หลังเซียวจิ่วเอ๋อร์เอ่ยจบ นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน แต่เมื่อหันกลับไป นางก็ชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง
กลุ่มเมฆดำหนาทึบที่ปกคลุมท้องฟ้ามาเนิ่นนานสลายหายไปอย่างเงียบเชียบ ป่าอสูรภายใต้แสงจันทร์สีแดงฉานเผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของมัน เหล่าอสูริญญาและเผ่าอสูรที่อาศัยอยู่ภายในป่าเองก็ต่างแสดงภาพที่นางไม่เคยพบเห็นมาก่อนให้ประจักษ์แก่สายตา
เซียวจิ่วเอ๋อร์กลั้นหายใจ สายตากวาดมองไปทั่วอย่างช้าๆ
ป่าไม้ที่มืดทึบและเวิ้งว้างเต็มไปด้วยซากกระดูกสีขาวโพลนและกลิ่นเหม็นเน่าของศพที่เน่าสลาย
เซียวจิ่วเอ๋อร์มองดูอสูริญญาเ่าั้ราวกับกำลังอ่านตำรา ซานไห่จิง[1] ที่มีชีวิต
พวกมันมีรูปร่างหลากหลาย พันธุ์พรรณต่างกันไป แต่ในตอนนี้พวกมันทั้งหมดล้วนแสดงท่าทีเดียวกัน...ก้มลงหมอบราบกับพื้น เหมือนกับกำลังทำพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดเพื่อต้อนรับราชันที่พวกมันรอคอยมาเป็เวลานับพันปี
“พวกมันกลัวเ้า...”
เสียงของเด็กคนหนึ่งดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้เซียวจิ่วเอ๋อร์ที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ถึงกับสะดุ้งใ
นางหันไปมองตามเสียงนั้นและพบกับภาพที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก เด็กตัวเล็กคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนหลังของเสือตัวใหญ่ท่ามกลางฝูงอสูร
เด็กน้อยผู้นั้นดูเหมือนจะอายุเพียงสามหรือสี่ขวบเท่านั้น ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดราวกับปุยสำลี ใบหน้างดงามราวกับตุ๊กตา เขาสวมเสื้อผ้าสีขาว แต่ชุดนั้นกลับเปื้อนจนเปลี่ยนสีไปแล้ว มือเล็กๆ ถือผลท้อ พร้อมทั้งจ้องมองตนเองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เ้า...”
เซียวจิ่วเอ๋อร์เม้มริมฝีปาก พยายามกลืนคำถามที่เกือบหลุดปากว่า ‘เ้าเป็คนหรือผี’ กลับลงไปในลำคอ
ในสถานการณ์ตอนนี้ นางดูเหมือนผียิ่งกว่าใคร จึงไม่มีสิทธิ์ถามคำถามเช่นนั้น
“เ้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไร ใครพาเ้ามา”
เซียวจิ่วเอ๋อร์มองไปรอบๆ แต่สิ่งที่เห็นกลับมีเพียงตัวนางและเ้าตัวน้อย ไม่มีร่องรอยของใครอื่นเลย
“เสี่ยวไป๋พาข้ามา” เ้าตัวน้อยตอบอย่างไร้เดียงสา
เด็กน้อยะโลงจากหลังเสือแล้ววิ่งเตาะแตะมาหยุดตรงหน้าเซียวจิ่วเอ๋อร์
เขาเงยหน้าขึ้นสบตานาง พลางยื่นมือเล็กๆ ที่ถือผลท้อออกมาให้ พร้อมกล่าวอย่างเอาใจว่า “ลูกนี้หวานมากนะ เ้าลองกินดูสิ”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะยิ้มบางแล้วย่อตัวลูบศีรษะเขาอย่างอ่อนโยน
“ข้าไม่หิว เ้ากินเถอะ เสี่ยวไป๋คือใครกัน แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหนหรือ”
“เสี่ยวไป๋ก็คือเสี่ยวไป๋น่ะสิ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว” คำถามของเซียวจิ่วเอ๋อร์ทำให้เด็กน้อยยู่ปากอย่างไม่พอใจ “เสี่ยวไป๋บอกให้ข้ารออยู่ที่นี่ แต่ข้ารอมาหลายวันแล้ว เขายังไม่กลับมาเลย!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ขมวดคิ้วอย่างหนักใจ คนปกติที่ไหนจะปล่อยเด็กไว้ในสถานที่แบบนี้ ดูท่าแล้วคงเป็การทอดทิ้งเด็กเสียมากกว่า
เด็กคนนี้รอดชีวิตมาได้ในสถานที่อันตรายเช่นนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเลย แต่จากนี้ไปจะทำอย่างไรดี
“พี่สาวคนสวย ข้าหิวแล้ว พาข้าไปกินของอร่อยได้ไหม” ขณะที่เซียวจิ่วเอ๋อร์กำลังครุ่นคิด เด็กน้อยก็โยนผลท้อในมือทิ้งอย่างไม่ไยดี ก่อนจะกระโจนเข้าสู่อ้อมกอดของนางพร้อมกับเสียงอ้อนแ่เบา
“ที่นี่เต็มไปด้วยพวกเผ่าอสูร ข้ากลัว!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ก้มมองเด็กน้อยพลางยิ้มเจื่อน “ข้ายังเอาตัวไม่รอดเลย จะพาเ้าไปด้วยได้อย่างไร”
“อะไรคือเอาตัวไม่รอด” เด็กน้อยเอียงคออย่างสงสัย ดวงตากลมโตจ้องมองนางด้วยความไม่เข้าใจ “เ้าคือพี่สาวที่เก่งที่สุดที่ข้าเคยพบมาเลยนะ! ข้าอยากอยู่กับเ้า ข้าชอบเ้า พาข้าไปด้วยเถอะนะพี่สาว”
“...”
เซียวจิ่วเอ๋อร์สมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ตัวเองกำลังอุ้มเด็กน้อยเดินออกจากป่าไปเสียแล้ว
“เ้าชื่ออะไร”
“ข้าชื่อซิงซิง! แล้วพี่สาวล่ะ”
“เซียวจิ่วเอ๋อร์”
ก่อนหน้านี้ไม่นาน การะเิของปราณอสูรอันแข็งแกร่งในป่าอสูรทำให้ข่ายอาคมป้องกันเมืองส่งสัญญาณเตือนออกมา ด้วยเหตุนี้ทั้งในและนอกเมืองหลวงจึงเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว
ด้วยความทรงจำที่อยู่ในหัวและการใช้ความมืดในยามราตรีเป็เกราะกำบัง ทำให้เซียวจิ่วเอ๋อร์สามารถลอบพาเด็กน้อยเข้ามาในจวนสกุลเซียวได้อย่างแเี
เมื่อมองไปยังลานกว้างที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังและความวุ่นวาย นางก็ยิ้มบาง
ที่แห่งนี้คือสถานที่ที่เซียวจิ่วเอ๋อร์คนเดิมเคยถูกทุบตีและทรมานจนตายอย่างน่าอนาถ!
เซียวจิ่วเอ๋อร์เดินเข้าไปในห้อง วางร่างเล็กๆ ของซิงซิงที่เมื่อไม่นานมานี้ยังร้องหิวโหย แต่บัดนี้กลับหลับสนิทเสียยิ่งกว่าใครลงบนเตียง นางเองก็ทิ้งตัวลงนอนด้วยความอ่อนล้าเช่นกัน
นางต้องรีบพักฟื้นแรงกายให้ได้มากที่สุด ก่อนที่เหล่าผู้ก่อความรำคาญจะตามรอยมาถึงตัว
นางหลับสนิทจนรุ่งเช้า กระทั่งเสียงประทัดที่ดังสนั่นไปทั้งจวนปลุกนางให้ตื่นขึ้น
เซียวจิ่วเอ๋อร์ลืมตาขึ้นอย่างงุนงง มองเด็กน้อยที่ยังคงหลับสนิท ก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากห้องไปยังทิศทางที่เสียงดังมา
ที่แท้วันนี้คือวันเฉลิมฉลองของเซียวหรัน ผู้ที่ใช้เวลาเพียงสามปีก็กลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้า นับเป็เื่ที่น่ายินดีอย่างยิ่งสำหรับตระกูลเซียว
ในใต้หล้านี้ผู้ฝึกยุทธ์ถูกแบ่งออกเป็เจ็ดขั้น แต่ละขั้นยังถูกแบ่งออกเป็หกระดับย่อย การจะบรรลุแต่ละขั้นต้องใช้เวลาถึงสิบปี หรือบางครั้งอาจนานหลายสิบปี และการจะเลื่อนจากขั้นหนึ่งไปยังขั้นถัดไปนั้นยิ่งยากเย็นแสนเข็ญนัก หลายคนทั้งชีวิตก็ยังไม่อาจก้าวข้ามไปได้
ทั่วทั้งจวนสกุลเซียวล้วนเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความยินดีและการเฉลิมฉลอง ทว่ากลับไม่มีใครล่วงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉงซวงและเซียวจิ่วเอ๋อร์เมื่อคืนแม้แต่น้อย...
เซียวจิ่วเอ๋อร์ยืนกอดอกพิงกำแพงอย่างเกียจคร้าน สายตาของนางทอดมองไปยังเซียวหรันที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนตรงประตูหน้าจวน ซึ่งกำลังเพลิดเพลินกับคำสรรเสริญเยินยอที่ผู้คนมอบให้
จนกระทั่งเซียวจิ่วเอ๋อร์รับรู้ได้ถึงสายตาที่แปลกประหลาดคู่หนึ่ง นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนหันไปมอง
ทันทีที่สายตาของทั้งสองสบกันกลางอากาศ เซียวจิ่วเอ๋อร์ยิ้มเยาะที่มุมปาก ก่อนจะยกมือขึ้นโบกให้เซียวหรันอย่างไม่ไยดี
สีหน้าของเซียวหรันพลันซีดเผือด นางถึงกับถอยหลังไปสองก้าวอย่างไม่ทันระวังจนเกือบจะล้มลงไปกับพื้น
ท่าทางราวกับเห็นผีของเซียวหรันทำให้ผู้คนรอบข้างหันมองตามสายตาของนาง เมื่อเห็นว่าเป็เซียวจิ่วเอ๋อร์ ผู้คนก็แสดงสีหน้าผิดหวังออกมาอย่างชัดเจน ราวกับนางเป็สิ่งอัปมงคลที่ไม่ควรค่าแก่การมอง แม้แต่มองเพียงครั้งเดียวก็ทำให้รู้สึกสะอิดสะเอียน
เซียวจิ่วเอ๋อร์ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างไม่สนใจ ทว่าเพียงไม่นาน เซียวหรันก็รีบวิ่งตามมา
“เซียวจิ่วเอ๋อร์?!” เซียวหรันหยุดยืนห่างจากนางไม่กี่ก้าว หอบหายใจแรงด้วยความตื่นตระหนก น้ำเสียงของนางสั่นเทาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“เ้า...ทำไม...ทำไมเ้ายังไม่ตาย!”
“สงสัยว่าทำไมข้ายังไม่ตายอย่างนั้นหรือ” เซียวจิ่วเอ๋อร์ทิ้งตัวลงนั่งที่โต๊ะหินกลางลาน พลางใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง ยิ้มหวานตอบกลับไปว่า “ก็เพราะข้าไม่ยินยอมอย่างไรเล่า เลยตั้งใจกลายเป็ผีร้ายคลานกลับมาจากห้วงนรกเพื่อมาหาเ้า”
ใบหน้าของเซียวหรันซีดเผือดจนไร้สีเื นางจ้องมองใบหน้าของเซียวจิ่วเอ๋อร์ตาไม่กะพริบ
เมื่อคืนนี้นางกรีดหน้าของเซียวจิ่วเอ๋อร์ไปนับสิบแผล ต่อให้ไม่ตาย แต่าแเช่นนั้นก็ไม่มีทางจะสมานหายภายในคืนเดียวแน่ๆ นี่มันเกิดเื่บ้าอะไรขึ้น
ความลับที่เซียวหรันกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้าได้สำเร็จนั้นเป็เพราะนางกลืนกินแก่นอสูรจากร่างของฉงซวง มารดาของเซียวจิ่วเอ๋อร์ เื่นี้มีเพียงบ่าวรับใช้ไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้
เดิมทีนางตั้งใจจะฆ่าปิดปากพวกมันหลังจากที่นำศพไปทิ้งเสร็จ แต่พวกมันยังไม่กลับจวนเลยจนถึงตอนนี้
หรือว่า...
เซียวหรันกัดฟันแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนจะหันกลับไปเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง นางชี้นิ้วไปที่เซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างเดือดดาล พร้ะคอกออกมา
“เซียวจิ่วเอ๋อร์! เ้าสัตว์เดรัจฉาน!”
กลุ่มคนที่ติดตามเซียวหรันมาต่างหันมองหน้ากันไปมาอย่างลังเลหลังได้ยินคำกล่าวนั้น
เซียวจิ่วเอ๋อร์ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม สีหน้าแฝงรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสบายๆ “พูดเช่นนี้ เ้าหมายความว่าอย่างไร”
“เ้ารู้ดีว่ามารดาของเ้าเป็เผ่าอสูร แต่เพื่อให้ได้พลังิญญา เ้ากลับลงมือฆ่านางและกินแก่นอสูรของนางเข้าไป! เ้าคิดหรือว่าจะปิดบังเื่ร้ายแรงเช่นนี้ได้!”
“หรันเอ๋อร์ เ้าว่าอะไรนะ!” เสียงของเซียวจื้อหยวนบิดาของนางดังขึ้น สีหน้าของเขาซีดเผือดและบึ้งตึงอย่างเห็นได้ชัด “ใครเป็เผ่าอสูร ใครฆ่าใครกันแน่”
“ท่านพ่อ! ฉงซวงเป็เผ่าอสูร! เมื่อคืนข้าเห็นนางเผยร่างที่แท้จริงกับตาตัวเอง และข้าเห็นเซียวจิ่วเอ๋อร์ฆ่านาง แล้วกลืนกินแก่นอสูรของนางเข้าไป!”
คำกล่าวหาของเซียวหรันทำให้ฝูงชนเริ่มฮือฮากันอย่างหนัก เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นรอบทิศ
ขณะนั้นเองเซียวเฟิ่งเอ๋อร์เดินออกมาจากกลุ่มคน นางหรี่ตาลงเล็กน้อยพลางมองเซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างเ็า ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ
“มิน่าล่ะ เมื่อคืนนี้ข้าไปลาดตระเวนที่ป่าอสูร แล้วเห็นเซียวจิ่วเอ๋อร์อุ้มศพของฉงซวงไว้ ข้ายังสงสัยอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่...ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง”
[1] ซานไห่จิง คือบันทึกที่เกี่ยวกับภูตผีและสัตว์เทพ