ชิงเซียนและอีกสามคนเดินผ่านประตูมิติมาด้านหลังร้านของร้านน้ำชาและเดินตรงไปยังห้องทำงานของชิงเซียนทันที แต่ขณะที่เดินผ่านชั้นล่างขึ้นชั้นบนชิงเซียนก็เกิดอาการขนทั่วร่างกายลุกซู่จึงหันไปมองบริเวณที่มีลูกค้านั่งอยู่จึงสังเกตุเห็นว่ามีผู้คนมากหน้าหลายตาทั้งชายและหญิงหันมามองทางพวกตนด้วยสายตาที่บ่งบอกหลากหลายอารมณ์ทั้งหลงไหล อิจฉา สงสัย เชิญชวนโดยเฉพาะสายตาของสาวน้อยสาวใหญ่ที่มองมานั้นทั้งจาบจ้วง โลมเลีย ไหนจะท่าทางที่ยั่วยวนนั่นอีก บึ้ย~~ ชิงเซียนเห็นแบบนั้นจึงรีบเดินขึ้นด้านบนทันที
แต่ไม่ใช่แค่ชิงเซียนเท่านั้นที่รู้สึกทั้งสามก็รู้สึกเช่นกันและเมื่อเห็นผู้เป็นนายเดินหนีหายขึ้นด้านบนก็รีบสาวเท้าตามไปติดๆเพื่อหลีกหนีจากสายตาที่น่ากลัวเหล่านี้ให้เร็วที่สุด.....
ปัง
"อ่า.....คนเหล่านั้นน่ากลัวยิ่งนัก ไหนใครบอกว่าสตรีต้องรักนวลสงวนตัว? แต่นี่อันใดกันหากพวกนางจับข้ากินได้คงไม่กลืนลงท้องโดยไม่ต้องเคี้ยวหรอกรึ! ข้าควรทำให้ร่างนี้เป็นตาแก่พุงย้วยดีหรือไม่? ไม่งั้นก็มีหน้าตาที่ป่าเถื่อนเหมือนโจรดี ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอเหล่าสตรีที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน พวกนางอดอยากมาจากไหนกัน?"หลังจากเข้ามาในห้องชิงเซียนก็บ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความหงุดหงิดไม่ใช่ไม่ชอบแต่ถ้าเป็นชีวิตก่อนเขาเรียกว่าร่าน ซึ่งเขาไม่ชอบคนประเภทนี้
สิ่งที่ชิงเซียนพึมพำทุกคนในห้องต่างก็ได้ยินอย่างชัดเจนจึงอดเห็นใจนางไม่ได้ ทุกคนต่างคิดว่าก็นางเป็นสตรีคงมิชอบให้สตรีด้วยกันมามองด้วยสายตาแบบนั้น ถ้าเป็นพวกเขาที่เป็นบุรุษแล้วถ้ามีบุรุษด้วยกันมามองด้วยสายตาเเบบนั้นป่านนี้พวกเขาคงพุ่งเอาเท้าไปประทับบนใบหน้าของคนผู้นั้นเป็นแน่แล้ว!
"เอ่อ....นายท่านอย่าไปใส่ใจเลยขอรับก็ตอนนี้ท่านคือบุรุษรูปงามไม่เเปลกที่จะเป็นที่หมายปองของเหล่าสตรีที่ได้พบเห็นท่าน แม้แต่บุรุษยังยากที่จะปฏิเสธในความงดงามและหล่อเหล่าของใบหน้าท่านได้ ไหนจะอำนาจเงินทองอีก นี่ถือเป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ต้องการความสุขสบายขอรับ แม้เพียงท่านต้องการสตรีไว้อุ่นเตียงหากพวกนางรู้คงยอมเรียงคิวมาหาท่านอย่างไม่มีข้อแม้ เพราะช่วงก่อนหน้านี้ก็มีสตรีบางกลุ่มจ้างคนสืบเรื่องของท่านด้วย แต่ข้าเห็นว่าไม่ได้มีอะไรที่เป็นภัยต่อท่านเพียงสืบเรื่องว่าท่านมีคนรักหรือภรรยาหรือยัง มีอนุหรือไม่หรือจะเดินทางมาที่ร้านวันไหนเพราะพวกนางต่างมารอท่านที่ร้านนี้เป็นประจำแต่พวกนางไม่ได้อะไรเลยจากการสืบข่าวทางเราปล่อยข่าวเพียงว่าท่านชื่ออะไร อายุเท่าไร ยังไม่มีคู่ครองและเป็นเจ้าของกิจการเท่านั้นขอรับ"ฟู่กล่าวกับชิงเซียนในร่างของเหิงเยว่
"เฮ้อ....ช่างเถอะเรามาคุยเรื่องต่างๆที่จะต้องจัดการและไหนจะเรื่องการสร้างสำนักอีก แต่ตอนนี้รอฮุ่ยหลงและจิ่นลี่ก่อนอีกไม่นานคงจะมาถึงแล้ว"
หลังจากนั้นทุกคนก็นั่งรอในห้องทำงานของเหิงเยว่มีคุยเรื่องทั่วไปบ้างและการตรวจบัญชีสาขาต่างๆที่รวบร่วมมาไว้ที่นี่อีกด้วยเพื่อให้เหวินเป็นคนตรวจสอบและรอให้เหิงเยว่มาตรวจอีกที รอไม่ถึงครึ่งชั่วยามฮุ่ยหลงและจิ่นลี่ก็มาถึงพร้อมทั้งเอกสารการครอบครองที่ดินที่เหิงเยว่ต้องการ แต่ที่ฮุ่ยหลงหามาได้มันมากกว่าที่เหิงเยว่ต้องการซะอีก แต่ก็เป็นการดีเพราะจะมีพื้นที่ส่วนที่จะปลูกสมุนไพรและพืชผักต่างๆเพิ่มเพื่อลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและยังสามารถเก็บไว้กินไว้ใช้ในช่วงหน้าหนาวที่จะถึงอีก เพราะช่วงนั้นของทุกอย่างจะเเพงขึ้นและหายากขึ้น ถึงแม้แคว้นหยางจะถูกจัดให้เป็นแคว้นที่มีอุดมสมบูรณ์แต่ก็จะใช่ว่าทั้งหมดและอีกเหตุผลนึงคือฤดูหนาวของที่นี่มันหนาวมากไม่สามารถทำการเกษตรได้และฤดูหนาวที่นี่ยังมีระยะเวลาที่ยาวนานอีกด้วย
"อ่า...ดียิ่ง....ยิ่งได้ที่ดินมาเท่าไหร่ยิ่งดีเพราะจากที่คิดๆดูแล้ว ฤดูหนาวก็ใกล้จะมาถึงแล้วเราควรรีบดำเนินการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนฤดูหนาวจะมาถึงตอนแรกข้าก็ลืมนึกไป.....แต่ไม่เป็นไรเอาเป็นว่าหลังจากเจรจาการค้าสำเร็จแล้ว เรียกรวมพลคนที่ว่างงานอยู่ตอนนี้มาหาข้าและทำการติดประกาศปิดปรับปรุงกิจการชั่วคราวตั้งแต่พรุ่งนี้ไปเลยและให้คนของเรารีบจัดการทุกอย่างให้เร็วขึ้น เพราะตอนนี้ข้าต้องการสร้างสำนักให้เสร็จก่อนฤดูหนาวจะมาถึง "
"เพราะเหตุใดขอรับ เราค่อยสร้างก็ได้นิขอรับเพราะถ้าต้องการฝึกจริงๆเราก็มีมิติค่ายอยู่ ที่จริงไม่จำเป็นที่จะรอสำนักสร้างเสร็จด้วยซ้ำนิขอรับ?"เหวินกล่าวด้วยความสงสัย
"ที่จริงมันก็ไม่จำเป็นหรอกนะ แต่ที่ข้าต้องการนั้นคือการเปิดตัวสำนักและต้องการฐานอำนาจผ่านทางชื่อเสียงโดยเราจะใช้ฤดูหนาวที่จะถึงสร้างโอกาสให้กับเรามันจะไม่ใช่แค่ชื่อเสียงที่เราได้รับแต่เราจะได้ทั้งความไว้ว่างใจและความน่าเชื่อถือและทุกอย่างที่ได้มามันจะส่งผลดีกับกิจการต่างๆในวันข้างหน้ารวมถึงภาพลักษณ์ของสำนักอีกด้วย"
"ท่านจะทำอย่างไหร่ขอรับ?"ฟู่
"อันดับแรกที่เราต้องทำคือสร้างสำนักพร้อมกับแบ่งคนทำการเกษตรให้ปลูกทั้งพืชผักผลไม้รวมทั้งสมุนไพรต่างๆในมิติค่ายเพื่อเร่งเวลาในการเพราะปลูกและเก็บกักตุนเอาไว้โดยข้าจะสร้างห้องมิติหยุดเวลาเอาไว้ให้และลังไม้มิติเพื่อแยกชนิดของพืชผักผลไม้รวมทั้งให้คนของเราสักกลุ่มออกล่าสัตว์ป่ามาเก็บไว้เช่นกัน เรื่องทำการเพาะปลูกนี้ข้าจะให้อาเหวินเป็นคนรับผิดชอบส่วนเรื่องสร้างสำนักข้า ฮุ่ยหลงและจินเฟิ่งจะเป็นคนจัดการเอง ถ้าถามมันเกี่ยวอะไรกับการสร้างชื่อเสียงนั้นก็เพราะถ้าข้าคาดไม่ผิดปีนี้ไม่ใช่แค่ขาดแคลนอาหารแน่นอนแต่อาจจะรวมถึงโรคต่างๆที่ตามมาด้วย และช่วงนี้ยิ่งมีการคิดก่อกบฎพวกนั้นอาจจะลงมือช่วงนี้ก็เป็นได้และไหนจะพวกขุนนางกังฉินพวกนั้นอีกคงจะโกงเงินช่วยเหลือเหมือนทุกปี และที่สำคัญปีนี้เรามีการทำศึกสงครามเงินและเสบียงถูกนำมาให้ในการทำศึกไปกว่าหนึ่งในสี่ส่วนแล้วไหนเลยปีนี้ทางวังหลวงจะช่วยได้เหมือนปีก่อนๆ ทั้งเงินทั้งเสบียงที่มีถ้าต้องแบ่งให้ได้ในปีนี้คงไม่มากและจนกว่าจะมาถึงประชาชนตาดำๆคงเหลือไม่มากแล้ว ปีนี้คงได้มีคนตายเพิ่มขึ้นเป็นแน่....ตอนนี้พวกเจ้าเข้าใจหรือยังว่าเราจะทำอันใดกัน?"ข้ากล่าวอธิบายส่วนต่างๆและให้พวกเขานึกต่อเอาเองหากจะคิดเป็นคนของข้าไม่ใช่แค่เเข็งแกร่งแต่จะต้องฉลาดอีกด้วย
"ท่านหมายถึงพวกเราจะทำการช่วยเหลือผู้คนเหล่านั้นให้ผ่านความอดอยากและโรคภัยหรือขอรับ แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าจะทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ท่านคาดการเอาไว้ ข้าหาได้ดูถูกท่านนะขอรับข้าเพียงสงสัยก็เท่านั้น?"จิ่นลี่กล่าวด้วยความสงสัย
"เอาง่ายๆเลยนะจิ่นลี่หากเจ้าสังเกตุดีๆจะเห็นว่าราคาสินค้าต่างๆเริ่มมีราคาที่สูงขึ้นถึงจะไม่มากแต่ถ้าเจ้าตรวจสอบดูจะรู้ว่าของใช้ที่จำเป็นสำหรับฤดูหนาวมีราคาที่สูงเป็นเท่าตัวโดยเฉพาะเครื่องนุ่งห่ม ทั้งที่ฤดูหนาวจะมาถึงก็อีกตั้งสี่เดือนตอนแรกข้าก็ไม่คิดอะไรหรอกตอนที่ฉินมารายงานว่ามีการทำนายทายทักว่าปีนี้จะอากาศหนาวเย็นลงกว่าทุกปีและอาหารจะขาดแคลน ตอนแรกที่ได้ยินข้าไม่ได้สนใจด้วยซ้ำเพราะคิดว่าคงเป็นการทำนายลอยๆเหมือนดั่งที่คนพวกนั้นเคยทำกับข้า แต่พอระหว่างที่เราเข้ามาในเมืองถึงแม้ว่าข้าไม่ได้เดินดูแต่ก็พอจะเห็นขบวนสินค้าที่เกี่ยวกับเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็นจำนวนมากทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาที่จะมีมาขายด้วยซ้ำ ข้าคิดว่าถึงคำทำนายนั้นจะเป็นจริงหรือไม่แต่คนที่ทำนายก็เป็นคนที่ทุกคนในแคว้นหยางเคารพ นั่นจึงสมควรแก่การเชื่อถือแล้วเจ้าลองคิดดูหากทุกคนต่างเตรียมตัวและกักตุนอาหารไว้มันจึงทำให้ช่วงนี้ทุกอย่างราคาจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการ"
"มันก็ดีแล้วนิขอรับที่ทุกคนต่างก็เตรียมตัวกันเอาไว้จะได้ไม่ลำบากและอดอยากในช่วงฤดูหนาว?"ฟู่
"พวกเจ้าอาจจะคิดว่าดีซะอีกที่เตรียมตัวและกักตุนอาหารมันจะได้พอในช่วงนั้นแต่เจ้าอย่าลืมว่าของต่างๆมีอายุของมันหากไม่รู้วิธีเก็บรักษาก็จะทำให้เน่าเสียและถ้ากักตุนแต่ของแห้งแต่ของเหล่านั้นก็อาจจะได้รับความเสียหายเช่นกัน แต่ที่สำคัญคือคนที่สามารถซื้อของกักตุนได้นั้นมีเพียงกลุ่มคนที่มีฐานะทางการเงินที่ดี แล้วเจ้าลองคิดอีกทีว่าถ้ามีการซื้อมากขึ้นสินค้าขาดตลาดและเป็นที่ต้องการสินค้าก็จะมีราคาที่เพิ่มขึ้นและชาวบ้านตาดำๆจะเอาปัญญาที่ไหนไปซื้อหามาเก็บไว้ ทั้งนี้อาจจะทำให้ขุนนางเลวๆพวกนั้นใช้โอกาสเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากการที่พ่อค้าแม่ค้าขายของได้มากๆ และนั้นอาจจะทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนอาหารตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าฤดูหนาวด้วยซ้ำ"
"ก็จริงอย่างที่ท่านกล่าว แต่ช่วงนี้ชาวบ้านก็ยังสามารถหาของป่าและสัตว์ป่าได้นิขอรับ ไหนจะปลาในลำธารอีก?คงจะพอให้พวกเขาใช้ชีวิตต่อไปได้"เหวิน
"นั้นก็ใช่อีกแต่เจ้าอย่าลืมว่าชาวบ้านฐานะยากจนก็มีมากหากทุกคนต่างก็เข้าไปหาของป่าหรือสิ่งต่างๆที่หาได้ตามธรรมชาติมันก็ใช่ว่าจะหมดไม่เป็น ต่อให้ไม่หมดพอช่วงฤดูหนาวมาถึงพวกเขาก็ไม่สามารถออกไปหาพวกมันได้ต่อให้เก็บไว้ก่อนฤดูหนาวจะมาถึงได้แต่อย่างไรข้าก็คิดว่ามันคงไม่พอให้ผ่านจนถึงช่วงเปลี่ยนฤดูเป็นแน่ และอีกอย่างที่เราจะทำไม่ใช่แต่จะช่วยลดความอดอยากแต่พวกเราอาจจะได้คนที่ซื่อสัตย์มาเพิ่มก็เป็นได้ เพราะคนเราจะในช่วงจุดต่ำสุดของชีวิตต่อให้ขายวิญญาณต่อปีศาจพวกเขาก็จะทำหากมันทำให้พวกเขาได้มีชีวิตอยู่ต่อ พวกเจ้าก็เข้าใจมันนิ
ที่ข้าทำไม่ได้เพียงต้องการคนใช้งานแต่ที่ข้าทำคือการให้โอกาสพวกเขาได้มีชีวิตต่อ แม้มันจะฟังดูโหดร้ายที่เล่นต่อความยากไร้และความหิวโหยแต่ไม่ใช่แค่ข้าที่ได้ประโยชน์จากพวกเขาแต่พวกเขาก็ได้เช่นกัน เจ้าก็รู้นิว่าหากพวกเขาไม่ทรยศข้าคนอย่างข้าก็ไม่คิดจะฆ่าคนที่เป็นคนในครอบครัว"ที่ข้าพูดแบบนี้เพราะว่าข้าไม่จำเป็นต้องปิดบังจุดประสงค์ของตัวเอง ต่อให้พวกเขาจะคิดว่าข้าเลวก็ตามข้าจะไม่นำมันมาคิดให้มันรกสมองอีกเพราะอย่างไรข้าก็ยังมีคนที่เข้าใจข้าอย่างแท้จริงอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าไม่สนใจแต่ถ้าพวกเขาต้องการจะไปข้าก็นยินดี แต่จะไปได้แค่ตัวเท่านั้นเพราะของๆข้าก็คือของๆข้าเท่านั้น!
แต่ผิดคาดพวกเขาต่างก็นิ่งเฉยในใจแต่ละคนต่างก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ชิงเซียนกล่าว และไม่มีใครคิดว่านางเป็นคนเลวเลยสักคนมีแต่ว่านางนั้นจิตใจดีเกินไป และการหาคนมาใช้งานนั้นก็ถือว่ามอบชีวิตใหม่ให้พวกเขาด้วยซ้ำ ไม่เห็นจะมีอะไรแปลกตรงไหนนั่นทำให้ชิงเซียนรู้สึกพอใจเป็นอย่างมากและยังกล่าวว่าตัวเองอาจจะเป็นคนที่คิดมากเกินไปก็ได้
"เอาหละหากไม่มีใครออกความคิดเห็นหรือมีความคิดที่เห็นค้านอะไรกับเรื่องนี้เอาเป็นว่าทำตามที่ข้าพูดไป มาเรื่องต่อไปเลยดีกว่าอาฟู่ข้าจะให้เจ้าเปิดร้านนี้เช่นเดิมแต่ให้ทำการซื้อพื้นที่ข้างร้านของเราให้ได้มากที่สุดเพราะข้าจะสร้างโรงแรม เอ้ย โรงเตี้ยมแต่จะไม่ขายอาหารจะมีเพียงที่พักให้เช่าเท่านั้นแต่สำหรับลูกค้าที่เข้ามาพัก เราจะมีอาหารเช้าให้ทานฟรีและหากลูกค้าที่มาพักต้องการอาหารกลางวันและเย็นสามารถสั่งได้แต่จะไม่มีการขายอาหารให้คนที่ไม่ได้เข้าพักเด็ดขาด และนี่แบบแปลนที่ข้าต้องการสร้างให้เจ้าจัดการทุกอย่างได้เลยขาดเหลือหรือไม่เข้าใจส่วนไหนถามข้าได้ผ่านต่างหูนั่นแหละเพียงเจ้าถ่ายลมปราณลงไปและนึกถึงข้าเท่านั้น"จากข้าพูดจบก็ส่งแบบแปลนที่ต้องการให้อาฟู่ทันที
"ขอรับ....ว่าแต่ทำไมมันถึงได้แปลกตาเช่นนี้ข้าไม่เคยเห็นที่ใดมาก่อนเลยขอรับ แต่มันกับงดงามไม่มีผู้ใดเหมือนโดยเฉพาะน้ำตกขนาดเล็กด้านหน้านี้ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอนขอรับ"ข้าเห็นท่าทางแบบนั้นก็ทำได้เพียงยิ้มรับเท่านั้น แต่ทำไมทุกคนต้องหน้าแดงด้วยหละ อ่า....อย่าบอกนะว่าเขิลกับรอยยิ้มเมื่อครู่พอเปิดอ่านความคิดเท่านั้นแหละจึงได้คำตอบดั่งที่คาดไว้ หึหึ......
"ส่วนเจ้าจิ่นลี่ข้าอยากให้เจ้ากลับไปที่ป่าหมื่นพึ...." ข้ายังกล่าวไม่จบจิ่นลี่ก็กล่าวขัดขึ้นมาอย่างร้อนรน
"ไม่ขอรับ! ข้าทำอันใดผิดกัน ท่านอย่าไล่ข้าไปเลยนะขอรับข้าจะไม่สงสัยในความคิดท่านอีก ข้าจะตั้งใจฝึกฝน จะหมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และอีกบลาๆๆ" ข้าอดไม่ไหวจึงได้หัวเราะออกมาดังลั่น
"พรึด~พรวด~คิก คิก ฮ่าๆๆๆๆ เดี๋ยวๆจิ่นลี่ข้าไม่ได้จะไล่เจ้า...โอ้ย....ฮ่าๆๆ ข้าหยุดหัวเราะไม่ได้...คิก คิก...ข้าเพียงต้องการให้เจ้าไปทำบางอย่างให้ข้าเพียงเท่านั้น หึหึ...คิกๆๆ...."
"จริงรึขอรับ ท่านไม่ได้จะไล่ข้าใช่หรือไม่ หากจริงอย่างที่ท่านกล่าวท่านต้องการอะไรบอกข้ามาได้เลยขอรับ ข้าจะทำให้ท่านทุกอย่าง!"จิ่นลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดีใจจนปิดไม่มิดทั้งยังกล่าวอย่างหนักแน่นและมั่นใจมากอีกด้วย
"จริงสิ...ข้าเพียงต้องการให้เจ้าไปหาสัตว์อสูรระดับสูงสักหกตัวขอพวกที่มีสติปัญญาด้วยนะและถามความสมัครใจพวกเขาด้วยว่าต้องการทำพันธะสัญญากับมนุษย์หรือเปล่า เพราะข้าได้สัญญากับทุกคนในครอบครัวไว้ว่าจะพาไปหาสัตว์อสูรมาทำพันธะสัญญาหลังจากกลับจากชายแดนแต่ดูแล้วคงอาจไม่มีเวลา และอีกสองตัวข้าจะให้อาฟู่และอาเหวินแต่ถ้าพวกนั้นไม่มั่นใจให้ยื่นข้อเสนอว่าพวกเขาสามารถต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความเหมาะสมและสามารถเป็นที่ยอมรับแก่พวกเขาได้ ถ้ามาแล้วพวกเขาไม่ต้องการจะทำสัญญาหรือพวกเขาตัวไหนไม่ยอมรับการทำพันธะสัญญาข้าจะส่งเขากลับป่าเองและไม่มีการบังคับเข้าใจหรือไม่จิ่นลี่?"ฟูและเหวินได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกดีใจและรู้สึกขอบคุณที่ชิงเซียนมีอะไรก็ไม่เคยทิ้งพวกเขาและยังหาสิ่งที่ดีๆให้พวกเขาเสมอ
"ขอรับ....ข้าเข้าใจแล้วเอ่อ....ถ้ามีมากกว่าหกตัวที่เต็มใจมาหละขอรับจะให้ข้าเลือกอย่างไร?"จิ่นลี่
"ไม่เป็นไรหากมีมากกว่าก็ให้พวกเขามาเพราะที่จริงแล้วข้าก็คิดอยู่ว่าจะให้คนของเราทำสัญญากับสัตว์อสูรทุกคนอยู่แล้ว งั้นเอาเป็นว่าหากได้มาเกินก็ไม่เป็นไร แล้วก็เอาแหวนนี่ให้พวกเขาเข้าไปอยู่ช่วงเดินทางกลับมาด้วยเพราะถ้ามีคนเห็นสัตว์อสูรใกล้ๆเขตเมืองคงได้เกิดเรื่องวุ่นวายตั้งแต่ยังไม่ถึงเมืองหลวงด้วยซ้ำ แล้วก็ให้รอข้าที่นี่เพราะหลังจากเจรจาทางการค้าเสร็จสิ้นข้าจะรีบกลับไปจัดการเรื่องที่ชายแดนทันที อ้อ...แล้วนี่ต่างหูประจำตำแหน่งของเจ้า เจ้าจะเป็นผู้ดูแลของหน่วยดวงตาปีศาจ...พรึบ..."จากนั้นต่างหูก็ลอยไปติดที่หูของจิ่นลี่และเปลี่ยนรูปร่างเป็นเหมือนของชิงเซียนและจินเฟิ่งแต่เป็นสีเงินตามสีของหน่วยที่ตนต้องดูแล
"ขอรับข้าเข้าใจแล้ว งั้นข้าจะไปจัดการตามที่ท่านสั่งให้เร็วที่สุดขอรับ....แล้วข้าจะรีบกลับมา"กล่าวจบจิ่นลี่ก็ออกไปจากห้องเพื่อทำตามคำสั่งทันที
"ส่วนนี่ต่างหูของเจ้าฮุ่ยหลงและเจ้าดูแลหน่วยมัจจุราช...."และทุกอย่างก็เกิดขึ้นเหมือนจิ่นลี่แต่ของฮุ่ยหลงนั้นเป็นสีดำ
"เอาหละงั้นเราแยกย้ายไปจัดการตามที่ข้าสั่ง ส่วนข้าจินเฟิ่งและฮุ่ยหลงจะไปจัดการเรื่องสำนัก ส่วนเรื่องการเจรจาพรุ่งนี้ถ้าพวกเขามาถึงให้รีบติดต่อข้าทันทีผ่านทางต่างหูนี้ได้เลยข้าจะเปิดมิติมาทันที เพราะข้าจะรีบจัดการสร้างสำนักให้เสร็จภายในคืนนี้" พอทุกคนได้ยินว่าข้าจะสร้างสำนักให้เสร็จภายในคืนเดียวต่างก็ตกใจ เพราะมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ และมันเป็นเรื่องที่บ้ามาก ทุกคนต่างคิดเป็นเสียงเดียวกันนี่ท่านจะสร้างสำนักหรือคอกม้า! แต่ก็ไม่มีใครกล่าวแย้งสักคนเดียว
"ขอรับ!!!"
หลังจากนั้นทั้งชิงเซียน จินเฟิ่งและฮุ่ยหลงก็เปิดมิติไปยังที่ดินที่ซื้อไว้ทันที เพราะการเปิดมิติไปยังสถานที่ต่างๆนั้นเป็นเรื่องง่ายเพียงแค่เคยไปหรือเคยเห็นเท่านั้น แต่ตอนที่ชิงเซียนเดินทางมาเมืองหลวงไม่ใช้การเปิดมิติเป็นเพราะนางต้องการชมวิวเพื่อผ่อนคลายเท่านั้น เพียงพริบตาทั้งสามก็ปรากฏยังที่ดินท้ายเมืองและชิงเซียนก็ได้ทำการตรวจสอบที่ดินที่ซื้อมาทันที
ซึ่งพื้นที่แห่งนี้เป็นภูเขาขนาดเล็กและด้านล่างเขาก็เป็นที่ราบประมาณยี่สิบไร่นอกนั้นเป็นภูเขา ส่วนด้านบนภูเขามีน้ำตกขนาดเล็กพอให้เป็นที่ดื่มกินของสัตว์ป่าแถวนี้ได้ หลังจากสำรวจพื้นที่ต่างๆเรียบร้อยชิงเซียนจึงสั่งงานทันที
"ฮุ่ยหลงเจ้าไปกลางอนาเขตบังตารอบพื้นที่ของเราและสูงจากพื้นดินขึ้นไปหนึ่งร้อยลี้ (1ลี้=500เมตร) ส่วนจินเฟิ่งเข้าไปในมิติไปหาดู'ต้นแก้วมายาสีรุ้ง'ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดห้าต้นและทำสัญลักษณ์เอาไว้ และที่สำคัญข้าต้องการต้นที่มีใบสีดำประกายม่วงหนึ่งต้น สีเขียวหนึ่งต้น สีดำหนึ่งต้น สีขาวหนึ่งต้นและสีเหลืองหนึ่งต้น แล้วถ้าหาครบแล้วก็ออกมาหาข้าและไม่ต้องถามว่าเอามาทำอะไรเดี๋ยวเจ้าจะรู้เอง"จากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกันไปทำตามที่ชิงเซียนสั่ง ส่วนชิงเซียนก็ไม่ได้รออยู่เฉยๆนางก็ทำสิ่งที่นางคิดเอาไว้เช่นกันนั่นคือการไปยังจุดศูนย์กลางของที่ดินทั้งหมดและทำการวาดอักขระต่างๆมากมายลงไปใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามในการวาดอักขระลงพื้นดินโดยที่มีฮุ่ยหลงและจินเฟิ่งที่ทำหน้าที่ของตนเสร็จแล้วยืนนิ่งเงียบมองอยู่เพราะไม่อยากให้เกิดเสียงแล้วไปทำลายสมาธิของผู้เป็นนายเข้า
"อ่าา....เสร็จสักที....หืม...มากันแล้วรึ...ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่?"
"ขอรับ/ขอรับ"
"ดี! งั้นเรามาเริ่มงานใหญ่กันเถอะ!...."