากันไปมาก่อนกล่าว“ปลุกนางตื่นขึ้นมาพวกข้าต้องตรวจสอบให้แน่ชัดก่อนเข้าไป ถ้าไม่ทำก็ ไสหัวออกไป! พวกข้ายังมีงานต้องทำอยู่”
จดหมายที่มีค่ามากกว่าชีวิตนับแสนนับล้านพวกมันยังกล้ามาต่อปากต่อคำกับเขา การเปิดทางเข้ามันยากนักรึยังไงกันเจ้าพวกนี้เห็นได้ชัดว่ากำลังถ่วงเวลาพวกเขาอยู่ตอนนี้เควินเต็มไปด้วยโทสะที่พร้อมจะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ
“อารมณ์ของข้ายิ่งไม่ดีถ้าอย่างนั้นคืนจดหมายมาให้ข้าแล้วข้าจะไม่มาเหยียบที่นี่อีก”
“ไม่ได้!จดหมายฉบับนี้ข้าไม่สามารถคืนให้เจ้าได้จดหมายนี่เป็นจดหมายสำคัญต่อการเข้าออกของดินแดนภูติหากส่งให้ข้าครั้งหนึ่งแล้วไม่สามารถเอากลับไปได้ข้าจะให้เจ้าเลือกระหว่างปลุกองค์หญิงลำดับสองตื่นขึ้นมากับการไสหัวออกไป”
“ข้าถือว่าข้าได้เตือนพวกเจ้าแล้วนะ”
พวกภูติผู้เฝ้าทางเข้าออกทั้งหมดหัวเราะชอบใจ“ทำไมเจ้าจะทำอะไร อย่ามาทำเป็นวางท่าที่นี่เจ้าพวกมนุษย์ที่นี่ไม่ใช่ที่ของพวกเจ้า”
เควินเดินไปหาลาเวเรียพร้อมกับเอาร่างอาริเชียที่หมดสติอยู่ลงจากหลังส่งให้ลาเวเรีย“ท่านพี่ฝากอาริเชียด้วย”
“ไม่ได้นะเควินเจ้าคิดจะเป็นศัตรูของทั้งดินแดนแห่งภูติอย่างนั้นเหรอ?”
เควินส่ายหน้าไปมา“ท่านพี่ฟังข้าก่อน ข้าไม่ได้อยากจะทำแบบนี้แต่มันช่วยไม่ได้เพราะจดหมายนั่นมันสำคัญมากในโลกใบนี้มีอยู่เพียงแค่เก้าฉบับเท่านั้น”
เควินนำดาบธรรมดาจำนวนห้าสิบเล่มออกมาจากแหวนมิติโยนขึ้นไปบนอากาศก่อนที่พวกมันทั้งหมดจะมีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่บนตัวดาบแผ่แรงกดดันอันร้อนระอุที่อันรุนแรงออกมาราวกับจะแผดเผาได้ทุกสรรพสิ่ง
“ข้าจะกล่าวเตือนพวกเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายเอาจดหมายนั่นกลับมาให้ข้าถ้าไม่อยากให้ข้าเข้าไปในนั้น เมื่อพวกเราได้จดหมายแล้วข้าจะไม่มาเหยียบที่นี่อีก”
“เหอะเจ้าคิดว่าเจ้ากล้าทำอย่างนั้นเหรอมาขู่พวกข้าแบบนี้อยากเปิดศึกกับดินแดนแห่งภูติทั้งแดนอย่างนั้นเหรอ?”
เควินส่ายหน้าไปมาอย่างจำใจอีกรอบสงสัยการพูดคุยของเขาจะทำให้เจ้าพวกนี้คืนจดหมายมาไม่ได้เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากจะเผาป่าแห่งนี้ให้ราบไปซะ
ดาบที่ลอยอยู่บนอากาศห้าสิบเล่มพุ่งไปที่ป่าขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าด้วยความเร็วไม่มีใครที่อยู่ตรงนี้สามารถจับสัมผัสได้มันพุ่งแหวกอากาศจนเป็นเส้นสีแดงเพลิงจากนั้นก็กระพริบขึ้นหนึ่งครั้ง พวกภูติผู้เฝ้าทางเข้าออกตกตะลึงพวกมันไม่คิดว่าเควินจะกล้าทำถึงขนาดนี้
ตูม!
แรงระเบิดจากดาบระเบิดเพลิงกวาดพื้นที่บริเวณโดยรอบที่เป็นป่าไปทั้งหมดราวสองกิโลเมตรกลายเป็นที่โล่งกว้างกลายเป็นเป็นหลุดเป็นบ่อเล็กน้อยตามแรงระเบิดภูติผู้เฝ้าทางเข้าออกตอนนี้ไหม้เกรียมจนตัวพวกเขากลายเป็นสีดำทั้งหมดจากที่พวกเขาทั้งหมดมีสีผิวที่แตกต่างกันไปยกเว้นสีดำที่เหล่าภูติผู้เฝ้าทางเข้าออกจะไม่มีแต่ตอนนี้เควินได้เปลี่ยนพวกเขาทั้งหมดกลายเป็นภูติมืดไปแล้ว
เควินใช้ก้าวพริบตาเข้าไปหยิบจดหมายแล้วกลับไปยืนที่ตำแหน่งเดิมรับเอาตัวอาริเชียจากลาเวเรียแล้วจากนั้นก็หันหลังเดินออกไปอีกทางตั้งใจมุ่งหน้าไปที่หนึ่งในสามประเทศมหาอำนาจแห่งแดนใต้
“เดี๋ยวก่อนเจ้าเควิน คาร์เวียใช่หรือไม่”
เสียงนี้ดังสะท้อนในหัวของเควินทำให้เขาชะงักเล็กน้อยก่อนเดินต่อไปเช่นเดิม
“โปรดอภัยให้แก่ทหารของข้าที่แสดงท่าทีเสียมารยาทเช่นนี้ด้วยข้าคือราชาแห่งเหล่าภูติ มอร์ก็อต พวกของเจ้าเข้ามาก่อนเถอะข้ารู้ว่าเจ้ามีจดหมายนั่นมาด้วย”
“ยังดีที่ตัวเจ้าออกมาเองนะราชาแห่งเหล่าภูติไม่เช่นนั้นข้าจะไม่มาเหยียบที่นี่อีกข้าเห็นแก่หน้าเจ้าในครั้งนี้ก็แล้วกันอย่าให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกเป็นอันขาดไม่เช่นนั้นไม่ใช่แค่จักรวรรดิรุ่งอรุณจะไม่ยืนข้างพวกเจ้าแต่จะไม่มีใครคอยช่วยพวกเจ้าอีกข้าขอเตือนไว้ในฐานะผู้คุ้มครององค์หญิงลำดับสอง”
เควินเผยรอยยิ้มที่มีเลิศนัยก่อนหยุดเท้าลงหันกายกลับไป“พวกเราเข้าไปยังดินแดนแห่งภูติกันเถอะราชาแห่งเหล่าภูติได้เชิญพวกเราเข้าไปแล้ว”
ลาเวเรียและคนอื่นๆที่เหลืองุนงงไปกับอารมณ์ของเควินที่ขึ้นๆลงๆตามจริงแล้วพวกเขาไม่อยากไปขัดเควินสักเท่าไหร่เพราะไม่อยากให้เขาแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์แบบนั้นขึ้นมาอีก
ลาเวเรียเมื่อได้เห็นว่าเควินอารมณ์ดีขึ้นแล้วก็อดกล่าวถามไม่ได้ด้วยความเป็นห่วง“เจ้าไม่เป็นอะไรแล้วใช่หรือไม่”
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้วท่านพี่ไม่ต้องกังวลมากไปหากไม่มีใครไปกระตุ้นอาริเชีย ข้าก็ไม่ได้ว่าอะไรใครแน่นอนเพราะที่ข้าทำแบบนั้นก็เพื่อปกป้องท่านพี่และทุกคนก็เท่านั้น ส่วนปกป้องที่ว่านั้นคืออะไรอย่าได้ถามข้าตอนนี้ดีกว่าและไม่ต้องพูดถึงเรื่องของอาริเชียที่เกิดขึ้นในวันนี้อีกจะเป็นการดีที่สุด”
ลาเวเรียและคนอื่นๆเริ่มใจชื้นขึ้นมาได้สักทีหลังจากที่เควินกล่าวออกมาแบบนั้นพวกเขาทั้งหมดกังวลว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นร้ายแรงบางทีอาจทำให้เควินไม่ไว้ใจพวกเขาอีกต่อไป
“เป็นแบบนั้นก็ดีแล้วดีมากเลย ข้านึกว่าเจ้าจะมองพวกเราไปเป็นแบบอื่นแล้ว”
เควินกล่าวพร้อมกวาดสายตามองทุกคน“ในเมื่อท่านเป็นพี่สาวของที่ข้ายอมรับและเชื่อใจ คนอื่นๆก็เช่นกันเพราะฉะนั้นข้าจะมองพวกเจ้าเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร พวกเจ้าจำเอาไว้เถอะว่าข้าไม่มีวันมองพวกเจ้าเป็นศัตรูหรืออย่างอื่นไปเด็ดขาดตราบใดที่พวกเจ้ายังเชื่อใจข้าอยู่ในตอนนี้”
หลังจากปรับความเข้าใจกันได้พวกเขาทั้งหมดก็ก้าวเดินเข้าไปในดินแดนแห่งภูติอย่างเป็นทางการ..........