จากนั้นคุณนภาก็ตั้งข้อสงสัยและยินคำถามใส่ลูกชายมากมายโดยไม่เว้นช่องไฟให้ดาราหนุ่มได้ตอบคำถามเ่าั้ จนกระทั่ง...
"แม่ครับ แม่บอกว่ารู้จักผมดี แล้วแม่เคยรู้ไหมว่าแท้ที่จริงแล้วผม้าอะไรกันแน่ สิ่งที่แม่พูดสิ่งที่แม่ทำอยู่ทุกวันนี้ ใครกันครับที่เข้าใจ ไม่ใช่ผมหรอกเหรอที่เข้าใจแม่ ยอมทำทุกอย่างเพื่อแม่ ตามใจแม่ทุกอย่างเพื่อให้แม่สบายใจ ผมไม่เคยขัด ไม่เคยปฏิเสธคำร้องขอของแม่เลยแม้แต่ครั้งเดียวรวมถึงความฝันที่ผมอยากจะทำ ผมต้องทำลายมันทิ้งด้วยมือของผมเองแล้วมาเดินตามเส้นทางที่แม่กำหนดตามสิ่งที่แม่วางไว้ ผมใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ ผมเดิน กิน นอนและใช้ชีวิตตามกรอบและกฎเกณฑ์ของแม่ทั้งหมด
แต่แม่จะไม่ให้หัวใจของผมได้เป็อิสระอะไรเลยเหรอครับ ผมเคยบอกกับแม่แล้วว่าทุกอย่างผมจะทำตามคำร้องขอของแม่ ไม่ว่าแม่จะ้าอะไรหรือให้ทำอะไร ผมทำตามคำขอของแม่ได้ทุกอย่าง
สำหรับเื่หัวใจผมจะไม่ตามใจแม่ ผมจะทำตามหัวใจตัวผมเอง จะให้ผมพูดอีกสักกี่ครั้งว่าผมรักจันทร์ เด็กหนุ่มที่มีฐานะยากจนปลูกผักขายในตลาดเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง คนที่แม่รังเกียจ ไม่ชอบ ไม่อยากให้ผมไปคบค้าสมาคมด้วย แต่แม่รู้ไหมว่าหัวใจของลูกชายแม่มันรักเขาจนหมดหัวใจ ผมจะไม่มีวันทำตามใจแม่อีก แค่เพียงเื่นี้เื่เดียวเท่านั้น
ไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวขึ้นห้องนะครับ ผมขอโทษที่ต้องพูดตรงๆ กับแม่แบบนี้มันอาจจะเป็ครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้แต่ผมก็จะพูดในประโยคเดิมซ้ำๆ แบบนี้จนกว่าแม่จะเข้าใจความรักในรูปแบบที่ผม้า ขอตัวนะครับ"
"ทิชากลับมานะ! แกจะพูดแบบนี้ไม่ได้ แกจะมีแฟนเป็ผู้ชายไม่ได้ มันทั้งจนแล้วไม่มีอะไรเลย ฉันรับไม่ได้ ฉันไม่เอา กลับมาฟังฉันให้จบ กลับมานะ!!!..." คุณนภาร้องตวาดเรียกลูกชายที่กำลังเดินหันหลังไปขึ้นห้องนอนโดยมีแมคลูกพี่ลูกน้องเดินตามขึ้นห้องไป โดยไม่หันหลังกลับมามองคุณนภาที่ยังคงพร่ำพรรณนาถึงข้อเสียและความไม่ชอบใจในคำพูดของลูกชายอย่างไม่ขาดปาก
แต่ใครจะรู้ได้ว่าแรงกดดันจากความ้าอันแรงกล้าของคุณนภากำลังสร้างความกดดันให้กับดาราหนุ่มที่ต้องแบกรับความกดดันอันใหญ่หลวงมาเป็เวลานานแม้จะมีอายุเพียงแค่ 19 ปีก็ตาม แล้วทำไมเด็กหนุ่มอย่างเขาจะต้องมารับแรงกดดันอะไรแบบนี้ด้วย
ดาราหนุ่มค่อยๆ นั่งลงที่ขอบเตียงนอนของตนเองด้วยความรู้สึกตึงเครียดและเหนื่อยล้าเต็มทีกับปัญหาเดิมๆ
โดยมีแมคคอยปิดประตูห้องให้แล้วเดินมานั่งข้างๆ แล้วยกมือใหญ่ขึ้นลูบหัวน้องชายเบาๆ เพื่อถ่ายทอดความห่วงใยสู่อีกคนที่มีสีหน้าตึงเครียดจากปัญหาที่คอยรุมเร้าทุกครั้งที่กลับมาบ้าน
แมครู้สึกสงสารทิชามากแต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะหาวิธีใดมาช่วยเหลือคนตัวเล็กเพื่อแบ่งเบาความรู้สึกนั้นให้เด็กหนุ่มได้กลับมามีรอยยิ้มตามแบบที่เขา้า
"น้องทิชาอย่าเครียดไปเลยนะครับ รู้ไหมทุกครั้งที่เรามีสีหน้าตึงเครียดหรือไม่สบายใจมันทำให้โลกทั้งใบดูหมองเศร้าลงไปทันทีเลยนะ ความทุกข์ ความไม่สบายใจของเราน่ะอย่าเก็บมันไว้เลยนะครับ ระบายมันออกมาบ้างเชื่อพี่ ความทุกข์นั้นยิ่งเราเก็บมันไว้มากเท่าไหร่ มันก็จะคอยกัดกร่อนความสุขของเราลงไปทีละน้อยๆ ทุกวินาทีที่เรามีความทุกข์แต่ถ้าหากเรารู้จักปล่อยมันออกไปบ้างหรือระบายออกไปบ้าง มันก็จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายลงนะ แล้วน้องชายของพี่ก็จะกลับมามีความสุขเหมือนเดิมนะครับ"
"ช่างมันเถอะเนาะพี่ คำพูดนี้ผมจำขึ้นใจที่พี่เคยสอนผมให้รู้จักปล่อยวางจากปัญหาต่างๆ ไม่น่าเชื่อนะครับว่าเด็กหนุ่มที่มีอายุน้อยอย่างผมจะเข้าใจเื่การปล่อยวางอย่างที่พี่อธิบายได้ด้วย ถ้าผมไม่มีพี่คงแย่ ขอบคุณพี่นะครับที่อยู่เคียงข้างผมมาตลอด ไม่ว่าผมจะถูกหรือผิดพี่ก็คอยช่วยเหลือให้กลับมามีรอยยิ้มได้ทุกครั้ง ปัญหาวันนี้ช่างมันครับ"
หลังจากสองคนพี่น้องต่างพูดคุยกันจนเกิดความสบายใจขึ้นก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่าพวกเขาลืมเด็กหนุ่มอีกคนที่เพิ่งเป็สมาชิกใหม่ของบ้านแล้ว ตอนนี้เขาคนนั้นก็อยู่ด้านล่างกับคุณนภา จะเกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือเปล่า ทิชาไม่รอช้ารีบวิ่งลงมาด้านล่างเพื่อมารับตัวเขมขึ้นไปที่ห้องนอนของตนแต่ทันทีที่เขาวิ่งลงมาถึงบริเวณห้องรับแขกก็ต้องรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมาก เมื่อเห็นเขมและคุณนภากำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานด้วยเสียงหัวเราะพร้อมทั้งรอยยิ้ม มันเกิดอะไรขึ้นสิ่งที่เขาคิดไว้ว่าคุณนภาอาจจะเกรี้ยวกราดดุด่าเขมจนต้องหัวเสียเดินออกจากบ้านไปกลับไม่เป็จริงตามที่เขาคาดไว้
ทิชาเดินเข้ามาหาผู้เป็มารดา คุณนภาหันหน้ามามองเขาแล้วส่งยิ้มน้อยๆ ให้กับเขาเหมือนกับว่าเหตุการณ์เมื่อสักครู่นี้ไม่ได้เกิดขึ้น
ณ บ้านเจ๊หยก
"อาควีนลื๊อต้องกิงอารายบ้างน้า ลื๊อกำลังทามให้อั๊วเป็งห่วงนะลู้ม๊าย" สำเนียงจีนของเจ๊หยกที่พยายามพูดกล่อมลูกชายของเธอให้กินอาหารที่เธอนำมาป้อนลูกชายถึงบนห้องเป็วันที่สองแต่ลูกชายของเธอที่แต่ก่อนเคยดูเก่งกล้าสามารถ หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี บัดนี้เขากลับกลายเป็คนอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงที่จะสู้รบปรบมือกับใครๆ ได้อีก