“ข้ายังไม่ได้ว่าอะไรตระกูลเซิ่งของเ้าเลยด้วยซ้ำ เหตุใดเ้าต้องรีบร้อนอธิบายด้วยเล่า?” เฉินเหวินหัวเราะเสียงเย็น
“กล่าวกันว่ามอบข้าวหนึ่งถุง รำลึกซึ่งบุญคุณ แต่มอบข้าวหนึ่งกระสอบ กลับนำมาซึ่งความแค้น* เฉินปู้เมี่ยเลี้ยงดูตระกูลเฉินมาหลายสิบปี เขาหารู้ไม่ว่าตนเองเลี้ยงตระกูลเฉินให้กลายเป็คนอกตัญญู นอกจากพวกเขาจะไม่ดูแลเฉินเหมียวเหมี่ยวอย่างที่รับปากแล้ว ยังทุบตี รังแก และเหยียดหยามนางสารพัด พวกเขา่ชิงสมบัติทั้งหมดที่เฉินปู้เมี่ยทิ้งเอาไว้ให้เฉินเหมียวเหมี่ยวไป เมื่อเห็นว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวโตขึ้นเป็คนโง่เขลาไร้สติปัญญา เื่อะไรคนไร้ค่าเช่นเฉินเหมียวเหมี่ยวถึงจะได้แต่งงานกับตระกูลเซิ่งกันเล่าจริงหรือไม่ ส่วนเ้าเซิ่งเฟิงมีพร์อันสูงส่ง ความสามารถไม่เป็สองรองใคร พวกเขาย่อมมีความคิดให้หลี่ตายแทนถาว**อยู่แล้ว”
(* มอบข้าวหนึ่งถุง รำลึกซึ่งบุญคุณ แต่มอบข้าวหนึ่งกระสอบ กลับนำมาซึ่งความแค้น หมายความว่า เมื่อให้ความช่วยเหลือเล็กน้อยกับคนกำลังลำบาก จะทำให้ซาบซึ้งในบุญคุณ แต่ถ้าช่วยมากเกินไปจนกลายเป็การพึ่งพาผู้ให้ เมื่อหยุดให้ความช่วยเหลือ อีกฝ่ายก็จะโกรธเกลียด)
(** หลี่ตายแทนถาว หนึ่งในกลศึกของเื่สามก๊ก หมายความถึงการจะได้ประโยชน์จากการเสียเปรียบในสถานการณ์คับขัน จำต้องเสียสละส่วนหนึ่งส่วนใดของกองทัพหรือของตนเอง เสียค่าตอบแทนเพียงเล็กน้อยเพื่อเป็การแลกเปลี่ยนกับชัยชนะ ส่วนชื่อกลศึก มีที่มาจากกวีนิพนธ์ในกู่เล่อฝู่ ที่กล่าวว่า ‘ต้นถาวและต้นหลี่โตเคียงข้างกันมา หนอนไชต้นถาว หลี่ตายแทนถาว ต้นไม้ยังตายแทนกัน พี่น้องไยจึงลืม’)
เซิ่งเฟิง “...”
เซิ่งเฟิงเงียบงันไปทันที เื่สาเหตุในการเปลี่ยนตัวเ้าสาวเขาไม่รู้เลย แต่การเปลี่ยนเ้าสาวจากคนไร้ค่าคนหนึ่งมาเป็เซียนจื่ออี ต้องยอมรับว่าตอนนั้นเขารู้สึกโล่งใจจริง ๆ
ทว่าบัดนี้ ดูแล้วเื่นี้เหมือนจะมีเบื้องหน้าเื้ัที่ซับซ้อนเสียแล้ว
เซิ่งเฟิงใช้สายตาคมปลาบมองไปยังเฉินจื่ออีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อีกฝ่ายใจสั่นขึ้นทันที พลางเอ่ยอย่างน่าสงสาร “พี่เฟิง ไม่ใช่นะเ้าคะ พวกเราไม่ได้รังแกเหมียวเหมี่ยว ท่านต้องเชื่อพวกเรานะเ้าคะ ท่านพ่อ ท่านแม่ รักเหมียวเหมี่ยวราวกับนางเป็ลูกในไส้ จะทำเื่ที่โหดร้ายเช่นนั้นได้อย่างไรกัน ต้องมีคนใส่ร้ายตระกูลเฉินของเราแน่นอนเ้าค่ะ!”
“ใช่แล้ว เฉินเหวิน เ้าใส่ความพวกเรา พวกเราเป็ญาติของเฉินเหมียวเหมี่ยว จะทำเื่เช่นนั้นได้อย่างไร?” เฉินฮูหยินทนไม่ไหวอีกต่อไป “เด็ก ๆ ลากเ้าคนโกหกหลอกลวงผู้นี้ออกไปที ลากออกไป!”
เฉินฮูหยินเอ่ยจบก็คิดจะเข้าไปจับตัวเฉินเหวิน แต่กลับถูกแม่ทัพเนี่ยตบเข้าที่หน้าอย่างไร้ความปรานี
“บังอาจ! ต่อพระพักตร์องค์ชายสาม ใช่ที่ที่เ้าจะมาร้องเอ็ดตะโรเช่นนี้อย่างนั้นหรือ”
“ท่านแม่!” เฉินจื่ออีร้องเสียงสูง รีบวิ่งเข้าไปประคองเฉินฮูหยิน ทว่าไอชั่วร้ายที่แผ่ออกมาของแม่ทัพเนี่ย ทำให้นางไม่กล้าตำหนิเขาแม้แต่คำเดียว ทำได้เพียงกล้ำกลืนความแค้นนี้เอาไว้
สิ่งที่ทำให้นางผิดหวังที่สุดก็คือ เ้าบ่าวของตนกลับไม่ช่วยแม้แต่น้อย...
“ใส่ร้ายงั้นหรือ?” เฉินเหวินเห็นว่าตัวเองมีคนปกป้อง ก็ยิ่งไม่เกรงกลัวสิ่งใดอีก
“หากข้าใส่ร้ายจริง เหตุใดพวกเ้าต้องใช้ข้ออ้างว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวไม่แข็งแรงต้องฟื้นฟูร่างกาย แล้วส่งนางไปอยู่ที่ตระกูลเฉินตำบลอวิ๋นหลัวด้วยเล่า หากข้าใส่ร้ายจริง เหตุใดเฉินเหมียวเหมี่ยวในตอนนั้นถึงมีร่างกายผ่ายผอม ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยาแ หากข้าใส่ร้ายจริง เหตุใดเฉินเหมียวเหมี่ยวถึงหายตัวไปกว่าสามปีแล้ว และพวกเ้าก็ไม่เคยคิดจะออกไปตามหานางเลย หนำซ้ำยังบอกอีกว่า ตำบลอวิ๋นหลัวเป็สถานที่ที่เหมาะกับการพักรักษาตัวอะไรนั่นอีก ฮ่าฮ่าฮ่า ถุย! นั่นเป็สถานที่ที่แม้แต่สุนัขก็ยังไม่อยากไปอยู่ ทุกสิ่งที่พวกเ้าทำ ในเมืองฟ่านเฉิงมีใครบ้างที่ไม่รู้ เ้าพวกคนเนรคุณ!”
เฉินหยวนมีสีหน้าเข้มขึ้นทันที แต่เฉินเหวินยังเอ่ยไม่จบ เขาจะทำให้เฉินหยวนและตระกูลเฉินได้รับความอัปยศอย่างถึงที่สุด
“จริงสิ เหตุใดเฉินเหมียวเหมี่ยวถึงหายตัวไปกันนะ? อ้อ! ใช่แล้ว เพราะจู่ ๆ เฉินเหมียวเหมี่ยวก็รักหม่าจิ๋งอวี่บุตรชายของนายอำเภอขึ้นมา นางจึง้าจะหนีไปกับหม่าจิ๋งอวี่ แต่หม่าจิ๋งอวี่กลับปฏิเสธนาง นางอับอายผู้คนจึงได้ไปจากตำบลอวิ๋นหลัวใช่หรือไม่ ฮ่าฮ่าฮ่า นางเป็คนโง่ที่มีสติปัญญาราวกับเด็กน้อย ของทั้งหมดล้วนยังวางอยู่ในห้อง พวกเ้าคิดว่านางจะไปจากตำบลอวิ๋นหลัวเองได้อย่างนั้นหรือ?”
เฉินฮูหยินที่ใบหน้าบวมช้ำ มีเืไหลออกมาที่มุมปาก แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับสูงขึ้นกว่าเดิมหลายส่วน “บางทีนางอาจจะหนีไปเองก็ได้ เ้าไม่ใช่นางจะรู้ความคิดของนางได้อย่างไร บางทีนางอาจจะรักใคร่หม่าจิ๋งอวี่มากก็ได้ เหตุใดเ้าต้องใส่ร้ายพวกเราด้วย พวกเราเป็ญาติของเฉินเหมียวเหมี่ยวนะ!”
ทันใดนั้น เสียงที่ดูขลาดกลัวเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ไม่...นางไม่ได้รักข้า นางไม่เคยเห็นหน้าข้าด้วยซ้ำ แต่มีคนใช้หินิญญาหนึ่งร้อยก้อนซื้อตัวข้าให้สร้างหลักฐานปลอม เพราะจิตใจที่ละโมบของข้า ข้าจึงได้ตอบตกลงไป”
เมื่อทุกคนหันไปมอง ก็เห็นบุรุษรูปร่างผ่ายผอม มีท่าทางหวาดหวั่นผู้หนึ่งเดินออกมาจากกลุ่มคน เขาคุกเข่าให้กับองค์ชายสามแล้วเอ่ยขึ้น “กระหม่อมหม่าจิ๋งอวี่ บุตรชายของนายอำเภอตำบลอวิ๋นหลัวคารวะองค์ชายสาม ขอพระองค์ทรงพระเจริญพ่ะย่ะค่ะ!”
ฉู่ชิงอวิ๋นเป็ถึงองค์ชาย แผนการชั่วร้ายอะไรบ้างที่เขาไม่เคยเห็น?
ไม่ว่าจะเป็เื่ที่ตระกูลเฉินรังแกเฉินเหมียวเหมี่ยว หรือว่าการปรากฏตัวอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของหม่าจิ๋งอวี่ ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยลับลมคมใน
เขาอยากจะรู้จริง ๆ ว่ายังมีผู้ใดสอดมือเข้ามายุ่งกับเื่นี้อีกบ้าง
“เ้าคือหม่าจิ๋งอวี่อย่างนั้นหรือ ที่เ้าพูดมาเป็ความจริงงั้นหรือ?”
“ทูลองค์ชาย กระหม่อมคือหม่าจิ๋งอวี่พ่ะย่ะค่ะ ทุกคำที่กระหม่อมเอ่ยออกมาล้วนเป็ความจริง หากมีคำใดที่กระหม่อมโกหก ขอให้กระหม่อมตกนรกไม่ได้ผุดได้เกิดตลอดไป หากว่าองค์ชายยังไม่ทรงเชื่อ สามารถให้คนมาค้นิญญาของกระหม่อมได้เลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไม่ขัดขืนใด ๆ!”
เคล็ดวิชาค้นิญญาเป็เคล็ดวิชาที่ทะลวงเข้าไปในจิติญญาของผู้บำเพ็ญเพียร เพื่อสำรวจความทรงจำของคนผู้นั้น เป็เคล็ดวิชาลับของราชวงศ์ต้าฉู่
เมื่อใช้แล้ว ไม่ว่าจะเป็ผู้ที่ค้นิญญาหรือผู้ที่ถูกค้นิญญา พลังของจิติญญาล้วนได้รับความเสียหาย
หากไม่จำเป็จริง ๆ ราชวงศ์ต้าฉู่ไม่มีทางใช้เคล็ดวิชาลับนี้เด็ดขาด
ในเมื่อเขาเป็ฝ่ายเสนอให้ค้นิญญา ทั้งยังกล้าสาบานเช่นนี้ ฉู่ชิงอวิ๋นก็จะลองเชื่อเขาสักครั้ง “อืม เฉินเหวิน เ้าเล่าต่อสิ”
“พ่ะย่ะค่ะ เื่มาถึงขั้นนี้ กระหม่อมเองก็ไม่มีอะไรต้องปิดบังอีก ขอทูลองค์ชายตามตรง กระหม่อมได้อาวุธเวทเฉียนคุนมาจากข้าวของที่เหลืออยู่ของเฉินเหมียวเหมี่ยว ทุกคนต่างรู้ดีว่าอาวุธเวทเฉียนคุนนั้นสูงส่งกว่าถุงเฉียนคุนอย่างมาก ความสามารถในการปลอมแปลงตัวของมันไม่มีสิ่งใดสู้ได้ นอกจากผู้เป็นายของอาวุธเวทเฉียนคุนแล้ว จะไม่มีผู้ใดสามารถมองมันออกอีก ดังนั้นคนภายนอกจึงคิดว่ามันเป็เพียงของธรรมดาเท่านั้น”
อาวุธเวทเฉียนคุน!
เฉินหยวนและเฉินฮูหยินสบตากัน แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคิดไม่ถึงว่าเฉินปู้เมี่ยจะใช้ไม้นี้ลับหลังพวกเขา ไหนเฉินปู้เมี่ยบอกว่าไว้ใจพวกเขาอย่างไรล่ะ เหตุใดต้องทำเช่นนี้ลับหลังพวกเขาด้วย!
พูดอย่างทำอย่าง ถุย เ้าคนต่ำช้า!
เฉินเหวินยังเอ่ยต่อ
“...แต่หากเ้าของอาวุธเวทเฉียนคุนตายไป มันก็จะกลายเป็แค่ถุงเฉียนคุนธรรมดา คนนอกสามารถพบเห็นได้ วันต่อมาหลังจากเฉินเหมียวเหมี่ยวหายตัวไป กระหม่อมในฐานะผู้รับผิดชอบตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัว แน่นอนว่าต้องไปตรวจสอบที่ห้องของนาง ทำให้กระหม่อมได้พบกับอาวุธเวทเฉียนคุนที่เฉินเหมียวเหมี่ยวทิ้งเอาไว้...เฉินฮูหยิน เ้าทายซิว่าด้านในมีสิ่งใดอยู่?”
จากนั้นก็มีคนเอ่ยต่อทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกียจคร้าน “ยังต้องทายอีกงั้นหรือ ใช้หัวแม่เท้าคิดยังรู้เลยว่าในอาวุธเวทเฉียนคุนนั่น ต้องมีโอสถมากมายถูกเก็บอยู่ในนั้นแน่นอน”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” เฉินเหวินเอ่ยด้วยความสะใจ “ใช่แล้ว! เป็โอสถ อีกทั้งโอสถเหล่านี้ยังทำให้ตระกูลเฉินแห่งเมืองฟ่านเฉิงกลายเป็สุนัขเชื่อง ๆ ที่หมอบอยู่แทบเท้าของข้า เฉินหยวน เ้าและลูกเมียของเ้า รวมทั้งตระกูลเฉินที่บอกว่าตัวเองเป็ผู้สูงส่ง แท้จริงแล้วก็เป็ได้แค่คนไร้ค่ากลุ่มหนึ่งก็เท่านั้น เมื่อก่อนพวกเ้าอาศัยอำนาจของเฉินปู้เมี่ย บัดนี้ก็ยังคิดจะใช้โอสถที่เฉินปู้เมี่ยทิ้งเอาไว้ให้เฉินเหมียวเหมี่ยว เอาใจเชื้อพระวงศ์และตระกูลเซิ่ง ช่างหน้าไม่อายจริง ๆ ไม่ดูเลยว่าพวกเ้าคู่ควรหรือไม่!”
เฉินเหวินเอ่ยด้วยความเดือดดาล ใบหน้าเต็มไปด้วยความดุดัน เขาอยากจะเอาคำสาปแช่งทั้งหมดที่ตัวเองนึกออก พ่นใส่ตระกูลเฉินให้หมด
แต่ฉู่ชิงอวิ๋นี้เีจะฟังคำเหล่านี้ เขาชิงเอ่ยด้วยความหงุดหงิด “หุบปาก แล้วอาวุธเวทนั่นอยู่ที่ไหน?”
เฉินเหวินไม่กล้าเอ่ยต่อ ทำได้เพียงหุบปากลง แล้วรีบก้มหน้าไปหยิบประคำสีดำเส้นหนึ่งขึ้นมา ส่งให้แม่ทัพเนี่ยอย่างนอบน้อม
แม่ทัพเนี่ยพลิกไปพลิกมาอยู่สักพัก ก่อนจะทำลายตราประทับบนนั้นอย่างง่ายดาย
“พรวด...”
เฉินเหวินที่ไม่ทันป้องกันตัวพลันกระอักเืออกมา พร้อมกับกุมศีรษะและล้มลงไปกับพื้นทันที ราวกับสุนัขจรจัดที่ถูกตีด้วยกระบองเหล็ก มีเพียงเสียงครวญครางอย่างน่าเวทนาเท่านั้น
พลังิญญาถูกทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า เฉินเหวินในตอนนี้จึงหมดสภาพโดยสมบูรณ์
เฉินเหมียวเหมี่ยวจ้องที่ประคำเส้นนั้น หลังจากมันผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดจากแม่ทัพเนี่ยแล้ว สุดท้ายก็ถูกส่งให้ฉู่ชิงอวิ๋น