“ระเบิดอสนีบาตยังเป็นแค่ผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปสัดส่วนที่ผสมยังต้องมีการปรับปรุง อีกทั้งต้องใช้ร่วมกับเครื่องยิงหินถึงจะมีอานุภาพที่สูงสุด”หวาชิงเสวี่ยจับไหล่เล็กๆ ของหลี่จิ่งหนาน เอ่ยกำชับทีละคำ “สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือการปรับปรุงต่อไปให้มันเสร็จสมบูรณ์ จากนั้นก็รอเวลาที่เหมาะสม โจมตีพวกมันให้ถึงตายทำให้พวกมันไม่กล้ากลับมาอีก!”
หลี่จิ่งหนานมองหวาชิงเสวี่ยด้วยแววตาแน่วแน่ขอบตาก็แดงก่ำ
ทุกคนในกระโจมเงียบกริบจนกระทั่งหลี่จิ่งหนานพยักหน้าช้าๆ ทุกคนถึงได้ถอนหายใจออกมาโดยพร้อมเพรียงกัน!
พวกเขากังวลเหลือเกินว่าหลี่จิ่งหนานจะอาละวาดขึ้นมาทันทีต่อให้เขาจะยังเด็ก แต่เขาก็เป็นถึงฮ่องเต้ หากเขาดึงดันให้ฟู่ถิงเย่ยกทัพออกไปรบ ฟู่ถิงเย่ต้องขัดคำสั่งแน่สุดท้ายก็ไม่เป็นผลดีกับใครเลย
ฟู่ถิงเย่เดินเข้ามาตบไหล่ของหวาชิงเสวี่ยเบาๆ“พาฮ่องเต้ไปพักผ่อนข้างหลังเถอะ”
หวาชิงเสวี่ยพยักหน้าแล้วจูงมือหลี่จิ่งหนานที่มีสีหน้าหม่นหมองออกไปจากกระโจม
ส่วนเสี่ยวโต้วจื่อก็ก้มหน้าเดินตามหลังไปเงียบๆ
ภายในกระโจมเงียบสงัด
เป็นความเงียบที่ให้ความรู้สึกแปลกประหลาด...
ฉินเหลาอู่หัวเราะแห้งๆแล้วกล่าวว่า “แม่นางหวา กับฮ่องเต้มีความสัมพันธ์ที่ดีกันมากเลยนะ...”
เหล่าทหารมองหน้ากันไปมาพยายามแค่นยิ้มออกมา
“ใช่ๆ ความสัมพันธ์แนบแน่นมากหึหึหึ...”
จะให้พูดอะไรได้อีก?
จะให้พูดว่าฮ่องเต้น้อยอ่อนแอหรือจะให้พูดว่าแม่นางหวาเข้มแข็งดีล่ะ? ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็มีแต่จะทำให้ขุ่นเคืองใจกันทั้งนั้น!
ฟู่ถิงเย่ทำหน้าถมึงทึงไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
...
หวาชิงเสวี่ยกับหลี่จิ่งหนานเข้าไปในกระโจมที่ใช้สำหรับพักผ่อนอีกหลัง
หลี่จิ่งหนานมีสีหน้าเศร้าหมองเพียงนั่งเงียบๆ อยู่บนเก้าอี้
เสี่ยวโต้วจื่อคลำกาน้ำบนโต๊ะก่อนจะรินน้ำล้างถ้วยก่อน แล้วรินน้ำใส่อีกถ้วย ยกให้หลี่จิ่งหนานอย่างนอบน้อม
หลี่จิ่งหนานสีหน้าแข็งทื่อไม่ขยับเขยื้อน
สายตาของเขาเหม่อลอยมองไปที่พื้นเหมือนคนหมดเรี่ยวแรง ไม่มีสติ
เสี่ยวโต้วจื่อทำได้แค่วางถ้วยน้ำลงบนโต๊ะแล้วยืนเงียบอยู่ข้างๆ
ในสถานการณ์แบบนี้ เขาไม่กล้าพูดอะไรทั้งนั้นกลัวว่ายิ่งพูดจะยิ่งทำให้ฮ่องเต้โกรธมากขึ้น
หวาชิงเสวี่ยมองไปยังหลี่จิ่งหนานที่มีท่าทางหดหู่ในใจก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่นางจะปล่อยให้หลี่จิ่งหนานทำตัวตามอำเภอใจต่อหน้าเหล่าทหารต้าฉีไม่ได้เพราะอายุที่ยังเยาว์ทำให้เขาไม่ได้รับการยอมรับจากเหล่าเสนาบดีอยู่แล้ว หากเขายังตัดสินใจทำอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลก็ยิ่งจะมีแต่คนดูถูกเขามากกว่าเดิม
ในกระโจมแขวนแผนที่ของแคว้นต้าฉีเอาไว้นางเขย่งเท้าเอาแผนที่ลงมา กางบนโต๊ะ แล้วตั้งใจดูอย่างละเอียด
หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็มีร่างเล็กๆ แทรกเข้ามาข้างๆ
หวาชิงเสวี่ยหันไปมองก็พบว่าเป็นหลี่จิ่งหนาน
ดูเหมือนเขาจะดีขึ้นบ้างแล้วถึงแม้จะยังดูไม่มีชีวิตชีวา แต่แววตาที่หม่นหมองก็เบาบางไปมากแล้ว
“เจ้ากำลังดูอะไร?”หลี่จิ่งหนานถาม
หวาชิงเสวี่ยเหลือบมองเขาเอ่ยเสียงเบา “ข้ารู้ว่าฮ่องเต้องค์ก่อนเคยยกดินแดนให้ต้าเหลียวไปทั้งสิ้นหกมณฑล ข้ากำลังดูว่ามีมณฑลอะไรบ้าง”
หลี่จิ่งหนานชี้ให้ดู“...ตรงนี้...มณฑลฉินโจว เว่ยโจว หยวนโจว ซีโจว เหอโจว และโม่โจว หกมณฑลนี้”
ถึงแม้จะไม่ใช่แคว้นของตนแต่เมื่อเห็นผืนแผ่นดินจำนวนมากถูกแบ่งให้กับต้าเหลียว หวาชิงเสวี่ยก็รู้สึกเจ็บปวดใจ
หลี่จิ่งหนานวาดพื้นที่อีกส่วนหนึ่งขึ้นมา“ก่อนที่ทั้งหกมณฑลนี้จะถูกยึดไป เมื่อครั้งที่ทำสงครามพ่ายแพ้และขอเจรจาสงบศึก เคยมีการยกดินแดนให้ไปแล้วสิบสองมณฑล”
หวาชิงเสวี่ยยิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจมากขึ้นไปอีก
“มีแผนที่ของต้าเหลียวหรือไม่?”หวาชิงเสวี่ยถาม
หลี่จิ่งหนานชะงักไปเสี่ยวโต้วจื่อเองก็มีสีหน้างุนงง
ที่นี่คือค่ายทหาร อาณาเขตของแคว้นที่อยู่รอบๆเป็นข้อมูลที่ต้องรู้ หวาชิงเสวี่ยครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วเดินออกไปนอกกระโจม สั่งทหารองครักษ์ไม่กี่คำไม่นานก็มีคนนำแผนที่ของต้าเหลียว และแผนที่ของแคว้นเล็กๆ ที่อยู่รอบๆ มาให้
หวาชิงเสวี่ยอยากจะเอาแผนที่พวกนี้มาวางเปรียบเทียบกันแต่เพราะว่าแผนที่มีขนาดใหญ่เกินไป จึงวางบนโต๊ะไม่ได้ นางจึงเอาไปวางไว้บนพื้น
เมื่อเอามาเปรียบเทียบกันก็เห็นได้ชัดเจนว่าแคว้นต้าเหลียวมีอาณาเขตกว้างใหญ่มาก เป็นเหมือนผู้มีอำนาจในหมู่แว่นแคว้นเล็กๆโดยรอบ กางเขี้ยวเล็บแผ่อิทธิพลออกไปทุกทิศทาง
แผนที่ของแคว้นต้าฉีมีขนาดเป็นรองเพียงแค่ต้าเหลียว
หวาชิงเสวี่ยกะด้วยมือหากสิบแปดมณฑลที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ไม่ได้ถูกยกให้ไป อาณาเขตของพื้นที่ทั้งสองแคว้นก็แทบไม่มีความแตกต่างกันเลย
หลี่จิ่งหนานเหมือนจะมองออกว่าหวาชิงเสวี่ยกำลังคิดสิ่งใดจึงพูดเสียงเบาว่า “สิบแปดมณฑลนี้สูญเสียไปจากพระหัตถ์ของเสด็จพ่อ ทุกคนเลยคิดว่าเสด็จพ่อของข้าเป็นฮ่องเต้ที่โง่เขลา”
“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร?”หวาชิงเสวี่ยถามเขา
หลี่จิ่งหนานเม้มริมฝีปากแน่นส่ายหน้าไปมา ไม่ได้ตอบอะไร
“ในโลกนี้มักหาทางที่สมบูรณ์แบบที่สุดได้ยากการยกดินแดนและจ่ายค่าชดเชยสงครามให้ไปเป็นการกระทำที่ไร้ศักดิ์ศรี แต่ก็ต้องยอมรับว่าฮ่องเต้พระองค์ก่อนได้ปกป้องชีวิตของประชาชนส่วนหนึ่งเอาไว้”หวาชิงเสวี่ยพยายามปลอบใจเขา “แคว้นเราอ่อนแอ ฮ่องเต้พระองค์ก่อนไม่อยากเห็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องได้รับผลกระทบจากสงครามถึงได้ทำเช่นนั้นอย่างจำใจ”
หลี่จิ่งหนานพูดเสียงอู้อี้“หากเป็นข้า...ต่อให้ต้องพ่ายแพ้ ข้าก็ขอสู้ตาย!”
“ฝ่าบาท” หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจเบาๆ“เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะเป็นฮ่องเต้ ไม่ใช่เป็นนักรบ เจ้าควรคิดหาวิธีที่จะทำให้บ้านเมืองมีอำนาจแข็งแกร่งสะสมพลังรอจังหวะ ไม่ใช่ไปแสดงความกล้าบ้าบิ่นในตอนที่บ้านเมืองอ่อนแอ”
แววตาของหลี่จิ่งหนานในตอนแรกเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมแต่ไม่นานนักก็แปรเปลี่ยนเป็นความสับสน
หวาชิงเสวี่ยมองเขาสีหน้าพลันอ่อนโยนลง นางพูดเสียงเบาว่า “ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้ เราควรคิดหาวิธีที่จะกำราบพวกมันไม่ใช่บุกเข้าไปตรงๆ เปิดเผยจุดอ่อนให้พวกมันเห็น...ระเบิดอสนีบาตเหล่านั้น อย่างมากก็ทำให้พวกมันตกใจได้แค่หนึ่งหรือสองครั้งเมื่อเข้าประชิดตัวได้ อาวุธชนิดใหม่นี้ก็จะสิ้นฤทธิ์”
“เจ้ามีวิธี ใช่หรือไม่?”หลี่จิ่งหนานมองนางอย่างมีความหวังเต็มเปี่ยม
หวาชิงเสวี่ยมองแผนที่เงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงกล่าว “ทัพม้าเหล็กของชาวเหลียวทำให้ผู้คนหวาดกลัว หากเราอยากจะต้านทานการรุกรานของกองทัพเหลียวก่อนอื่นเราต้องต้านทานทัพม้าเหล็กของพวกมันให้ได้ อานุภาพของระเบิดอสนีบาตตอนนี้ยังมีจำกัดเราต้องมีอาวุธจากดินปืนที่รุนแรงกว่านี้...และยังต้องมีกองทัพที่ใช้อาวุธไฟได้เป็นอย่างดี”
เพียงแต่...นางไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นี้ถูกต้องหรือไม่...
นี่เรียกได้ว่าเป็นระบบขนาดใหญ่ยิ่งเป็นงานก่อสร้างขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน
แต่ถ้าหากทำสำเร็จ แคว้นต้าฉีก็จะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนแห่งนี้อย่างแน่นอน
...จะต้องทำเช่นนั้นจริงๆหรือ?
หวาชิงเสวี่ยมองแผนที่เบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย
เรื่องเช่นนี้ ไม่ใช่การประดิษฐ์สบู่ทำมือง่ายๆสิ่งเหล่านี้เมื่อปรากฏขึ้นมาบนโลก จะทำให้ผลที่ตามมาเป็นอย่างไร นางไม่สามารถคาดเดาได้เลย...
สงครามจะจบลง หรือจะทำให้เลวร้ายมากยิ่งขึ้น?
...
ฟู่ถิงเย่เดินเข้ามาข้างในเห็นหวาชิงเสวี่ยกับหลี่จิ่งหนานกำลังพูดคุยกันอยู่ข้างแผนที่ด้วยท่าทีสงบ ก็รู้สึกตะลึงไปเล็กน้อย
ที่จริงเขาไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดฮ่องเต้น้อยที่อารมณ์ฉุนเฉียว ทุกครั้งที่มาอยู่ต่อหน้าหวาชิงเสวี่ย กลับอ่อนโยนได้มากขนาดนี้
สายตาของฟู่ถิงเย่จับจ้องไปที่หลี่จิ่งหนานเมื่อคิดถึงท่าทีไม่เหมาะสมของเขาเมื่อครู่ในกระโจม ก็เอ่ยขึ้นว่า “ฝ่าบาทอย่าทรงกังวลไปกระหม่อมสั่งให้ทหารฝึกฝนกระบวนท่าดาบยาวทุกวัน ถึงแม้ทัพม้าเหล็กของกองทัพเหลียวจะร้ายกาจแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีจุดอ่อน”
คนทั้งสองหันไปมองเขาพร้อมกัน
ตอนนี้อารมณ์ของหลี่จิ่งหนานสงบลงแล้วเขาจ้องมองฟู่ถิงเย่ด้วยดวงตาสีดำสดใส “อะไรคือกระบวนท่าดาบยาว?”
หวาชิงเสวี่ยมีความรู้เกี่ยวกับกระบวนท่าดาบยาวอยู่บ้าง
ในสมัยโบราณ เมื่อต้องสู้กับทหารม้าเบา[1] พลทหารราบถือทวนยาวนั้นร้ายกาจที่สุด เพราะทหารราบที่ถือทวนยาว สามารถแทงเข้าไปที่ท้องม้าของทหารม้าทำให้มันล้มลงก่อนที่จะทำอันตรายต่อพวกเขาได้
แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารม้าหนัก[2] ทวนยาวก็ใช้ไม่ได้ผลแล้ว เพราะทหารม้าหนักมีเกราะป้องกันที่ท้องม้า ตอนนั้นเองจึงเกิดเป็นกระบวนท่าดาบยาวขึ้นมาคือการใช้ดาบยาว หรือขวานใหญ่ฟันขาม้าของทหารม้าให้ขาด
แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายมาประจันหน้ากันสุดท้ายทหารม้าจะแทงทหารราบก่อน หรือทหารราบจะฟันขาม้าของทหารม้าได้ก่อน ขึ้นอยู่กับฝีมือและโชคของแต่ละฝ่ายแล้ว
พลทหารราบที่ฟู่ถิงเย่ฝึกนั้นเห็นได้ชัดว่ามีฝีมือไม่เบา ไม่เช่นนั้น กองทัพของฟู่ถิงเย่ก็คงจะไม่ถูกกองทัพเหลียวมองว่าเป็นหนามยอกอกที่ต้องหาทางมายั่วยุอยู่บ่อยครั้ง
แต่ถึงแม้จะมีวิธีเช่นนี้ก็ใช้ได้แค่ในกรณีที่จำนวนคนของทั้งสองฝ่ายมีจำนวนใกล้เคียงกันเท่านั้น หากเหมือนครั้งนี้กองทัพเหลียวมีหกหมื่น กองทัพฉีมีสี่หมื่น จำนวนกำลังพลแตกต่างกันมากเกินไป กระบวนท่าดาบยาวที่ร้ายกาจแค่ไหนก็จะต้องพ่ายแพ้อยู่ดี
“ชาวเหลียวเกิดมาเชี่ยวชาญการขี่ม้ายิงธนูกองทัพแข็งแกร่ง ม้ามีกำลังดี เราทำได้แค่ต้องค่อยๆ คิดแผนการ ไม่ควรจะใจร้อน” ฟู่ถิงเย่กล่าว
หลี่จิ่งหนานเห็นว่าฟู่ถิงเย่ก็คิดเช่นนี้จึงอดสงสัยไม่ได้ “แม่ทัพก็คิดเช่นนั้นหรือ?”
ก็คิดเช่นนั้น?
ฟู่ถิงเย่มองไปที่หวาชิงเสวี่ยโดยไม่รู้ตัวนางก็เคยพูดกับฮ่องเต้น้อยเช่นนั้นด้วยหรือ?
หลี่จิ่งหนานกล่าวว่า“เสด็จพ่อเคยชมแม่ทัพฟู่หลายครั้ง ว่าเป็นคนกล้าหาญ ไม่เกรงกลัวสิ่งใด และตรัสอีกว่าแม่ทัพฟู่ไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน”
บนใบหน้าที่เคร่งขรึมของฟู่ถิงเย่ปรากฏรอยยิ้มเล็กๆ ซึ่งหาได้ยากขึ้นมา “ฝ่าบาททรงทราบหรือไม่ เหตุใดกระหม่อมถึงไม่เคยพ่ายแพ้?”
หลี่จิ่งหนานมีสีหน้างุนงงแม้แต่หวาชิงเสวี่ยก็จ้องมองเขาด้วยความประหลาดใจ
ฟู่ถิงเย่กล่าวต่อ“เพราะว่าการรบที่รู้ว่าจะแพ้ กระหม่อมจะไม่รบ”
ขณะนั้นหลี่จิ่งหนานถึงกับเบิกตากว้างไม่อยากเชื่อ“แม่ทัพฟู่ก็มีวันที่ถอยทัพด้วยหรือ?”
“หากรู้ว่าจะแพ้ แน่นอนว่าต้องถอยทัพเมื่อรักษากำลังพลเอาไว้ได้แล้ว จากนั้นก็ค่อยหาจังหวะ สร้างโอกาสให้ตนเองเอาชนะ” ในแววตาของฟู่ถิงเย่มีรอยยิ้มปรากฏขึ้น“หรือฝ่าบาททรงคิดว่าคนที่ออกรบอย่างพวกเรา เป็นแค่พวกโง่ที่รู้แต่จะบุกไปข้างหน้าหรือ?”
หลี่จิ่งหนานยังคงงุนงงอยู่แต่หวาชิงเสวี่ยหัวเราะออกมาเสียแล้ว
หลี่จิ่งหนานพึมพำด้วยสีหน้าตะลึง“ตอนนั้นที่เสด็จพ่อยกหกมณฑลให้ข้าศึกไป ทุกคนต่างบอกว่า ถ้าหากได้ส่งแม่ทัพฟู่ไปทางเหนือเร็วกว่านี้คงไม่ต้องพ่ายแพ้ติดต่อกันซ้ำๆ ...”
“ไม่ ถึงแม้ข้าจะไปก็ต้องแพ้อยู่ดี” ฟู่ถิงเย่ส่ายหน้า “กองทัพที่อ่อนแอ จะไม่แข็งแกร่งขึ้นเพียงเพราะมีแม่ทัพคนใหม่มาแม้แต่กองทัพที่ข้าพามาจากทางใต้ ก็ยังเคยพลาดพลั้งให้กับทัพม้าเหล็กของกองทัพเหลียว”
ฟู่ถิงเย่มองไปยังหลี่จิ่งหนานตัวน้อยคาดเดาได้ว่าหลี่จิ่งหนานคงมีปมในใจ เขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าเมื่อก่อนขึ้นมา“ฝ่าบาทไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้ ฮ่องเต้แห่งต้าเหลียวเป็นดั่งพญาอินทรีในบรรดาฮ่องเต้หลายรุ่นที่ผ่านมาเขาต้องการครอบครองความเป็นใหญ่เหนือใต้หล้า ไม่ใช่แค่แคว้นต้าฉีที่ต้องยกดินแดนให้ไปสิบแปดมณฑลแม้แต่แคว้นหนานจ้าวก็ไม่รอดพ้น แคว้นหลินอี้หรือแคว้นอู๋เกอก็ได้รับความเสียหายอย่างหนักส่วนแคว้นหลัวเข่อก็ถึงขนาดต้องล่มสลาย กลายเป็นมณฑลหนึ่งของแคว้นต้าเหลียว”
เขายืนอยู่ข้างกายหลี่จิ่งหนานก้มมองแผนที่ที่วางเรียงรายอยู่บนพื้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “การรบชนะครั้งที่แล้วทำให้ต้าเหลียวเสียหน้าอย่างมาก ดังนั้น พวกมันจึงรีบร้อนที่จะเอาคืน เพื่อที่จะรักษาฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดของตนเอาไว้แต่สุดท้ายพวกมันจะต้องพ่ายแพ้อยู่ดี...”
หลี่จิ่งหนานเงยหน้าขึ้นมองฟู่ถิงเย่
แต่ในตอนนั้นเอง สายตาของฟู่ถิงเย่ก็จับจ้องไปที่หวาชิงเสวี่ย
ดวงตาของหลี่จิ่งหนานเป็นประกายขึ้นมาเขามองตามไปที่หวาชิงเสวี่ย “ใช่! พวกมันต้องพ่ายแพ้! รอให้ระเบิดอสนีบาตทำเสร็จจริงๆเราก็ไม่ต้องกลัวพวกมันอีกต่อไป! จริงหรือไม่ หวาชิงเสวี่ย?”
หวาชิงเสวี่ยมองบุรุษทั้งสองคนพลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้า แล้วค่อยๆ พยักหน้าลง...
—————————————————————————————————
[1]ทหารม้าเบา(轻骑兵)กองกำลังที่เน้นการเคลื่อนที่เร็วเป็นหลักมักใช้อาวุธน้อยชิ้น เช่น แค่ดาบ หอกเบา หรือธนูเท่านั้น ที่สำคัญคือมักไม่สวมเกราะหรือสวมเพียงแค่เกราะอ่อนที่มีน้ำหนักเบา
[2]ทหารม้าหนัก(重骑兵)หรือทหารม้าเกราะหนักกองกำลังที่เน้นอานุภาพการบุกทะลวงความรุนแรงสูง มีอานุภาพมากกว่าทหารม้าทั่วไป เนื่องจากมีการป้องกันจากเกราะที่สวมใส่