บทที่97
สังหารหนึ่งเพื่อปกป้องทั้งหมด
เซี่ยอันอวี่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหนานกงจิ่นอวี่อย่างไม่กระพริบสายตาของเขาในยามนี้นิ่งสงบ ไม่ได้หลบเลี่ยง ไม่ได้เบือนหนีและสิ่งที่นางเห็นภายในนั้นก็คือ...ความจริงใจ
คำพูดของเขา ไม่ได้มีเจตนาจะชักจูงไม่ได้กล่าวเพื่อปกป้องตัวเองอย่างจอมปลอมหากแต่พูดออกมาจากความคิดที่ฝังรากอยู่ในใจมาเนิ่นนาน
หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นแต่แฝงไว้ด้วยแรงของเหตุผลที่มั่นคง
“ในโลกใบนี้…” เขาเริ่มต้น “แม้ว่าผู้คนจะร้องขอความยุติธรรมหรือความเท่าเทียมก็ตาม”
“แต่ความจริงก็คือตั้งแต่คนเราลืมตาดูโลก...ก็ไม่มีสิ่งใดเท่าเทียมกันเลย”
เขาหยุดเพียงชั่วอึดใจจ้องลึกลงในดวงตาของเซี่ยอันอวี่ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“บางคนเกิดมาพร้อมอำนาจบางคนเกิดมาพร้อมความยากจน เกิดมาท่ามกลางครอบครัวที่มั่งมี หรือครอบครัวที่แทบไม่มีอะไรเลย”
“เมื่อพื้นฐานยังไม่เท่ากันแล้วจะเรียกว่าโลกใบนี้ ‘เท่าเทียม’ ได้อย่างไร?”
เสียงของเขายังคงสงบนิ่งสะท้อนออกมาจากคนที่ไม่ได้พูดเพียงเพื่อปลอบใจแต่มาจากคนที่ผ่านการเลือกและการลงมือกระทำที่ยากลำบากด้วยตัวเอง
“ข้าไม่ได้บอกว่าการกระทำของข้า...ในการสังหารชายผู้นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง”
“แน่นอนว่ามันผิด” เขายอมรับตรงไปตรงมา
“ผิดที่ข้าตัดสินชีวิตคนทั้งที่เขายังไม่ได้ก่อเหตุร้ายแรงอะไรออกมา”
เซี่ยอันอวี่ยังคงนิ่งเงียบรับฟังทุกถ้อยคำโดยไม่ขัดจังหวะ นางมองเขา รู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งในแววตา
“แต่...สิ่งที่ข้าทำ”หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยต่อ “มันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ”
“อย่างน้อยก็เพื่อให้ข้าสามารถควบคุมเมืองแห่งนี้ได้ในอนาคต”
เสียงของเขาช้าลงแต่ละคำเต็มไปด้วยน้ำหนัก
“เจ้าก็รู้ดีว่าสถานการณ์ของเราตอนนี้เป็นเช่นไร...”
“ฤดูคลั่งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือน...”
“ความอดอยากที่กำลังแผ่ซึมเข้ามาทุกพื้นที่...ไม่ว่าใครในเมืองนี้ก็อาจจะอดตายได้ทุกเมื่อ”
เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นอย่างช้า ๆแล้วแตะลงเบา ๆ ที่ผืนเตียงข้างใบหน้านาง ราวกับเน้นย้ำคำพูดสุดท้าย
“หากข้าไม่สามารถควบคุมเมืองนี้ได้...สถานการณ์จะเลวร้ายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่”
คำพูดของเขาจบลงในความเงียบทว่าความหมายของมันยังคงสะท้อนอยู่ในห้องอย่างชัดเจน
หนานกงจิ่นอวี่ไม่ได้พยายามให้นางยอมรับหากแต่เขาเพียงพยายามทำให้นาง...เข้าใจ
สถานการณ์ของเมืองกู่หลิงซาในยามนี้...ย่ำแย่จนไม่อาจปฏิเสธได้
ประชากรที่เหลืออยู่มีเพียงหยิบมือชีวิตของทุกคนแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดสะบั้นได้ทุกเมื่ออาหารร่อยหายากยิ่งกว่าทอง คลังเสบียงร่อยหรอลงทุกวันและความอดอยากเริ่มเผยเงาดำมืดของมันขึ้นทีละน้อย
และที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่านั้นฤดูคลั่งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ไม่ว่าจะเป็นภัยจากภายในหรือหายนะจากภายนอก ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่สามารถล้มเมืองทั้งเมืองลงได้ในพริบตา
หนานกงจิ่นอวี่รับรู้ถึงทุกแรงกดดันและเขาก็แบกมันไว้ทั้งหมดบนบ่าในฐานะผู้นำ
เขาพูดกับเซี่ยอันอวี่ด้วยน้ำเสียงแน่นหนักแต่อ่อนลงจากก่อนหน้ากล่าวถ่ายทอดสัจธรรมและเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจอันโหดร้ายของเขา
หากเขาไม่ควบคุมเมืองนี้อย่างเบ็ดเสร็จหากเขาเปิดโอกาสให้ความวุ่นวายค่อย ๆ งอกงามเหมือนหญ้าในรอยร้าวหากเขาปล่อยให้ผู้คนคิดว่า ‘ไม่มีใครกล้าฆ่าใคร’ ทหารและเจ้าเมืองก็จะไม่มีอำนาจมากพอ
เช่นนั้นแผนการทุกอย่างที่เขาและทหารของเขาเตรียมไว้หนทางเอาตัวรอดที่หวังจะใช้ปกป้องทั้งเมือง ก็จะพังทลายลงราวกับตึกที่ไร้รากฐาน
เพราะแบบนั้น เขาจึงสังหารหนึ่งคน...เพื่อให้หลายร้อยชีวิตภายในเมืองนี้ มีโอกาสรอดต่อไป
“เจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่”หนานกงจิ่นอวี่เอ่ยขึ้นในความเงียบ
เซี่ยอันอวี่พยักหน้าช้า ๆศีรษะขยับขึ้นลงเล็กน้อย หงึก ๆ อย่างเชื่องช้าไม่ใช่เพราะยอมรับทั้งหมดทันที แต่เพราะนางเข้าใจแล้วว่า เหตุใดเขาจึงเลือกเช่นนั้น
ทว่า...เพียงอึดใจต่อมานางก็เอ่ยถามสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจมาตลอด
“แต่ว่า...ถ้าหากวันหนึ่ง...”
“ข้า...กลายเป็นคนที่ต้องถูกสังหารเพื่อความอยู่รอดของผู้คน”
“ท่าน...จะสังหารข้าหรือไม่?”
คำถามนั้นเอ่ยด้วยเสียงเบาแต่กลับกรีดผ่านบรรยากาศที่เงียบงันราวกับคมมีด
หนานกงจิ่นอวี่ชะงักไปเล็กน้อยเขาหยุดนิ่ง แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับเซี่ยอันอวี่อย่างตรงไปตรงมา
แววตาของเขานิ่ง สงบและแฝงบางสิ่งไว้ลึกเกินจะอ่านได้ในชั่วพริบตาเดียว
และในขณะเดียวกันเซี่ยอันอวี่เองก็มองตอบเขาเช่นกัน นิ่ง เงียบ แต่แน่วแน่
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบอีกครั้งเสียงลมที่พัดลอดผ่านหน้าต่างไม้แผ่วเบา กลายเป็นเสียงเดียวที่ยังคงอยู่
เซี่ยอันอวี่รู้ดี...ว่าชายตรงหน้าคือคนที่แบกทั้งเมืองนี้ไว้บนบ่าเขาเป็นคนที่ต้องคิดถึงภาพรวมในทุกลมหายใจ
นางเพียงต้องการรู้ว่า...ถ้าวันหนึ่ง"นาง" กลายเป็นสิ่งที่ต้องเลือกเขาจะตัดสินใจอย่างไร
เซี่ยอันอวี่ไม่ได้ถามคำถามนั้นเพื่อให้เขาเลือกนาง หรือให้คำสัญญาใด ๆ แก่นาง
นางเพียงต้องการได้ยินคำตอบคำตอบที่อาจไม่มีความหมายอะไรในสายตาใคร แต่สำคัญกับนางอย่างยิ่ง
อย่างน้อย...เพียงเพื่อให้นางรู้ว่าตนควรเชื่อใจเขาได้หรือไม่
นางรู้ดีว่าหนานกงจิ่นอวี่มีความลับบางอย่างอยู่ในใจและนางเองก็มีความลับเช่นเดียวกันในโลกที่ต่างคนต่างต้องมีสิ่งที่ปิดบังไว้เบื้องหลังแววตาสงบนิ่ง
หนานกงจิ่นอวี่นิ่งเงียบไปพักใหญ่ท่ามกลางความมืดและความเงียบที่รายล้อม ราวกับกำลังไตร่ตรองคำตอบที่จะมอบให้
จนกระทั่งในที่สุด เขาก็เอ่ยออกมาช้าๆ
“ข้าจะปกป้องเจ้า...ในฐานะฮูหยินของข้า”
เขาพูดเพียงเท่านั้น ไม่มีคำสัญญาไม่มีถ้อยคำหวาน ไม่มีการเอ่ยว่า “ข้าจะไม่ฆ่าเจ้า” หรือ “เจ้าจะปลอดภัยแน่นอน” มีเพียงคำยืนยันหนึ่งเดียวที่นางต้องตีความเอาเอง
จากนั้นหนานกงจิ่นอวี่ก็พลิกตัวกลับไปยังที่นอนของตนเองอย่างสงบเขาเอนกายลง เหลือเพียงเงาร่างสูงใหญ่ใต้ผ้าห่มแล้วก็หลับตาลงราวกับทุกอย่างที่ควรพูดได้ถูกกล่าวไปหมดแล้ว
เขาหลับอย่างรวดเร็ว ไร้ความลังเลไร้เสียงถอนใจ
เซี่ยอันอวี่ที่ยังนอนอยู่ในตำแหน่งเดิมขมวดคิ้วเล็กน้อย
นางไม่แน่ใจในความหมายของถ้อยคำที่เขาพูดนักแต่ต้องยอมรับว่าบทสนทนาในค่ำคืนนี้...ได้ปลดเปลื้องความหวาดกลัวในใจของนางไปไม่น้อย
ความรู้สึกหนักอึ้งภายในอกเริ่มเบาลงอย่างช้าๆ ความกลัวที่เคยแน่นขึงคล้ายถูกคลี่คลายออกเล็กน้อย
เมื่อความรู้สึกสงบเริ่มเข้าครอบงำในที่สุด ตั้งแต่เมื่อไรนางก็ไม่แน่ใจ เซี่ยอันอวี่ก็หลับไป
ภายใต้รัตติกาลอันเงียบสงัดค่ำคืนนี้จึงผ่านพ้นไปอย่างเงียบงัน…
ยามเช้าเดินทางมาถึงอย่างรวดเร็วแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าเริ่มสาดทอลอดผ่านช่องหน้าต่างของเรือนไม้เข้าสัมผัสผิวเนื้ออย่างแผ่วเบา
เซี่ยอันอวี่ขยับตัวเบา ๆก่อนจะลืมตาขึ้น
นางรู้สึกถึงแสงที่สว่างกว่าปกติและทันทีที่พลิกตัวลุกขึ้นนั่ง นางก็ตระหนักได้ว่าตนตื่นสายกว่าทุกวั
เพราะราตรีก่อนหน้า นางนอนไม่หลับมานานกว่าจะเข้าสู่ห้วงนิทรา
นางดีดตัวลุกจากเตียงอย่างรวดเร็วใบหน้าเต็มไปด้วยความร้อนรน ก่อนจะรีบวิ่งออกจากห้องอย่างแทบไม่ทันคิด
และก็เป็นไปตามที่คาดไว้ภายในบ้านเงียบสงัด ไร้เงาของหนานกงจิ่นอวี่หรือทหารนายใด
เซี่ยอันอวี่รีบตรงไปล้างหน้าล้างตาใช้น้ำเย็นจากตุ่มไม้สาดใส่ใบหน้าเพื่อปลุกสติ จากนั้นก็ตรงไปยังโต๊ะอาหารเล็ก ๆที่มีข้าวกับกับข้าวง่าย นางกินอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ
หลังจากนั้นก็รีบวิ่งออกไปดูสวนผักอย่างรวดเร็ว