‘อ้า...อ๊ะ...ซี๊ดดด อ๊า~’
เสียงแสดงอารมณ์เร่าร้อนตอบรับการกระทำสยิว ทำให้ผมรีบยกมือขึ้นปิดตาและโวยวายใส่เ้าของห้องทันที
“ปิด ๆ! ไม่ดูแล้วโว้ยไอ้ปลา!”
“ไหวปะเนี่ยพี่เตี๋ยว”
ผมล้มตัวลงซุกหน้ากับเตียงนอนของไอ้ปลา พลางส่ายหัวดุ๊กดิ๊กบอกน้องสาวว่าไม่ไหวจริง ๆ
“เฮ้อ! นี่ปลาเลือกเื่อันที่ซอฟต์สุด ๆ แล้วนะพี่เตี๋ยว”
“นั่นซอฟต์แล้วเหรอวะไอ้ปลา” ผมเด้งตัวขึ้นมามองหน้าน้องสาวซึ่งกลายเป็ที่ปรึกษาหัวใจของผมเพราะมันมีรสนิยมที่แสนแปลก แต่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ามันจะเข้าขั้นแอดวานซ์ขนาดนี้
“เออดิ ปลารู้ว่าพี่ยังสับสนอยู่ ปลาไม่เอาอะไรน่ากลัวมาให้พี่ดูหรอก”
“ที่เห็นเมื่อกี้นั่นแหละที่เรียกว่าน่ากลัว!”
ผมยังจำกิจกรรมสยิวของชายรูปร่างบึกบึนในหน้าจอเมื่อครู่ได้ติดตาอยู่เลย แม้จะมีเพื่อนเป็สายนี้ แต่ก็ไม่เคยอุตริคิดภาพไอ้ฟ่าไปทำกิจกรรมรักกับผู้ชายหน้าไหนแบบนั้นมาก่อนเลยนะ แต่พอมาเห็นภาพเคลื่อนไหว แม้ว่าจะเป็คนที่ไม่รู้จักก็ทำให้ผมรับไม่ไหวอยู่ดี
“โอ๊ย! ถ้าปอดแหกขนาดนี้ก็ไม่ต้องมาปรึกษาหรอก ถ้ารับไม่ได้ก็ปฏิเสธพี่ธิวเขาไปซะ จะได้จบ ๆ”
ถ้ามันง่ายขนาดนั้นกูจะแบกหน้าหล่อ ๆ มาสารภาพเื่หนักอกหนักใจให้ฟังทำไมล่ะ น่าอายจะตายห่าที่สับสนหัวใจเพราะผู้ชายด้วยกันเนี่ย!
“พี่มาขอคำปรึกษาแบบที่เอาไปใช้ได้โว้ย ไม่ต้องบิ้วอะไรแบบนี้ได้รึเปล่าวะ มันยังไม่ถึงขั้นต้องคิดอะไรแบบนั้นสักหน่อย”
ผมเถียงไอ้ปลาที่ยอมรับฟังเื่ราวของผมเป็ชั่วโมง แม้มันจะบอกว่าช็อกเหมือนกันที่ได้รู้เื่นี้และเสียดายพี่ธิวที่หลงผิดมารักผู้ชายอย่างผม แต่สุดท้ายมันก็ช่วยคิดหาวิธีพิสูจน์ความรู้สึกสับสนของผมอยู่ดี แลกกับการยอมให้มันค่อนแคะอยู่หลายนาที
“โง่ปะเนี่ยพี่เตี๋ยว ถ้าพี่สับสนว่าคิดยังไงกับพี่ธิว นั่นก็แปลว่าพี่อาจจะชอบหรือไม่ชอบพี่ธิวก็ได้ และถ้าพี่เกิดชอบพี่ธิวเกินกว่าพี่ชายขึ้นมาจริง ๆ พี่ก็ต้องก้าวข้ามเื่เพศไปให้ได้ก่อนที่พี่จะวิ่งไปบอกความรู้สึกกับเขา ส่วนความสัมพันธ์ทางกายก็เป็ความจริงที่ต้องยอมรับให้ได้ด้วยเหมือนกัน พี่คิดว่าคนรักเพศเดียวกันเขานอนจับมือกันใส ๆ หรือไง”
“แต่...พี่ไม่ได้คิดเื่แบบนั้นกับพี่ธิวนี่หว่า”
“ถ้าพี่ชอบเขา สักวันพี่ก็ต้องคิด เผลอ ๆ คืนนี้แหละ...ฝันเปียกแน่”
“ไอ้ปลา!”
แม่ง! น้องผมมันเป็สาวพรหมจรรย์จริงหรือเปล่าวะ พูดแต่ละคำ...หัวใจจะวาย
“อะไร...ปลาแค่พูดเื่จริง สุขศึกษาก็สอนมาแบบนี้แหละ”
อื้อฮือ...เก่งทฤษฎีว่างั้นเหอะ
“เฮ้อ! ทิ้งเื่เพศศึกษาไปก่อนได้รึเปล่าวะ พี่ยังไม่พร้อม เอาเป็ว่า...ขอเื่ความรู้สึกก่อนก็พอ”
“อยากรู้อะไรก็ว่ามา”
ไอ้ท่ากอดอกพิงเก้าอี้แบบนี้มันเหมือนแม่ระเบียบอาจารย์โฮมรูมของผมจริง ๆ รู้สึกเหมือนกลับไปเป็วัยขาสั้นที่กำลังจะเอาปัญหาชีวิตร้อยแปดมาปรึกษาโฮมรูมที่เคารพเลยว่ะ
ผมชั่งใจคิดหาคำถามที่อยากรู้ที่สุด พลางกวาดตามองแผ่นบอร์ดติดข้างฝาแผ่นใหญ่เบ้อเริ่มซึ่งมีรูปถ่ายคู่รักชายชายทั่วทั้งบอร์ด ผมจ้องมองอย่างพินิจพิจารณาทั้งที่ผมเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนเพราะชอบแอบเข้ามาจิ๊กของในห้องไอ้ปลาไปใช้ แต่นี่เป็ครั้งแรกที่ผมมองมันด้วยความสงสัยใคร่รู้ ว่าทุกคนในรูปรู้สึกยังไงที่ใคร ๆ ก็รู้ถึงความสัมพันธ์ของพวกเขา พวกเขารู้สึกแปลกหรืออายบ้างหรือเปล่านะ...
“เอ้า! จะคุยอะไรก็คุยมาสิพี่เตี๋ยว”
ห่าน! กูใเกือบตกเตียง
“เออ ๆ ขอถามหน่อย...ทำไมแกถึงชอบให้ผู้ชายได้กันวะ” ถามแม่งตรง ๆ เลยแล้วกัน
“ถ้าจะด่าเื่ความชอบของปลาอีกก็ออกไปเลย”
“ไม่ได้จะว่าอะไรสักหน่อย...แค่ถามดู”
“ก็แค่ชอบ”
“ชอบอะไรก็ต้องมีเหตุผลรึเปล่าวะ”
“ปลาไม่ได้ชอบให้ผู้ชายได้กันเพราะปลาก็อยากได้เขาเหมือนกันเว้ยพี่เตี๋ยว ฉะนั้นปลาไม่ได้ชอบให้ผู้ชายได้กัน แต่ปลาชอบในความรักที่พวกเขามีให้กันก็เท่านั้นเอง”
“รู้ได้ไงวะว่าเขาจะรักกันจริง พูดตรง ๆ นะ ขนาดดีงามอย่างไอ้ฟ่ายังโดนหลอกมาแล้วเลย ความรักของเพศเดียวกันมันฉาบฉวยกว่าหญิงชายซะอีก”
“พี่เอาอะไรมาตัดสินว่าความรู้สึกที่คนสองคนมีให้กัน มันไม่ใช่ความรัก...แค่เพราะพวกเขาเป็เพศเดียวกันเท่านั้นเหรอ”
คำถามย้อนกลับของปอปลาทำให้ผมฉุกคิดว่าทำไมผมถึงคิดแบบนั้น...ก็แค่เพราะ...คนอื่นเขาพูดกันแบบนั้น
“ตัวอย่างดี ๆ ของคู่รักที่เป็เพศเดียวกันก็มีเยอะแยะ คนที่เขารักกัน แต่งงานอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าก็มีให้เห็นอยู่ทั่วโลก แต่ปลาก็ไม่ได้บอกว่าพวกที่สนแต่เื่เซ็กซ์มันไม่มีหรอกนะ มันมี...และก็เยอะด้วย แต่เราก็แยกแยะได้ไม่ใช่เหรอ ว่าแบบไหนที่เราควรชื่นชมและยินดีด้วย”
นั่นสินะ...การแยกแยะที่เรามักมองข้ามไปเพราะอคติ
“การนอกใจ การทรยศหักหลัง ความไม่ซื่อสัตย์ และการรักสนุก สนใจแต่เื่บนเตียง มันไม่ได้อยู่แค่เฉพาะกลุ่มคนรักร่วมเพศหรอกนะพี่เตี๋ยว ถ้าทุกคนลบอคติออกไปก็ไม่มีใครปฏิเสธได้หรอก ว่าทุกเพศก็มีคนประเภทนี้อยู่เต็มไปหมด โดยเฉพาะหญิงชายนอกใจกันก็เยอะแยะไป แถมพวกรักสนุกมีสุขกันแค่คืนเดียวก็มีให้เห็นถมเถ พี่เองก็เคยััมาแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าเพศไหนมันก็ไม่ได้การันตีว่านั่นคือรักแท้หรอก”
ผมอึ้งกับคำพูดที่ถูกต้องทุกคำของคนอ่อนกว่า แต่ความคิดของมันช่างกว้างกว่าผมมากนัก ผมคิดมาตลอดว่าความชอบของน้องสาวคือสิ่งแปลกประหลาดและไร้ซึ่งเหตุผลที่ดีงาม แต่ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่าเหตุผลของปอปลานั้น มันแสนที่จะเข้าใจได้ง่ายกว่าบรรทัดฐานหรือเหตุผลทางสังคมที่มนุษย์ตั้งขึ้น
ปอปลาก็เป็แค่เด็กที่ไร้ซึ่งอคติในชีวิต มันแค่มองสิ่งที่อยู่ภายในมากกว่าภายนอก ต่างจากผมที่ยังยึดติดกับสิ่งมากมายรอบตัว...คงเป็อย่างที่ไอ้ฟ่าพูดนั่นแหละ ว่าที่จริงแล้ว...ผมกลัวอะไรกันแน่
“อือ...พี่อยากคุยเื่นี้แหละ”
“เื่รักแท้เนี่ยนะ”
“เปล่า...แต่เป็เื่ความเป็ไปได้...มันจะเป็ไปได้หรือเปล่าปลา ที่ผู้ชายแท้ ๆ จะมาชอบกัน พี่ก็รู้ตัวดีว่าชอบผู้หญิง พี่ธิวเองก็รักผู้หญิงมาถึงสองคน มันจะเป็ไปได้เหรอวะ ที่จะมีความรู้สึกแบบนั้นให้กันได้จริง ๆ”
“ถ้าถามถึงเื่จริงที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ก็ต้องตอบว่าเป็ไปได้ มีข่าวออกตั้งเยอะแยะ ไม่เคยเห็นหรือไง เกย์มารักหญิง หญิงไปรักหญิง ทอมมารักชาย เยอะแยะไปหมด”
“เหรอวะ...”
“พูดจริง ๆ นะพี่เตี๋ยว ปลาไม่อยากเชื่อเลยว่าพี่จะมานั่งปรึกษาปลาเื่นี้ ปลาเคยคิดนะว่าถ้าพี่บิวเกิดชอบผู้ชายขึ้นมาคงเป็เื่ที่ปลาช็อกสุดในโลก แต่พอเป็พี่เตี๋ยว...แม่ง...ช็อกมากกว่าอีกอะ”
“งั้นแกได้ช็อกซ้ำซ้อนแน่ไอ้ปลา เพราะพี่บิวก็มีไอ้น้องเดือนมหา’ลัยมาตามจีบอยู่เหมือนกัน ดูท่าแล้วก็...น่าลุ้น...มั้ง”
“ฮะ! พี่บิวเนี่ยนะ!”
“เออ”
“อ๊ายยย! เื่ใหญ่ยิ่งกว่าอุกกาบาตจะพุ่งชนโลกอีกนะพี่เตี๋ยว ปลาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครหน้าไหนกล้ามาแหยมใส่พี่บิวแบบนี้น่ะ”
“เออ...พวกพี่ก็ช็อกเหมือนกันแหละ”
“โอ๊ย! อยากรู้จักเป็การส่วนตัวเลยอะ ว่าใครกันนะที่กล้ากระตุกหนวดเสือขาโหดอย่างพี่บิว”
“จะรู้จักมันไปทำไม”
“ก็จะได้ขอบคุณที่ทำให้น้องได้ฟินสมใจไง...ปลาแอบเชียร์ให้พี่บิวมีแฟนเป็ผู้ชายมานานแล้วเนี่ย”
“ทำไมวะ...พี่บิวออกจะโหด พี่ว่าเหมาะกับสาวอ่อนหวานแบบที่พี่แกชอบมากกว่าอีก”
“เทรนด์มันกำลังมาโว้ยพี่เตี๋ยว แบบต่อยกันหน้าแหก จูบกันจนปากแตกไง”
“เทรนด์ห่าอะไรวะ...ขนลุก”
“ขนลุกตรงไหน ทีละครหลังข่าวคนดูยังชอบอย่างแนวตบจูบเลย ทำไมสาววายจะชอบแนวแมนชนแมนไม่ได้ล่ะ”
“เออ ๆ แล้วแต่เลย...จบเื่พี่บิวแล้วกลับมาเื่พี่ก่อนได้ไหม”
“ไม่ได้...เื่ของพี่มันเื่เล็กแต่พี่บิวเื่ใหญ่ บอกหน่อยดิว่าพี่คนนั้นเขาเป็ยังไง”
“จะไปสนใจทำไม พี่แกสับสนจนจะหนีไปบวชอยู่แล้วเนี่ย”
“ถือว่าเป็การตอบแทนที่เป็ที่ปรึกษาให้ก็แล้วกัน เล่าให้ฟังหน่อย แค่นิดเดียวก็ยังดี”
“เฮ้อ! เออ ก็ได้...ไอ้พิชญ์มันก็...หล่อ สูง หุ่นบางกว่าพี่บิวหน่อย ผิวขาวพอกัน ปากแดงแถมดัดฟัน เรียนทันตะ แต่หน้าตาออกแนวแบดบอย อ้อ...นิสัยมันก็ดูแบดไม่เบาเหมือนกัน ดูจากที่มันกล้าต่อปากต่อคำกวนตีนพี่บิวขนาดนั้นน่ะนะ”
“กรี๊ดดดด! อยากเห็นอยากเสพโมเมนต์ที่เขาเกี้ยวกัน”
“เกี้ยวห่าอะไรล่ะ กัดกันซะมากกว่า...จะฆ่ากันตายอยู่แล้ว พี่บิวปฏิเสธหัวชนฝา แต่ไอ้พิชญ์แม่งก็ตื๊อไม่เลิก พักนี้มันรุกหนักขึ้นด้วย”
“โห จริงเหรอ...แมนมาก กล้ามากกกก”
“กล้าไปก็อาจจะแห้วอยู่ดีแหละมั้ง พี่บิวเขาแมน ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะเว้ย เขาคงไม่สนใจไอ้พิชญ์หรอก”
“คบผู้ชายด้วยกันก็ไม่ได้หมายความไม่แมนนะพี่เตี๋ยว ไอ้คำว่าแมนเนี่ย เขาดูที่ความเป็สุภาพบุรุษ ไม่ได้ดูที่รสนิยมทางเพศสักหน่อย”
“งั้น...โหดเถื่อนอย่างพี่บิวก็มีโอกาสเหรอวะ”
“ใครจะไปรู้ ของอย่างนี้ก็ต้องพิสูจน์ก่อน”
“พิสูจน์ยังไงวะ”
“ก็ลองเปิดใจไง ถ้าเปิดใจแล้วไม่ไหวจริง ๆ ก็แสดงว่าไม่ชอบแนวนี้จริง ๆ”
“หมายถึงให้คบกันเลยเหรอวะ”
“ไม่ถึงกับต้องคบหรอก แต่ถ้าเป็เื่ความรู้สึกก็แค่ลองให้ความรู้สึกนำทาง การที่จะรู้ความรู้สึกของตัวเองก็ต้องเปิดกว้างความสัมพันธ์ซะก่อน ถ้าตีกรอบเอาไว้ก็ไม่มีทางรู้หรอกนะ พอเราได้ใกล้ชิดได้รู้จัก เดี๋ยวเวลาก็ช่วยให้รับรู้ความรู้สึกเองแหละ”
“แล้วจะรู้ได้ไงวะ ว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกผูกพันหรือแค่ความรู้สึกชั่วครู่ชั่วคราว”
“โอ๊ย! ถ้าจะโง่ขนาดนั้นก็ไม่ต้องได้รักใครแล้วละ พี่กับพี่บิวก็กรณีเดียวกันนั่นแหละ เคยมีแฟนมาแล้วทั้งคู่ ถ้าแค่นี้ยังแยกแยะไม่ออกก็โง่เต็มทีแล้ว ความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็เพศไหน มันก็ความรู้สึกเดียวกันทั้งนั้นแหละ...ความรักไม่ได้แบ่งเพศหรอกนะ...ถ้ารู้สึกว่ารักก็ไม่เห็นต้องสับสนหรือลังเลอะไรเลย”
นั่นสินะ...ผมก็เคยมีความรักมาก่อน ทำไมผมจะไม่รู้ล่ะ...
แต่เพราะผมอาจจะเริ่มรู้แล้วว่าความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจอาจจะสร้างปัญหาในอนาคต ผมก็เลยเกิดสับสนและลังเลใจขึ้นมา ที่จริงแล้ว...ผมก็แค่ต้องลองทลายกำแพงในใจของตัวเองดูเท่านั้นเอง
“อือ...พี่จะลองดู”
“รู้แล้วเหรอว่าจะทำยังไง”
“ยังไม่รู้...แต่ก็คงมีวิธีให้พี่ได้พิสูจน์ ดีกว่าที่แกให้พี่นั่งดูหนังเรตนั่นแหละ”
“มันเป็ส่วนสำคัญในการก้าวข้ามเื่เพศนะเว้ย แต่ก็นั่นแหละ...มันอาจจะเร็วไปสำหรับพี่ เอาเป็ว่าพี่ลองเข้าหาพูดคุยกับพี่ธิวให้ได้ก่อนก็แล้วกัน เป็ยังไงค่อยมาว่ากันอีกที”
“อืม...แก...ไม่คิดจะบอกแม่เื่นี้ใช่ไหม”
“ใครจะกล้าบอกวะ ถ้าที่บ้านรู้เื่นี้ก็คงบ้านแตกพอดี ไม่ต้องพูดถึงการที่ปลามาช่วยพี่พิสูจน์อะไรที่ไม่ควรพิสูจน์แบบนี้ด้วย คงได้โดนไล่ออกจากบ้านแน่”
“แกไม่ได้ผิดสักหน่อย”
“ปลารู้ว่าตัวเองไม่ผิด แต่การที่ไม่คัดค้านก็คงไม่ได้ถูกมองว่าทำถูกหรอกพี่เตี๋ยว เฮ้อ...ยังไงปลาก็ขอให้พี่พิสูจน์ได้ไว ๆ แล้วกัน จะได้เลิกสับสนซะที”
“อืม...ขอบใจนะ”
การมีที่ปรึกษาอย่างไอ้ปลามันก็มีข้อดีคือได้มุมมองอะไรที่ไม่เคยได้ แม้แต่การปรับตัวให้หน้าด้านหน้าทนมากขึ้นก็เป็สิ่งหนึ่งที่คนมีมาดอย่างผมไม่เคยคิดว่าจะต้องทำ แต่สุดท้ายก็ต้องจำใจวางทุกอย่างลงและวิ่งเข้าหาพี่ธิวก่อนอย่างที่ไม่เคยทำ อย่างเช่น...
‘พี่ธิวกลางวันนี้ไปกินข้าวที่โรงอาหารปะ...ไปกินด้วยกันไหม’
‘ไปนะ...แต่ไปกับอาจารย์ที่คณะน่ะ คงไปกินกับพวกเราไม่ได้หรอก’
‘อ้าวเหรอ...งั้นไม่เป็ไร’
และ…
‘พี่ธิวไปรับไอ้ปลาที่เรียนพิเศษเป็เพื่อนหน่อยดิ ไอ้ปลามันโทรมาให้ไปรับอะ’
‘งั้นเหรอ...เดี๋ยวพี่ไปรับให้ก็ได้ เตี๋ยวอยู่บ้านช่วยคุณป้าทำอาหารเย็นแล้วกัน’
‘แต่ว่าไอ้ปลาบอกให้เตี๋ยวไปรับนะ’
‘อืม...งั้นเตี๋ยวไป พี่อยู่ช่วยคุณป้าเอง’
‘อะ...เออ...ก็ได้...เตี๋ยวไปเอง’
และ…
‘พี่ธิวพรุ่งนี้แม่ต้องไปหาพ่ออีกแล้ว...เราไปซื้อของมาทำอาหารเย็นกันอีกไหม’
‘อืม...พี่ว่าสั่งอาหารมากินแล้วกัน เห็นปอปลาบ่นว่าอยากกินพิซซ่า’
“...”
และ...
‘พี่ธิวว่างปะ...ไปเล่นเกมกัน เตี๋ยวซื้อแผ่นมาใหม่ ยังไม่ได้เล่นเลย’
‘โทษทีนะ พี่ต้องเคลียร์งานน่ะ...ไว้วันหลังได้ไหม’
‘อือ...’
และ...ล่วงเลยมาถึงวันนี้...
วันที่ผมกำลังใช้แม่บังเกิดเกล้าซึ่งกำลังกลับมาจากต่างจังหวัดเป็ข้ออ้างเพื่อรอไอ้พี่ธิวที่ยังไม่กลับมาเหมือนกัน จากความพยายามหลายวันมานี้ผมเริ่มคิดแล้วว่ามีบางอย่างแปลกไป...ไม่ใช่เพราะเขาหลบหน้าผมหรือว่าเ็าใส่ แต่เพราะไอ้พี่ธิวไม่ได้หายหน้าไปไหนเลยและยังทำตัวเป็ปกติทุกอย่าง เพียงแต่...
...มันปฏิเสธทุกอย่างที่ผมขอไงล่ะ! คำปฏิเสธที่ได้รับทุกวัน ไม่ว่าจะขออะไรก็ตาม นี่มันผิดปกติโคตร ๆ
เอี๊ยด!
เสียงรถของไอ้ตัวทดลองเข้ามาจอดปุ๊บ ผมก็รีบเปิดหนังที่ลงทุนซื้อมาเพราะไอ้พี่ธิวมันบ่นว่าอยากดู และเอนกายลงบนโซฟาตัวยาวเหมือนไม่ได้ตั้งใจรอพี่มันเลยสักนิด
“อ้าว...ยังไม่นอนเหรอเตี๋ยว”
“อือ...รอแม่อยู่ เห็นว่ากำลังกลับ”
“งั้นเหรอ...แล้วกินข้าวกันเรียบร้อยหรือยัง”
“อืม กินแล้ว...พี่ธิวล่ะ”
“เรียบร้อยแล้วละ...ดูหนังอยู่เหรอ”
“อ๋อ...ใช่ ดูด้วยกันไหม” ผมลุกขึ้นนั่งพลางขยับให้พี่ธิวเข้ามานั่งด้วย ทั้งที่ลุ้นอยู่ว่าจะโดนปฏิเสธอีกไหม
“อือ...ก็ได้ เื่นี้พี่ยังไม่ได้ดูเหมือนกัน”
วะฮ่าฮ่า! หัวเราะแบบโจรชั่วสัด ๆ ในที่สุดก็ได้ใช้สักแผน ไม่เสียแรงที่ลงทุนไปหาซื้อมา
“ปลาหลับไปแล้วเหรอ”
“ป่านนี้หลับไปแล้วแหละ”
การที่ไอ้ปลาจะหลับหรือจะตื่นอยู่มันคงไม่มีผลอะไรหรอก ในเมื่อผมแอบเห็นว่าพี่มันนั่งเว้นระยะห่างจากผมเหมือนดาวพูลโตกับโลกเลย
เอาเหอะ...กูยอมเป็โลกที่หมุนรอบจักรวาลเลยแล้วกัน มึงออกห่างกูก็จะเข้าไปหาเอง
คิดแล้วไม่ทำก็ไม่มีทางรู้ ผมจึงแสร้งทำเป็ขยับร่างกายด้วยความเมื่อยล้าเพื่อขยับเข้าไปใกล้เป้าหมายมากขึ้นและ...โชคดีที่พี่ธิวยังคงนั่งนิ่งดูหนังอย่างตั้งใจ ผมเข้าใกล้คนข้าง ๆ มากเสียจนแขนของพวกเราัักัน แม้จะเป็เพียงััแ่เบาแต่น่าแปลกเหลือเกินที่ผมรู้สึกเหมือนมีไฟฟ้าช็อตแล่นไปทั่วแขน...
แม้ผมกับพี่ธิวจะไม่มีใครพูดถึงเื่จูบเร่าร้อนคืนนั้นอีกแต่พอได้ััตัวเขาแบบนี้อีกครั้ง...ผมก็นึกถึงเื่นั้นขึ้นมาได้ง่าย ๆ แต่น่าแปลกที่มันไม่ได้น่าอึดอัดหรือน่าหวาดกลัวอะไรอีกแล้ว มีเพียงหัวใจที่เต้นผิดจังหวะโดยไม่รู้สาเหตุเท่านั้นที่ทำให้ผมอยากลองอะไรมากกว่านี้
ถ้าผม...เขาใกล้มากกว่านี้...ััให้มากกว่านี้...ผมจะรู้สึกอะไรมากกว่านี้หรือเปล่านะ...แต่ผมจะใช้วิธีไหนที่มันไม่ดูจงใจเกินไปดีล่ะ
จับมือ มันก็คง...แปลก...
เออ ก็ต้องแปลกอยู่แล้วแหละ เพราะฉะนั้นเปลี่ยนดีกว่า...
งั้นก็...นอนตัก...
โอ๊ย! หนักกว่าเดิมอีกกู…
หรือว่า...ซบไหล่...
แม่งงงง...ทำไมกูคิดได้แต่วิธีแต๋ว ๆ วะเนี่ย!
จะแตะต้องไอ้พี่ธิวแต่ละทีทำไมมันลำบากยากเข็ญขนาดนี้วะ ทีมันยังจูบผมแบบไม่ให้ทันตั้งตัวเลย แต่จะให้ผมรุกขั้นสุดแบบนั้นผมก็ยังไม่พร้อมว่ะ
เฮ้อ...งั้นก็เอาสักวิธีแล้วกัน ไม่ลองก็ไม่รู้หรอก
ผมปล่อยให้พี่ธิวดูหนังไปสักพักเพื่อให้มันชะล่าใจ ก่อนที่จะแกล้งทำเป็ง่วงเหงาหาวนอน จากนั้นจึงค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้พี่มันมากขึ้น พลางพิงหัวกับโซฟาด้านหลัง เอียงหัวลงอย่างเชื่องช้าไปที่ลาดไหล่กว้างของคนข้างกายที่สายตายังคงจับจ้องอยู่บนจอทีวี ผมแกล้งหลับตาลงเพื่อความเนียน เมื่ออีกไม่กี่วินาทีหัวของผมก็จะััเข้ากับ...
ปึ้ก!
ไอ้เชี่ย! เขาเรียกว่าวืดดดด
ผมลืมตาทันทีที่รู้สึกว่าตัวเองไถลลงมานอนอยู่บนโซฟา โดยที่เหยื่อตัวโตยืนตรงดิ่งค้ำหัวผมอยู่ด้วยใบหน้านิ่งสงบ
“เอ่อ...โทษที พี่คิดว่าเตี๋ยวคงอยากนอน พี่ก็เลยลุกให้ เอาไว้...พี่ค่อยยืมดูวันหลังก็ได้ เตี๋ยวนอนดูไปเหอะ...พี่ไปนอนก่อนนะ”
ผมยังไม่ทันหายช็อกจากอาการวืด ไอ้พี่ธิวก็วิ่งหนีขึ้นห้องไปเฉยเลย...
พอกันที!
แค่นี้ก็รู้แล้วว่ามันตั้งใจปฏิเสธผมอย่างชัดเจนและไม่ยอมเข้าใกล้ผมด้วย ผมจะไม่ปล่อยให้มันเป็แบบนี้ต่อไปหรอก
ผมวิ่งตามไอ้พี่ธิวอย่างไวจนมาทันก่อนที่พี่มันจะหนีเข้าห้องนอน และแทรกตัวผ่านประตูเข้าไปแบบที่เ้าของไม่ได้เชิญ
“เตี๋ยว!”
ปัง!
กริ๊ก!
ล็อกแม่ง! ดูสิว่ามันจะหนียังไง
“หนีทำไม!”
“พี่...”
“จะหนีอีกแล้วเหรอ พี่ชอบหนีปัญหาหรือไง ทำอะไรก็หัดรับผิดชอบบ้างดิ!” ผมย่างสามขุมเข้าไปหาเ้าของห้องที่เอาแต่เดินถอยหลัง เหมือนว่าผมกำลังจะฆ่ามันอย่างนั้นแหละ
“เตี๋ยว...พี่ว่าเรา...”
ฟึ่บ!
ผมไม่ปล่อยให้มันพูดมากและเอาแต่เดินหนีอีกแล้ว ผมสาวเท้าเข้าไปหาพี่ธิวและสวมกอดพี่มันไว้อย่างแน่น
ตึ้กตั้ก...ตึ้กตั้ก...ตึ้กตั้ก...
“เตี๋ยว...”
ผมรู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจตัวเองดังก้องไปพร้อมกับหัวใจของคนที่อยู่ในอ้อมกอดซึ่งกำลังเต้นรัวไม่แพ้กัน
“ผม...อยากรู้แค่นี้แหละ” ผมพูดแ่เบากับพี่ธิวและค่อย ๆ ละอ้อมกอดออกมามองหน้าคนที่กำลังยืนอึ้งจ้องหน้าผมอย่างไม่เข้าใจ
“รู้แล้ว...ดีขึ้นไหม”
“ก็ดีกว่าไม่รู้”
“เฮ้อ...เรานี่มันดื้อจริง ๆ”
“ก็พี่ชอบหนีปัญหา”
“พี่ไม่ได้หนี...พี่บอกแล้วว่าพี่หนีไม่ได้อีกแล้ว เพราะมันยากเกินไปสำหรับพี่”
“แล้วที่ทำอยู่คืออะไร”
“ทำในสิ่งที่ควรจะทำไง...พี่เข้าใจว่าเราจะรู้สึกยังไงกับสิ่งที่พี่บอก...สิ่งที่พี่ได้ทำลงไป...พี่รู้ว่าเตี๋ยวคงจะสับสนและอึดอัดใจเพราะพี่ผ่านมันมาก่อนแล้ว สิ่งที่พี่รู้สึกกับเตี๋ยวมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกที่ควร...พี่ควรจะรู้ดีมากกว่าใครแต่พี่ก็ยังทำแบบนั้น พี่ไม่ควรกลับเข้ามาในชีวิตเตี๋ยวั้แ่แรกแล้ว”
“พี่ก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็แบบนี้อีกนี่...ผมเองก็...ไม่รู้เหมือนกัน”
ใช่...ผมไม่รู้มาก่อนเลยว่าเมื่อได้ยินคำสารภาพนั้นอีกครั้ง ผมจะมีความรู้สึกที่เปลี่ยนไปขนาดนี้
“ไม่หรอก...พี่รู้...คนอื่นอาจจะคิดว่าพี่กลับมาเพราะคำพูดของผู้ใหญ่ แต่เปล่าเลย...พี่มาที่นี่เพราะความเห็นแก่ตัว...เพราะพี่เ็ปเหลือเกินในตอนนั้น พี่ก็เลย้าล้างความเ็ปของตัวเอง ด้วยการกลับมาอยู่ใกล้ ๆ กับความสุขของตัวเอง แต่พี่ลืมไปว่าอาจจะทำให้คนที่เป็ความสุขของพี่ต้องเ็ปอีกครั้ง”
“เลิกคิดเองเออเองสักทีเหอะ ตอนนี้ผมไม่ได้เ็ปเลยสักนิด ผมแค่...สับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น” ผมตัดสินใจพูดตรง ๆ กับพี่ธิวเพราะเบื่อกับการวิ่งหนีความจริงของเราทั้งคู่แล้ว
“เตี๋ยวไม่เข้าใจหรือไง...ถ้าเตี๋ยวสับสนมันก็หมายความว่าพี่มีโอกาสจะเป็อะไรได้มากกว่าที่เป็อยู่ พี่รู้ว่าเราพยายามจะทำอะไร แต่พี่ขอเถอะ...อย่าพยายามทำอะไรไปมากกว่านี้เลย”
“ทำไม...ถ้าพี่รู้สึกแบบนั้นกับผม ทำไมพี่ถึงไม่อยากให้ผมรู้ความรู้สึกของตัวเองเหมือนกันล่ะ ผมอาจจะปฏิเสธพี่อีกครั้งก็ได้”
“งั้นก็พูดมันตอนนี้เลย...พูดว่าความสับสนของเตี๋ยวจะไม่ไปไกลกว่านี้ และบอกว่าพี่ควรหยุดหวังสักที”
ครั้งนี้ผมรู้ว่าพี่ธิวหมายความอย่างนั้นจริง ๆ เพราะดวงตาแสนอบอุ่นของเขาสะท้อนความเ็ปออกมาได้อย่างชัดเจนเหลือเกิน แต่ผมจะทำอย่างนั้นได้ยังไง...ในเมื่อผมรู้ตัวแล้วว่าไม่สามารถพูดอะไรอย่างที่เขาอยากได้ยินในตอนนี้ ผมไม่สามารถตอบรับความรู้สึกของเขาได้เต็มปาก แต่ผมก็ไม่้าปฏิเสธความรู้สึกที่มีแล้วเหมือนกัน
“ขอร้องละนะ...อย่าถลำลึกไปมากกว่านี้เลย อย่า --”
ผมยื่นมือปิดปากคนตรงหน้าไว้ และยื่นหน้าเข้าไปจูบลงบนหลังมือของตัวเอง เป็การหยุดคำพูดของพี่ธิวที่ผมไม่อยากฟังอีกแล้ว การกระทำที่ผมเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แต่มันก็ช่วยหยุดเหตุผลมากมายของพี่ธิวได้และมันยังช่วยทำให้ผมได้รู้ด้วยว่า...ผมไม่ได้รังเกียจอะไรคนตรงหน้าเลย ไม่ว่าเขาจะเป็เพศไหนก็ตาม
“ผมว่า...ครั้งนี้เราคงเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ”
ผมขยับตัวออกห่างจากพี่ธิวโดยก้าวถอยหลังออกมาทีละก้าว ขณะที่เขาจ้องมองผมด้วยแววตาสับสนและเ็ป ผมรู้ว่าการกระทำที่ไม่ชัดเจนของผมกำลังทำให้พี่ธิวเ็ปมากขึ้นไปอีก แต่ผมก็ทำมันไปแล้ว...ตอนนี้ผมรู้ความรู้สึกของตัวเองแล้ว เหลือเพียงสิ่งเดียวที่ผมต้องคิดและตัดสินใจ ว่าผมอยากจะก้าวข้ามเส้นที่พี่ธิวขีดไว้หรือไม่เท่านั้นเอง
ผมนอนคิดมาทั้งคืนว่าจะรับมือยังไงกับความรู้สึกที่มีให้พี่ธิว ผมควรจะก้าวข้ามเส้นทุกอย่างไปเพื่อลองทำตามเสียงหัวใจของตัวเอง หรือไม่ควรถลำลึกไปมากกว่านี้อย่างที่พี่ธิวบอก ความสับสนและความกังวลใจทำให้ผมตัดสินใจจะปรึกษาเื่นี้กับเดอะแก๊ง แต่มันกลับกลายเป็ว่า...
“มึงเดตกับผู้หญิงเนี่ยนะ!” ไอ้คิวแหกปากดังลั่นโต๊ะ
“มึงจะะโทำไม เดี๋ยวแผนกูก็พังหมดหรอก” ไอ้ฟ่ายังคงวางมาดสุขุมนุ่มลึกแบบเคย
“กูไม่เห็นด้วยกับมึงเื่นี้นะไอ้ฟ่า ทำแบบนั้นไอ้สีฝุ่นมันจะเจ็บเปล่า ๆ” พี่บิวเอ่ยปากเตือนกับแผนการชั่วร้ายของไอ้ฟ่า ซึ่งตั้งใจจะตีท้ายครัวเพื่อนต่างคณะเพราะผู้หญิงเป็คนเลวร้ายเกินไป
“ปล่อยไปแบบนี้มันจะยิ่งเจ็บ”
“แต่มันไม่ใจร้ายไปหน่อยเหรอวะไอ้ฟ่า...แล้วเพื่อนมึงเขาจะเกลียดมึงได้นะ” ผมตัดสินใจเตือนมันอีกคน แม้จะเห็นด้วยว่าการรู้เร็วย่อมดีกว่าเพราะผมก็โดนมาเหมือนกัน
“ตอนนี้ก็ไม่ได้ต่างกันหรอก...ความเป็เพื่อนของกูกับมันก็จบลงอยู่ดีนั่นแหละ”
“มึงชอบมันขนาดยอมทำอะไรแบบนี้เลยเหรอวะ มันดูไม่ใช่มึงเลยนะไอ้ฟ่าที่จะยอมทำอะไรไม่ดีแบบนี้น่ะ” พี่บิวพูดในสิ่งที่ผมเองก็คิดเหมือนกัน
“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงรู้สึกดีกับมันได้ขนาดนี้ แม้ว่ามันอาจจะเกลียดผมไปแล้วแต่ผมก็ไม่อยากให้มันเ็ปอยู่ดี...ผมอยากให้สีฝุ่นได้เจอกับความรักที่คู่ควรกับมันจริง ๆ”
“แม้ว่าคนคนนั้นจะไม่ใช่มึงเหรอ”
“ครับพี่...แม้ว่าจะไม่ใช่ผม...เพราะผมก็คงเลวร้ายไม่ต่างจากแฟนมันหรอก ยังไงผมก็เป็ส่วนหนึ่งที่ทำให้มันต้องเ็ป”
“มึงรู้แบบนี้แล้วมึงจะทำทำไมวะ” ไอ้คิวถามอย่างไม่เข้าใจ
“เพราะกูไม่ได้อยากมันไง กูแค่อยากให้ฝุ่นเจอคนที่รักมันจริง ๆ”
“ที่มึงทำอยู่นี่แหละที่เรียกว่ารัก”
“กูแปลกใจนะเนี่ยที่มึงเข้าใจเื่รัก ๆ ใคร่ ๆ ได้ดีขนาดนี้ ทั้งที่มึงไม่เคยรักใครจริงจังด้วยซ้ำ” ไอ้ฟ่าพูดติดตลกทั้งที่แววตาของมันไม่ได้รู้สึกตลกไปด้วยเลย
“เพราะว่ากูเข้าใจไงว่ารักจริง ๆ มันเป็ยังไง กูถึงเก็บหัวใจไว้ให้คนที่ใช่จริง ๆ”
“เช้ดดดด มึงพูดอะไรที่ดูดีมีสาระได้ด้วยนะเนี่ย” ผมแกล้งแขวะไอ้คิวเพราะ้าเปลี่ยนบรรยากาศอึมครึมให้ครึกครื้นขึ้นมาหน่อย
“กูยอมให้มึงวันนึงก็แล้วกันไอ้เตี๋ยว เพราะดูจากสภาพมึงแล้วก็คงไม่ต่างจากไอ้ฟ่าเท่าไรหรอก”
แหม...รู้ดียิ่งกว่าตัวริ้นไรใต้เตียงกูอีกนะ
“เฮ้อ...กูแค่กำลังลังเล”
“เื่อะไรวะ”
“ก็...เื่ความสัมพันธ์ของผมกับ...พี่ธิว ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไง...ผมควรไปต่อหรือหยุดก่อนที่จะถลำลึกไปมากกว่านี้ดีวะพี่บิว”
“สรุปว่ามึง...ชอบพี่เขาจริง ๆ สินะ”
“ก็...คงงั้น” ผมพูดความรู้สึกออกมาอย่างไม่อายในเมื่อทุกคนก็รู้อยู่แล้ว แม้ว่าผมจะไม่ได้พูดออกมาดัง ๆ ก็ตาม
“รู้ตัวช้านะมึง ไอ้ฟ่ารู้ตัวเร็วแต่ไม่กล้าบอก ส่วนมึงกล้าบอกแต่เสือกความรู้สึกช้า ชาตินี้พวกมึงจะได้มีผัวกับเขาเมื่อไรกัน”
“ผัวเชี่ยไรล่ะ!” กูเกือบสำลักน้ำลายเพราะรีบด่ามึงเลยไอ้เชี่ยคิว!
“แหม...อย่าทำเป็ใสไอ้เตี๋ยว พี่ธิวเขามาดแมนขนาดนั้น มึงคิดว่าเขาจะยอมเป็เมียให้มึงหรือไง ส่วนไอ้ฟ่าก็เหมือนกัน ถ้าคนนั้นเป็นักกีฬารักบี้ มึงก็อย่าได้หวังว่าจะเป็ฝ่ายรุกอย่างเคยเลย สรุปครั้งนี้พวกมึงต้องได้ผัวทั้งคู่”
“กูไม่เกี่ยงหรอกว่าจะผัวหรือเมีย แต่กูว่ามึงคิดไกลไปหน่อยว่ะ...เพราะว่ากูคงไม่มีวันได้เป็อะไรกับมันหรอก ไม่ว่าจะเพื่อนหรือว่าคนรู้จัก”
“ชีวิตรักมึงนี่ดำดิ่งเหลือเกินเลยนะ”
“ก็จริงของไอ้ฟ่ามันแหละ ชายแท้ยังไงก็ชอบผู้หญิงวันยันค่ำ”
“ผมก็ชายแท้นะพี่บิวและก็ยังชอบผู้หญิงอยู่เหมือนเดิมด้วย” ผมรีบแย้งทฤษฎีของพี่บิว
“เออ ๆ สำหรับมึงกูมีข้อยกเว้นให้แล้วกัน แต่ที่จริงกูว่ามึงรักพี่ธิวเขามาตั้งนานแล้วมากกว่า เผลอ ๆ จะก่อนที่มึงชอบผู้หญิงซะอีก”
“ก็...ไม่รู้ว่ะพี่” ผมยอมรับตรง ๆ ว่าไม่แน่ใจความรู้สึกของตัวเองเหมือนกันว่ามันเปลี่ยนไปหรือเกิดขึ้นั้แ่เมื่อไร
“งั้นพี่ก็อาจจะมีข้อยกเว้นได้เหมือนกันนะพี่บิว” ไอ้คิวบอก
“กูไม่มี”
“แหม...ก็ไม่แน่นะครับพี่ ไอ้น้องพิชญ์มันรุกหนักซะขนาดนี้ พี่อาจจะเห็นความดีของมันแล้วใจอ่อนรับมันเป็เมียก็ได้ เอ๊ะ! หรือจะผัววะ”
ผัวะ!
“โอ๊ย! หัวผม ๆ แตกแล้วพี่!”
ฮ่า ๆ ก็น่าจะแตกว่ะ เพราะพี่บิวเล่นใช้ขวดน้ำฟาดมันซะแรงขนาดนั้น
“สม! กูไม่ถีบมึงกระเด็นก็บุญแล้วไอ้คิว ปากดีนัก!”
“ผมก็แค่พูดถึงทางเลือกที่มันอาจจะเป็ไปได้เท่านั้นเองนะพี่!”
“กูมีทางเลือกเดียวเท่านั้นแหละ เมียกูต้องเป็ผู้หญิงโว้ย!”
“พี่รังเกียจที่น้องมันเป็ผู้ชายใช่ไหม” ไอ้ฟ่าถาม
“กูไม่ได้รังเกียจ แต่กูก็แค่ชัดเจนว่าชอบผู้หญิงเว้ยไอ้ฟ่า” พี่บิวตอบไอ้ฟ่าอย่างหนักแน่น
“นั่นสินะ...ก็แค่ชอบหรือไม่ชอบ...ใช่หรือไม่ใช่...ผู้ชายก็คือผู้ชายสินะ...ไม่มีวันจะหันมามองคนอย่างผม ไม่ว่าจะดีแค่ไหนก็ตามใช่ไหมพี่”
“มึง...เฮ้อ...มึงเล่นถามกูด้วยท่าทางหงอยแดกขนาดนี้ แล้วกูจะตอบอะไรได้วะไอ้ฟ่า เอาเป็ว่าเื่ของกูมันเอาไปใช้ตัดสินเื่ของมึงไม่ได้หรอก...เข้าใจไหม ถ้าให้กูเลือกระหว่างผู้หญิงร้าย ๆ ที่ทำให้กูเ็ปกับผู้ชายที่รักกูมากขนาดมึง...กูก็คงเลือกมึงเหมือนกัน”
“อ้าว! ทำไมพี่สองมาตรฐานวะครับ พี่ตีผมแทบตายเพราะบอกว่ามีทางเลือกเดียวสำหรับพี่ไง แต่พอตอนนี้ทำไมบอกว่าเลือกไอ้ฟ่าดีกว่าเลือกผู้หญิงเล่า!”
“เพราะว่ามันคือไอ้ฟ่าไงไอ้เชี่ยคิว!”
“โห่! อคตินี่หว่าพี่”
“เออ มึงมีปัญหาหรือไง!”
“ผมก็แค่สงสารน้องมันเฉย ๆ” ไอ้คิวรีบวิ่งมานั่งข้างผม แม้จะยังปากดีอยู่ก็ตาม
“สงสารมันนัก มึงก็รับมันเป็เมียเองดิวะ!”
“ได้ที่ไหน...สเปกผมต้องนมตู้ม ๆ เว้ยพี่ แต่ถ้าไอ้พิชญ์ไปทำนมมาผมก็โอเคนะ”
“ไอ้โรคจิต!”
จากความอึมครึมและสับสนของพวกเรากลับกลายเป็เสียงหัวเราะที่ดังะเิขึ้นมาเพราะมิตรภาพฉบับบ้าบอของพวกผม แม้ว่าวันนี้พวกผมทุกคนจะมีทางเลือกที่ต่างกัน และผมเองก็ไม่ได้รับคำตอบจากปากของทุกคน แต่ผมได้เรียนรู้จากเื่ราวของทั้งไอ้ฟ่าและพี่บิวอย่างชัดเจน โดยที่ไม่จำเป็ต้องถามอะไรพวกมันอีกแล้ว
ผมควรจะซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเองอย่างพี่บิวซึ่งตัดสินใจเลือกได้อย่างชัดเจน และผมก็ควรก้าวข้ามเส้นทั้งหมดไปให้ได้ด้วยอย่างที่ไอ้ฟ่าทำ ฉะนั้นผมจะไม่มานั่งกังวลว่าควรเลือกผู้หญิงหรือผู้ชายอีกแล้ว เพราะมันก็เหมือนเวลาเราเลือกซื้อของสักชิ้นที่อยากได้มาก ๆ แต่มัวลังเลว่าจะเลือกสีไหนระหว่างสีชมพูหรือสีฟ้า
ทั้งที่บางครั้งกับของบางอย่าง...เราก็เห็นว่าสีชมพูเหมาะกว่า...กับบางครั้งสีฟ้าก็เหมาะมากกว่า แล้วเราใช้อะไรตัดสินล่ะ...ก็ความรู้สึกไงล่ะครับ
ครั้งนี้ผมก็จะใช้ความรู้สึกตัดสินเหมือนกัน...ผมจะวางเหตุผลและคำว่าถูกผิดลงก่อนและวิ่งตามหัวใจของตัวเองสักครั้ง...