ตอนที่ 6
หลังจากเหตุการณ์ที่เจอโจรป่าขบวนเดินทางก็ไม่มีการหยุดพักรายทางอีกถึงจะพักก็จะเป็การพักตามโรงเตี๊ยมเท่านั้น แล้วพอลู่จื้อฟื้นก็มีอาการเสียขวัญอย่างเห็นได้ชัดจนเธอนั้นทั้งกอดทั้งพูดปลอบอยู่นานกว่าจะหายกลัวจากเหตุการณ์นั้น
แล้วทำไมเด็กอายุ 5-6ขวบปี ต้องมาเจอกับเหตุการณ์ที่น่ากลัวแบบนี้ด้วย
“ฟางเหนียง”
เธอเงยหน้าขึ้นมองเหม่ยกวางแต่แขนนั้นยังคงกอดลู่จื้อที่หลับอยู่
“เหตุการณ์นี้...”
“เหตุการณ์นี้ทำให้ข้ารู้ว่าคนบางคนไม่จำเป็ต้องมีโอกาสรับชีวิตที่สอง”
เหม่ยกวางขมวดคิ้วมองฟางเหนียงอย่างไม่เข้าใจกับคำพูดประโยคเมื่อครู่ที่ฟางเหนียงพูดออกมาชีวิตที่สองอะไร
“อดทนหน่อยนะอีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู้แคว้นจูเชว่แล้ว”
แล้วเธอก็ตอบกลับไปโดยการพยักหน้า
“แล้วก็เื่ของลู่จื้อเสด็จอาฝากมาขอโทษเ้าด้วยที่ดูแลลู่จื้อได้ไม่ดี”
เธอส่ายหัวไปมาแล้วพูด
“ไม่ใช่ความผิดของไป๋อ๋องหรอกข้ารู้ว่าไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นถือเสียว่าเป็ความซวยของลู่จื้อแล้วกัน ไม่ต้องคิดมาก”
ในความคิดของเหม่ยกวางนั้นฟางเหนียงยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็ต้นหอมหรือว่าฟางเหนียง ความใจดีความมีเมตตา ทั้งสองนั้นมีเหมือนกันแล้วนางเองก็ดีใจที่ได้ผู้หญิงคนนี้มาเป็เพื่อนทั้งสองชาติภพ
แคว้นจูเชว่
“ทูลองค์หญิงถึงแคว้นจูเชว่แล้วพ่ะย่ะคะ” คนบังคับรถม้าพูดขึ้น
“แล้วจะเข้าสู่เมืองหลวงเมื่อไหร่”
“คาดว่าอีก 2-3วันพ่ะย่ะคะ”
ก่อนที่จะเข้าสู่เมืองหลวงไป๋อ๋องได้หยุดพักที่เมืองหนึ่งซึ่งเป็เมืองหน้าด่านก่อนที่จะเข้าสู่เมืองหลวงแคว้นจูเชว่แล้ว่บ่ายก็ทำการเดินทางต่อ
เธอสังเกตอยู่หลายครั้งที่ไป๋อ๋องมองเธอแต่เธอเลือกที่จะทำเป็มองไม่เห็น และไม่สนใจสายตานั้น
“ฟางเหนียง...”
“ฮื่อ...” เธอละสายตาออกจากลู่จื่อที่นอนหนุนตักอยู่
แล้วในตอนนี้ก็กำลังเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงแคว้นจูเชว่คาดว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงคงถึง
“ข้าคิดไปเองหรือเปล่าว่าเสด็จอามองเ้าอยู่ตลอดเวลา”
“เ้าคิดไปเอง”
“ไม่นะข้าว่าข้าไม่ได้คิดไปเอง...” พลางยกมือขึ้นลูบคางของตัวเองไปมา
“เพราะั้แ่ที่ข้ามาอยู่ที่นี้ได้รู้จักเสด็จอา เสด็จอานั้นไม่เคยมองสตรีใดนานๆ เลย แล้วเ้าก็เป็คนแรก”ชี้นิ้วใส่ฟางเหนียง
“ข้าก็อยู่กับเ้าไหมล่ะอาจจะมองเ้าก็ได้ เ้าเป็หลานของไป๋อ๋องนะ อาเป็ห่วงหลานก็ไม่แปลก”
“งั้นหรอ...”แต่ก็พยายามทำหน้าครุ่นคิด แล้วส่ายหัวไปมา
“แต่ข้าว่าไม่...”
“พอ”
ก่อนที่เหม่ยกวางจะพูดอะไรไปมากกว่านี้เธอก็เอ่ยห้ามเสียก่อน เพราะไม่อย่างนั้นเหม่ยกวางไม่หยุดพูดแน่นอน
และแล้วขบวนเดินทางก็มาถึงประตูของวังหลวงก่อนตะวันตกดินโดยที่หน้าประตูวังนั้นมีคนมาต้อนรับมากมาย ซึ่งนำมาโดย องค์รัชทายาทแคว้นจูเชว่องค์หญิงทุกพระองค์ ซึ่งเป็องค์หญิงที่เกิดจากนางสนมขององค์ฮ่องเต้ซึ่งมีเพียงแค่ห้าพระองค์เท่านั้น ซึ่งนับว่าน้อยมากถ้านับจากแคว้นอื่นและยังมีขุนนางยศต่างๆ มากมายมาต้อนรับ
เขาลงจากม้าแล้วทำความเคารพองค์รัชทายาทแคว้นจูเชว่
“ถวายบังคมองค์รัชทายาทพ่ะย่ะคะ”
“ถวายบังคมไป๋อ๋องพ่ะย่ะคะ”พลางมองไปยังรถม้าด้านหลัง
“แล้วรถม้าคันนั้น...”
“อ่อ...” หันไปมองด้านหลังก็เห็นประตูรถม้าเปิดออก พร้อมกับปรากฏร่างของฟางเหนียงลงมาก่อนซึ่งนางนั้นสวมใส่ผ้าปิดหน้าสีขาวเอาไว้ครึ่งหน้า รวมไปถึงสาวใช้ของนางเองก็ด้วยและตามลงมาด้วยเหม่ยกวางและลู่จื้อที่อิงอี้อุ้มเอาไว้
“นั้น...”
“ถวายบังคมองค์รัชทายาทหม่อมฉันองค์หญิงแปด องค์หญิงเหยียนเหม่ยกวางเพคะ” พร้อมกับย่อตัวลงทำความเคารพอย่างสุภาพและสง่างามที่สุด
“อ่า...ตามสบายเถอะองค์หญิงแปด”
“ขอบพระทัยเพคะ”
องค์รัชทายาทมององค์หญิงแปดสักพักแล้วเลื่อนสายตาไปมองทางด้านหลังก็เห็นนางกำนัลขององค์หญิงแปดแต่กลับมานางกำนัลอยู่สองคนที่สวมใส่ผ้าปิดหน้าเอาไว้
“พวกนาง...”
“อ่า...พวกนางทั้งสองคนเป็นางกำนัลของหม่อมฉันเองเพคะเพียงแต่ตอนที่เดินทางมาที่แคว้นจูเชว่พวกนางเกิดไม่สบายจึงใช้ผ้าปิดหน้าเอาไว้เพคะ”
“อ่อ...” องค์รัชทายาทแคว้นจูเชว่พยักหน้าเข้าใจและไม่ซักถามอะไรอีกแล้วหันไปหาไป๋อ๋อง
“ไปเถอะข้าจะนำท่านไปยังตำหนักที่จัดเตรียมไว้ให้”
จากนั้นทุกคนก็เดินตามองค์รัชทายาทแคว้นจูเชว่ไปเธอใช้สายตามองไปรอบๆ เพื่อจดจำเส้นทาง แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับขุนนางคนหนึ่งแต่ดูจากชุดที่ใส่เป็ชุดเกาะขุนนางคนนี้คงมีตำแหน่งทางการกองทัพทหารที่สูงไม่น้อย
“คุณหนู...”
“อะไรรึ”
“บุรุษที่ใส่ชุดเกาะคนนั้นคือแม่ทัพเฟิ่งเ้าค่ะ”
“แม่ทัพเฟิ่ง...”เธอพูดกับอิงอี้เสียงเบา แต่ตามองไปยังแม่ทัพคนนั้น
“เ้าค่ะแม่ทัพเฟิ่งเป็แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นจูเชว่”
“ท่านพ่อของข้าสินะ”
แล้วอิงอี้ก็พยักหน้าให้หนึ่งทีเป็การยืนยัน
และเมื่อได้รับการยืนยันเธอก็เดินเข้าไปหาเหม่ยกวางทันทีพร้อมกับยื่นป้ายหยกสีเขียวมีพู่ห้อยสีเขียวส้มที่ด้านหลังสลักคำว่าเฟิ่งให้กับเหม่ยกวาง ซึ่งเหม่ยกวางก็รับไปโดยดี
“คนที่ใส่ชุดเกาะนั้นคือแม่ทัพเฟิ่ง”
เธอพูดแค่นั้นแล้วถอยกลับไปเดินกับอิงอี้
เมื่อได้รับมานางก็หันไปมองบุรุษที่ใส่ชุดเกาะสีเทาที่มีรัศมีของความแข็งแกร่งอยู่รอบๆตัวถ้าคนคนนั้นคือแม่ทัพเพิ่งแม่ทัพไร้พ่ายแห่งแคว้นจูเชว่ย่อมแสดงว่าเป็บิดาของฟางเหนียง
เมื่อทำการสรุปให้กับตัวเองเสร็จสับก็ยิ้มออกมา เดินเข้าไปหาแม่ทัพเฟิ่งและหยุดอยู่ตรงหน้าซึ่งก็ถูกมองด้วยสายตาที่ประมาณว่า รู้จักกันด้วยหรอ ทำไมมายืนขว้างทางข้าเช่นนี้
และไม่ใช่แค่แม่ทัพเฟิ่งเท่านั้นที่มองและหยุดเดินคนอื่นๆ ก็เช่นกัน
“นั้นนางจะทำอะไร”ไป๋อ๋องว่าแล้วเดินไปหยุดอยู่ข้างๆ หลานสาว
“กวางเอ๋อร์เ้าจะทำอะไร”
นางเงยหน้าขึ้นมองไป๋อ๋องที่ก้มลงมา
“หลานเพียงแค่ได้ยินชื่อเสียงของแม่ทัพเฟิ่งแม่ทัพไร้พ่ายแห่งแคว้นจูเชว่มานาน หลานจึงอยากจะมอบของให้เท่านั้นเ้าค่ะ”
“กวางเอ๋อร์...”
ซึ่งนางไม่สนคำพูดของเสด็จอาแล้วหันกลับมามองแม่ทัพเฟิ่งต่อ
“ข้าได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานพอได้มาเห็นท่านตัวจริงข้าก็รู้แล้วว่าฉายาแม่ทัพไร้พ่ายนั้นเหมาะกับท่านจริงๆ แม่ทัพเพิ่ง” นางว่าแล้วยิ้ม
“องค์หญิงทรงกล่าวเกินไปแล้วพ่ะย่ะคะ”
“ไม่เกินไปหรอก”เธอว่า แต่แม่ทัพเฟิ่งก็ไม่พูดอะไรออกมา เธอจึงพูดขึ้นอีก
“จริงสิข้ามีของมามอบให้ท่านด้วย”
“อย่าเลยพ่ะย่ะคะกระหม่อมไม่อาจรับเอาไว้ได้ ขอรับเอาไว้เพียงแค่คำชมก็พอแล้วพ่ะย่ะคะ”
“ท่านอย่าเพิ่งปฏิเสธสิแม่ทัพเฟิ่งของที่ข้าจะมอบให้ท่านยังไม่เห็นเลย ถ้าท่านปฏิเสธที่จะรับ ท่านอาจจะเสียใจได้นะ”
ตนมองรอยยิ้มที่องค์หญิงแคว้นไป๋ยิ้มออกมามันให้ความรู้สึกว่าในรอยยิ้มนั้นมีอะไรแฝงอยู่
“แล้วของที่ข้าจะมอบให้ท่านนั้นอาจจะทำให้ท่านพบกับของที่ท่านตามหามานานก็ได้”
แล้วคำพูดต่อมาขององค์หญิงแคว้นไป๋ยิ่งทำให้ตนไม่เข้าใจและสงสัย
“รับไปสิ” นางยื่นป้ายหยกสีเขียวออกไป แต่ตามองแม่ทัพเฟิ่งไม่ละ
ซึ่งทุกคนต่างก็มองการกระทำขององค์หญิงเหม่ยกวางไม่กะพริบตาชาวแคว้นจูเชว่ต่างก็คิดกันไปต่างๆ นานา ว่าองค์หญิงแคว้นไป๋ผู้นี้พึงพอใจในตัวของแม่ทัพเฟิ่ง ถึงขั้นมอบของแทนใจให้กัน
ตนยังคงมองหน้าขององค์หญิงแคว้นไป๋ไม่ละไม่สนสิ่งที่ยื่นมาให้
“ท่านรับไปเถอะแม่ทัพเฟิ่งของสิ่งนี้จะทำให้ท่านพบกับคนที่ท่านกำลังตามหา”นางว่าเสียงเบา เพราะไม่้าให้ใครได้ยิน
คำพูดขององค์หญิงแคว้นไป๋ทำให้ตนเบิกตากว้างออกมาองค์หญิงผู้นี้รู้ได้อย่างไรว่าตนกำลังตามหาคนก่อนจะก้มลงมองของที่อยู่ในมือขององค์หญิงแคว้นไป๋
ป้ายหยกสีเขียวที่มีพู่ห้อยสีเขียวส้มเพียงแค่เห็นตนก็รู้ได้ทันทีว่ามันคืออะไรและเป็ของใครแล้วยื่นมือที่สั่นเทาของตัวเองออกไปรับป้ายหยกนั้นมาถือไว้พอพลิกมองด้านหลังก็เห๋็นตัวอักษรที่สลักคำว่าเฟิ่งเอาไว้
เพราะว่าป้ายหยกนี้คือป้ายหยกประจำตัวของตนที่ได้มอบให้กับฮูหยินที่รัก
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมององค์หญิงแคว้นไป๋แต่ก็เห็นว่านางเดินออกไปแล้ว
เมื่อมาถึงตำหนักที่พักองค์หญิงเหม่ยกวางก็ถูกไป๋อ๋องสอบสวนทันทีถึงเหตุผลที่เข้าไปพูดคุยกับแม่ทัพเฟิ่งแบบนั้น อีกทั้งการมอบของให้อีก
“โถ่ เสด็จอาหลานก็บอกแล้วไงเพคะ ว่าชื่อเสียงของแม่ทัพไร้พ่ายนั้นเป็ที่น่าเกรงขามไปทั่วและไม่แปลกที่หลานจะชื่นชอบและชื่นชมกับความแข็งแกร่งของแม่ทัพเฟิ่ง”
เห็นเสด็จอามองไปยังรองแม่ทัพซ่งนางก็หันไปมองตามและก็ต้องรู้สึกเย็นและขนลุกแปลกกับสายตาที่มองมาแบบนั้น
เขาเลือกที่จะเดินออกจากห้องแล้วปล่อยให้ทั้งคู่ปรับความเข้าใจกัน เพราะถ้าปล่อยเอาไว้นามันอาจจะบานปลายเอาได้
นางยังมองรองแม่ทัพซ่งที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมและยังคงมองมาที่นางแต่กลับไม่พูดอะไร
“เอ่อ...นั่งก่อนสิเ้าคะพี่เหลี่ยงหลิ่ง”
ซึ่งอีกคนก็ยอมนั่งลงตามที่บอกแต่ก็ยังไม่พูดอะไรอยู่ดี ยังคงเงียบแล้วใช้สายตามองมาที่นางนิ่งๆ
“พี่เหลี่ยงหลิ่ง...”
“กระหม่อมรอรอฟังอยู่พ่ะย่ะคะ”
ได้ยินดังนั้นนางก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆสองที จากนั้นก็เริ่มเล่าเื่ที่นางทำแบบนั้น แต่ไม่ได้บอกออกไปทั้งหมดเลือกที่จะปิดว่าใครเป็คนขอร้องให้ทำ
“พระองค์บอกกระหม่อมไม่ได้หรือพ่ะย่ะคะว่าสหายคนนั้นของพระองค์เป็ใคร”
ซึ่งนางก็พยักหน้ากลับไปให้
“ไม่โกรธไม่น้อยใจข้าแล้วใช่หรือไม่”
“ถึงกระหม่อมอยากจะโกรธพระองค์มากแค่ไหนกระหม่อมก็ทำไม่ได้หรอกพ่ะย่ะคะ”
ได้ยินแบบนั้นนางก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อยแต่ก็ต้องหน้าแดงจนร้อนเมื่อได้ยินประโยคถัดมาจากปากของรองแม่ทัพซ่ง
“เพราะพระองค์เป็คู่หมั้นของกระหม่อมกระหม่อมจะมีอาการหึงหวงบ้างก็เป็ธรรมดา อีกอย่างพระองค์ก็เป็สตรีที่กระหม่อมรัก”
ในขณะที่ภายในห้องเหม่ยกวางและรองแม่ทัพซ่งกำลังปรับความเข้าใจกันเธอจึงยืนรอสหายอยู่ด้านนอก พลางคิดว่าเมื่อไรจะปรับความเข้าใจกันเสร็จและหน้าห้องขอเหม่ยกวางก็มีเพียงแค่เธอเท่านั้นที่อยู่คอยรับใช้
แต่เขากลับสังเกตเห็นว่าฟางเหนียงไม่เงยหน้าขึ้นมองเขาเลยซึ่งนั้นก็เป็เื่ปกติที่เขาเจอเป็ประจำ แม้นางจะไม่ได้มองหน้าเขาแต่เขากลับสังเกตเห็นว่านางมองที่เอวของเขาเป็ระยะ
ไม่สิ...นางไม่ได้มองเอวของเขาแต่นางมองป้ายหยกสีขาวที่เขาห้อยอยู่ข้างเอวนี้ต่างหาก
“เ้าชอบรึ”
“เพคะ...” เธอเงยหน้าขึ้นมองไป๋อ๋องอย่างไม่เข้าใจนัก อยู่ๆ ก็มาถามว่าเธอชอบอะไร
“ป้ายหยกที่ข้าห้อยอยู่เ้าชอบรึ ข้าเห็นเ้ามองบ่อยๆ”
“เปล่า...เปล่าเพคะหม่อมฉันเพียงแค่เห็นว่าป้ายหยกนี้งดงามแปลกตาดี” เธอพูดก่อนจะรวบร่วมความกล้า แล้วถามในสิ่งที่อยากรู้ออกไป
“ป้ายหยกนี้เป็ของพระองค์หรือเพคะ”
เขาขมวดคิ้วน้อยๆกับคำถามของนาง ยกยิ้มออกมาแล้วพูด
“เ้าถามทำไมรึ”
“เอ่อ...คือ...”
เมื่อเห็นนางตอบไม่ได้เขาจึงยิ้มขำออกมา
“ไม่ใช่ของข้าหรอกแต่เป็ของผู้มีพระคุณของข้า” เขาว่าแล้วมองนางมือก็ดึงเอาป้ายหยกออกมาถือเอาไว้ แล้วมอง
“ข้าไม่เห็นหน้าของผู้มีพระคุณเพียงแค่เสียงที่ได้ยินก็พอจะรู้ว่าผู้มีพระคุณของข้านั้นเป็สตรีและอีกอย่างที่ข้ารู้คือ...” ละสายตาออกจากป้ายหยกแล้วมองฟางเหนียง
“ผู้มีพระคุณของข้ามีนามว่าฟางเหนียงเพราะที่ป้ายหยกนี้สลักชื่อของนางเอาไว้” ยกป้ายหยกให้นางดูโดยหันด้านที่สลักชื่อให้นางดู
“แต่ป้ายหยกนี้กลับสลักชื่อของข้าไว้ด้วยไป๋อวี้...”
...
“เ้าว่ามันเป็เื่ที่บังเอิญหรือไม่บังเอิญเพราะชื่อไป๋อวี้และฟางเหนียงนั้นเป็ชื่อของข้าแล้วก็เ้า ฟางเหนียง” ขณะพูดเขาก็โน้มตัวลงไปหานางมากขึ้น มือข้างหนึ่งก็เชยคางของนางให้ขึ้นมองเขา
“แต่สำหรับข้าข้าว่ามันไม่ใช่เื่บังเอิญ เพราะว่าป้ายหยกนี้เป็ของเ้าแล้วเ้าก็เป็ผู้มีพระคุณของข้า” แล้วยกยิ้มมุมปากให้นางจากนั้นก็เดินออกไป