Ep2: หนึ่งก้าวจากนรก
พลิบตาที่ประตูรถเปิด และแสงจากไฟฉายของพวกมันเหวี่ยงสาดเข้าไปในรถ ตัวของผมก็กะโดดลอยขึ้นไปอยู่บนเพดานรถอย่างฉับพลันทันที โดยใช้มือทั้งสองข้าง ที่เพิ่งคลายจากการมัด คว้าจับยึดที่ตรงขอบของตระแกรงระบายอากาศ ก่อนเหวี่ยงตัวขึ้นไปบนหลังคารถ และเหวี่ยงร่างตัวเองอีกครั้ง จนไปตกอยู่ที่ข้างรถมืดๆ ทั้งหมดกินเวลาแค่ไม่เกินสามวิ! ก่อนที่พวกมันจะสังเกตุอะไรได้ทัน
ผมไม่รู้ว่าผมทำได้ยังไง...? แต่ผมก็ทำไปแล้ว ในชั่วระยะเวลาแค่เพียงสั้นๆ มันเหมือนกับว่า จู่ๆ ผมก็มีสัญชาตญาณที่ว่องไว ปราดเปรียวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทั้งที่ยังจำอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย...
แล้วผมก็รีบกลิ้งตัวเข้าไปในท้องรถเพื่อจะออกไปยังอีกฝั่งของตัวรถที่ดูน่าจะซ่อนตัวได้ดีกว่าที่เดิม
พื้นปูนเย็นเฉียบ เสียดสีกับเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นและาแที่ข้อมือ
"เห้ย... มันหายไปไหนวะ?" เสียงของไอ้คนตัวเล็กที่เรียกกันว่า 'ไอ้จิก' ดังขึ้น เมื่อแสงจากไฟฉายของมันไม่พบกับร่างของผมที่น่าจะยังนอนสลบสไลอยู่ในรถ แสงจากไฟฉายสาดกราดไปมาอยู่ทั่วรถอย่างตื่นตระหนกราวกับถูกผีหลอก แต่ความแปลกใจในน้ำเสียงของมันไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย
"มึงบอกว่ายาน่าจะออกฤทธิ์ได้เป็อาทิตย์นี่ไอ้จิก! มึงพลาดตรงไหน!" เสียงทุ้มต่ำของคนที่ชื่อ'คิง' เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว มันเป็เสียงที่ผมจำได้... เสียงของคนที่ใช้คีมเหล็กตีหัวผมจนเือาบ
ผมกัดฟันแน่น บังคับตัวเองให้นิ่งที่สุด ดวงตาของผมกวาดมองไปในความมืด เพื่อหาทางออก หาอาวุธ หรืออะไรก็ได้ที่จะช่วยให้ผมรอดพ้นจากวิกฤติในครั้งนี้
เสียงฝีเท้าที่เร่งร้อนของพวกมันเริ่มวนไปรอบรถ
"มึงไปดูทางนู้น! กูจะดูทางนี้!"
'ไม่ทันแล้ว... ต้องเร็วอีก!'
แล้วผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้า ที่ทำให้เืในกายเย็นเยียบ... เสียงฝีเท้าของไอ้จิกที่อยู่ตรงมุมตึกห่างจากผมไม่เกินสองก้าว แม้มันจะสาดไฟฉายไปมาอย่างสะเปะสะปะ แต่ก็ไม่ทันจะส่องพบผมที่อยู่ห่างมันแค่นิดเดียว
แล้ว... มันก็เป็ความเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับถูกฝึกฝนมานับพันครั้ง ผมไม่ได้คิด... แต่ร่างกายของผมขยับไปเอง สันมือฟาดเข้าที่ลำคอของไอ้จิกอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงอึกอัก ตามด้วยแรงเตะที่แม่นยำเข้าที่หน้าท้อง มันล้มลงด้วยความเ็ปและไม่ทันได้ส่งเสียงเตือน
...นี่คือฉันงั้นหรือ? คำถามผุดขึ้นในสมองที่กำลังเต้นตุบ ๆ ความสามารถในการทำลายล้างนี้... ฉันคือใครกันแน่...?
ก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็ศูนย์
ผมกระชากปืนพกจากมือของไอ้จิก มันเป็ของเย็นหนักมือที่ทำให้ความมั่นใจของผมเพิ่มขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ผมเล็งปืนไปยังทิศทางที่คนที่ชื่อคิงยืนอยู่
"มึงเป็ใครกันแน่วะ! ID-09! มึงควรจะจำอะไรไม่ได้!" คิงหันมาทางผมพร้อมแสงไฟจากไฟฉายในมือซ้าย ที่หยุดจับอยู่ที่ตัวของผมอย่างชัดเจน
ใบหน้าของเขายามนี้เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ไม่ใช่แค่ความโกรธ
ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังสูญเสียการควบคุม
"ฉัน... ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกัน!" ผมตะคอกกลับไปอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะยิงลงที่พื้นข้าง ๆ เท้าคิง เพื่อบีบให้เขาตอบ "บอกมาว่า ID-09 คืออะไร!"
คิงไม่ตอบ เขาจ้องมองมาที่ผมด้วยดวงตาที่ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักอะไรบางอย่าง ก่อนจะยกวิทยุสื่อสารขึ้นมา...
มันไม่ใช่การเรียกกำลังเสริม แต่มันคือการส่งข้อความลับอะไรบางอย่าง
"เป้าหมายหนี...งั้นก็ ยิง... ยิงทิ้ง! ยิงไอ้จิก...!" เสียงที่ดังรอดออกมาจากวิทยุค่อนข้างชัดเจน
นั่นทำให้ผมชะงักงัน 'ยิงไอ้จิก' งั้นหรือ?
ผมเห็นเขาหันกระบอกปืนไปทางไอ้จิกและรู้ทันทีว่า เขาไม่ได้้าช่วยเพื่อน แต่้ากำจัดพยาน!
แต่แล้ว คิงก็กลับหันกระบอกปืนมาทางผม!
สัญชาตญาณความไวของผมพุ่งถึงขีดสุด ผมปล่อยปืนทิ้งจากมือ และพุ่งเข้าใส่คิงราวสายฟ้าแล่บ! ผมยังไม่อยากยิงเขา ในขณะที่ยังไม่รู้คำตอบ...!
แล้วผมก็ตวัดแขน คว้าจับไปที่ต้นแขนของเขา อย่างไม่ทันให้เขาได้ทันตั้งตัว!
ผมเหวี่ยงร่างอันใหญ่โตของเขาด้วยเทคนิคพิเศษที่ผมไม่รู้ว่าผมมีั้แ่เมื่อไร
แรงเหวี่ยงจากการอาศัยน้ำหนักของเขาเอง ทำให้ร่างของเขาลอยม้วนกลิ้งไปกับพื้น และปืนนั้นก็หลุดจากมือเขาทันที!
แต่แล้วพริบตาต่อมานั้น เขาก็พุ่งเข้าใส่ผมราวกับสัตว์ร้าย เราต่อสู้กันอย่างตะกุกตะกัก ผมถูกผลักกระเด็น!
และอีกชั่วพริบตา เสียงปืนก็คำรามลั่น...!
ะุเฉียดปลายหูผมไป คิงได้ปืนกลับมาอยู่ในมือ สัญชาตญาณในขณะนั้นของผมบอกว่า เขาไม่ธรรมดา... แต่แล้ว ผมก็ตัดสินใจ... ผมออกวิ่งหลบฉากไปจากตรงนั้นทันที!
ผมวิ่ง... วิ่งออกไปจากที่แห่งนั้นให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ หนีจากเสียงปืน... และหนีจากความจริงอันน่ารังเกียจที่ว่า
คนกลุ่มนี้ไม่ได้้าตัวผมไปขาย... แต่้าให้ผม... ตาย!
ผมวิ่งไปตามถนนที่ไม่มีไฟฟ้า มีเพียงแสงจันทร์สลัว ๆ ที่ส่องทาง ความเหนื่อยล้า ความมึนงง และความเ็ปจากาแที่ขมับกำลังดึงให้ผมทรุดลง ผมรู้สึกเหมือนกำลังวิ่งหนีเงาของตัวเอง... เงาที่ผมไม่รู้จัก
ผมทรุดตัวลงข้างถนนที่นำไปสู่ความเงียบและบ้านเรือนที่อยู่ลิบ ๆ ในที่สุด ผมก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ายามค่ำคืน
"ฉันชื่ออะไรวะ...?" คำถามที่เรียบง่ายที่สุด กลายเป็คำถามที่บั่นทอนจิตใจผมมากที่สุด
จู่ ๆ แสงไฟหน้ารถกระบะเก่า ๆ ก็สาดมา รถคันนั้นชะลอความเร็วลง ผมเกร็งตัวเตรียมพร้อมจะตอบโต้ แต่เมื่อเห็นใบหน้าของ ลุงแก่มีหนวดเครารุงรัง ที่มองมาด้วยความใ ผมก็เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย
"อ้าว! พ่อหนุ่ม! ไปโดนอะไรมาน่ะ เือาบไปหมดแล้วนี่!" เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความเมตตา มันเป็เสียงที่ผมแทบจะไม่เคยได้ยินใน่ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมานี้
ผมสบตากับชายแก่และมองหาความไม่ชอบมาพากล แต่มีเพียงความกังวลใจเท่านั้นที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเขา
"ผม... ผมจำไม่ได้..." ผมพูดอย่างติดขัด คำพูดนั้นทำให้ผมรู้สึกอับอายอย่างประหลาด ราวกับว่าการบอกว่าจำอะไรไม่ได้เป็ความผิดมหันต์
เขาเปิดประตูรถ "ขึ้นมา! ฉันจะพาไปที่บ้านฉันก่อน ฉันเห็นไอ้พวกผู้ชายแปลกหน้าวิ่งตามหาอะไรบางอย่างเมื่อกี้ พวกมันไม่ใช่คนดีแน่"
ผมขึ้นรถกระบะด้วยความลังเล มันเป็ความเสี่ยงครั้งใหญ่ แต่ผมไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว
ขณะที่รถเคลื่อนตัวไปตามทาง ชายแก่ที่ต่อมาผมได้รู้ว่า แกชื่อ 'ลุงเถียน' ก็หันมาถามคำถามเดิมที่ทำร้ายผม "พ่อหนุ่ม... แล้วจะให้ฉันไปส่งที่ไหนดีล่ะ? จำได้ไหมว่าบ้านอยู่ไหน?"
ผมส่ายหน้าช้า ๆ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น... ภาพก็แวบเข้ามา
ไม่ใช่อดีตที่ยาวนาน แต่เป็ภาพที่ชัดเจนของ ตัวอักษร ที่เรียงกันอยู่บนแผ่นป้าย... รั้วสีขาว... และหมายเลขถนน
ผมเอ่ยชื่อสถานที่ออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว "ผมคิดว่าบ้านผมอยู่ที่... ย่านสุขุมวิท 101/1..."
ลุงเถียนมองผมด้วยความประหลาดใจ "สุขุมวิท 101/1? นั่นมันไกลจากที่นี่หลายร้อยกิโลเลยนะ! เอาน่า คืนนี้พักที่บ้านฉันก่อนเถอะ"
เมื่อมาถึงบ้านไม้เล็ก ๆ ริมทะเล ลุงเถียนได้ทำแผลที่ขมับซ้ายให้ผมอย่างเบามือ ผมรู้สึกเจ็บแปลบเมื่อเขาเช็ดเืออก แต่ความเจ็บนั้นทำให้ผมยังรู้สึกถึงความเป็มนุษย์... ยังไม่ตาย
ก่อนที่ผมจะหลับไปเพราะความอ่อนเพลีย ลุงเถียนยื่นซองหนังเก่า ๆ สีน้ำตาลให้ผม
"ตอนแกวิ่งหนี ฉันเห็นไอ้พวกนั้นวิ่งมาดูรถแล้วทิ้งไอ้นี่ไว้ข้างล้อรถบรรทุก... น่าจะเป็ของแกนั่นแหละ"
มือที่สั่นเทาของผมรับซองหนังมาเปิด... มันไม่ได้มีเงินหรือของมีค่าใด ๆ แต่มีเพียง นามบัตรใบเดียว ที่ดูดีเกินกว่าจะเป็ของผมในสภาพนี้ และ กุญแจบ้านดอกหนึ่งที่มีตัวเลขสี่ตัวสลักไว้
ผมเพ่งมองนามบัตรภายใต้แสงไฟสลัว
"ณัฐ – สถาปนิกอิสระ"
'ณัฐ'... นี่คือชื่อของฉันงั้นหรือ? ผมลูบไล้นามบัตรนั้นด้วยความรู้สึกที่ผสมผสานกันระหว่างความหวังและความหวาดระแวง ชื่อนี้เป็ของผมจริง ๆ หรือเป็กับดักที่คนร้ายทิ้งไว้?
ผมปิดเปลือกตาลง ปล่อยให้ความมืดเข้าครอบงำ แต่ในความมืดนั้น ผมกลับเห็นภาพใบหน้าของ "เขาอีกคน" ที่กำลังยิ้ม... ยิ้มเยาะเย้ยตัวตนของผมที่กำลังจะถูกกลืนหายไป...!
(โปรดติดตามตอนต่อไป)