หยางซุนจี้ขมวดคิ้วแแ่ขึ้น เพราะเคล็ดวิชาปราณธาตุเวทเขารู้จักมันดีเสียยิ่งกว่าอะไร และชายชราที่นั่งอยู่บนนกอินทรีขนทองก็มีพลังปราณิญญาระดับสามดาราด้วย ซึ่งนับว่าสูงส่งประมาณหนึ่งบวกกับตรงหว่างคิ้วยังมีดอกบัวยังไม่บานอยู่หนึ่งดอก เปล่งแสงสีขาววูบไหวงดงามออกมา
หากเป็เช่นนั้นก็แสดงว่า ชายชราผู้นี้มีแกนเสาธาตุหลักอยู่ในตัวหนึ่งธาตุนั้นก็คือ ‘ธาตุลม’ ทว่ายังขาดเพียงอย่างเดียว คือเขาไม่ได้มีสายเืเทพ์!
ส่วนสถานการณ์ต่อจากนี้ อาจนับได้ว่าดูจะตึงมือของพวกเขาไม่น้อยเช่นกัน
และถึงแม้พลังปราณิญญา จะแฝงเร้นมากับกระบี่หนักก็ตาม
แต่ทว่าอานุภาพพลังของมันนั้น ก็ยากเกินที่จะคาดเดาจินตนาการได้ แม้แต่หยางซุนจี้เองก็ไม่อาจที่จะรับรู้ได้เช่นกันเพราะผู้ที่ร่ายเวทผนึกพลังปราณิญญาเช่นนี้ลงไปในตัวกระบี่นอกจากพลังปราณิญญาจะสูงส่งแล้ว พลังของคนผู้นั้นย่อมอยู่ในขั้น ‘ปราณิญญาระดับสี่ดารา’ ขึ้นไปเช่นเดียวกันกับเขาหรือไม่ก็ต้องมีระดับที่สูงกว่านั้นขึ้นไปอีก ถึงจะสามารถผนึกมันลงไปกับกระบี่ได้และมีไม่กี่คนที่บ่มเพาะพลังปราญิญญาถึงขั้นนี้ได้ ในดินแดนสุริยันบูรพาอันกว้างใหญ่
หยางซุนจี้ั์ตาหดแคบลงทันที พลางยกแขนทั้งสองข้างขึ้น แล้วประกบฝ่ามือเข้าหากัน คล้ายกับท่าประนมมือ แล้วประสานนิ้วทำมุทราก่อนจะคลายมันออกอย่างฉับพลัน
และทันทีที่ฝ่ามือของเขาได้แยกออกจากกัน พลันกระบี่สีทองหนึ่งเล่มก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับส่งเสียงวิ้งใสราวระฆัง ลอยเหยียดอยู่ตรงหน้า ปลายกระบี่ชี้ตรงไปยังศัตรู
ส่วน ‘วงแหวนดาราจักรสีแดงสี่ชั้น’ก็สว่างวาบขึ้นที่ฝ่าเท้าของหยางซุนจี้ด้วยเช่นกัน มันคือสิ่งสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงขั้น‘พลังปราณิญญาระดับสี่ดารา’
ขณะเดียวกันตรงหว่างคิ้วก็ปรากฏจุดกลมสีทองขึ้นอีก จุดกลมนี้บ่งชี้ถึง‘สายเืเทพ์’และเลยจุดกลมขึ้นไปก็มีดอกบัวตูมหนึ่งดอก กะพริบแสงสีแดงออกมาเช่นกัน มันก็คือธาตุหลักประจำของเขาซึ่งเป็‘ธาตุไฟ’ นั้นเอง
ประกายแสงของกระบี่ สว่างวาบรุนแรงราวกับแสงของดวงอาทิตย์พลังปราณิญญาอันลึกล้ำสูงส่ง แผ่พุ่งกระเพื่อมไหวเป็ระลอกคลื่น ถูกปลดปล่อยกระจายออกกว้างไกลกว่าร้อยจั้ง
แม้กระทั่งกลุ่มที่กำลังต่อสู้กันอยู่ พวกเขาทั้งสี่คนก็ถึงกับตื่นตระหนกใพลันหรี่ตาลงครู่หนึ่ง แล้วหยุดชะงักงันการเคลื่อนไหว เหมือนดั่งได้พักหายใจไปชั่วครู่และเอียงใบหน้ายกฝ่ามือป้องปิดดวงตาของตนเอง
ส่วนชายชุดม่วงที่นั่งอยู่บนหลังนกอินทรี ก็พลันสะดุ้งโหยงดีดตัวลุกขึ้นยืนทันทีอย่างตระหนกมองไปยังหยางซุนจี้อ้าปากกว้าง บังเกิดความหวั่นวิตกกังวลวาบผ่านขึ้นบนใบหน้าสายตาเรียวเล็กก็จับจ้องไม่กะพริบ ก่อนที่เขาจะสูดหายใจเข้าลึกเฮือกใหญ่คำรามเสียงแหบแห้งออกมา
“บัดซบ! นี่มัน...เคล็ดวิชาปราณธาตุเวท ‘เก้าสุริยัน์’ ! และยัง...ยังได้สำเร็จพลังปราณิญญาถึงระดับชั้นปรมาจารย์แล้วด้วย!”ขณะเดียวกันภายในจิตใจของเขา ก็เริ่มสั่นคลอนสะท้านอย่างรุนแรง ด้วยความที่คาดคิดไม่ถึงว่าศึกนี้มันไม่ง่ายอย่างที่คิดเอาไว้เสียแล้วส่วนสายตาก็วาบผ่านไปมองหว่างคิ้วของหยางซุนจี้อีกครั้ง
เมื่อเห็นเช่นนั้น เขาเองจะบอกว่าไม่กลัวก็ไม่ได้เพราะพลังปราณิญญาระดับนี้ มันเกินขอบเขตที่เขาจะห้ำหั่นด้วยแล้ว
และเคล็ดวิชาปราณธาตุเวทเก้าสุริยัน์ ซึ่งมันมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด‘เก้าชั้น’ นั้น ไม่ได้จัดแบ่งระดับขั้นการทำลายเหมือนเฉกเช่นเคล็ดวิชาธาตุเวท ที่อยู่ใน ‘คัมภีร์อักขระเวทิญญา’ เพราะมันเป็เคล็ดวิชาปราณธาตุเวท ที่อยู่นอกเหนือการจัดระดับวิถีเวท เนื่องเพราะมันมี‘ระดับสูงส่ง’ กว่านั้นมากบางคนเรียกมันว่า ‘เคล็ดวิชาธาตุเวทไร้วิถี’
ซึ่งยากนักที่คนทั่วไป เกินกว่าจะเอื้อมถึงสำหรับผู้ฝึกฝนบางคน และกว่าจะฝึกกันจนสำเร็จทั้งหมดถึงเก้าขั้นนั้นได้แม้แต่ผู้มีพร์โดยแท้จริง ยังต้องใช้เวลายาวนานนับพันปีเลยทีเดียว! ช้าสุดก็ห้าพันปี!แต่ถ้าไม่มีพร์ ไม่รู้ว่าหมื่นปีจะฝึกสำเร็จหรือเปล่าก็ยังไม่รู้!
“ซวยแล้ว!”
ชายชราชุดม่วงรู้สึกขมคอปากสั่นจนยากเกินอธิบาย แต่ก็ไม่มีเวลาขบคิดเื่นี้ให้นานมากนักถึงเขาจะเชื่อมั่นในตัวกระบี่หนักที่ลอยอยู่ตรงหน้า ที่มันผนึกพลังปราณิญญาหนาแน่นเอาไว้แต่ถึงกระนั้นจิตใจของเขาเอง ก็ยังคงดำดิ่งลงอย่างหวาดกลัวจนตัวสั่น ทำได้เพียงแค่ขบฟันแน่นวาดนิ้วมือบังคับกระบี่หนักให้ทะยานพุ่งกรีดแหวกอากาศมุ่งตรงมายังหยางซุนจี้
ส่วนหยางซุนจี้เองก็ยกแขนทั้งสองข้างขึ้น เขาสูดหายใจเข้าลึก แล้วผลักฝ่ามือคู่นั้นไปด้านหน้า
เมื่อการปะทะเปิดศึกของทั้งสองฝ่ายในครั้งนี้ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
‘แสงสุริยันเจิดจ้า’ ปะทะกับ‘ปราณวายุกระบี่บิน’เคล็ดวิชาของผู้ใดจะน่าสะพรึงกลัวกว่ากัน!!!
เฟยอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านหลังของท่านปู่หยาง เขาเองก็เริ่มรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออกเนื่องเพราะพลังปราณิญญาไร้รูปสองสาย ที่กำลังจะปะทะห้ำหั่นกัน ก่อนพลางถอยหลังห่างออกไปอีกสิบจั้งโดยทันที
และแล้วเสียงะเิตูมก็ดังสนั่นกึกก้องไปทั่วทั้งหุบเขา และบนท้องฟ้าพร้อมกับแสงสว่างเจิดจ้า ฉาบย้อมแผ่กระจายออกไปกว้างไกลหลายร้อยจั้งราวกับพลิกปฐีฝ่าคลื่น
ขณะคนทั้งสี่ที่กำลังต่อสู้กัน พวกเขาต่างก็เกร็งพลังปราณคุ้มกายกันอย่างเร่งรีบแล้วถอยฉากหลบกระแสพลังปราณิญญาอย่างรวดเร็ว
ชายชราชุดม่วงลอบยิ้มเย็นที่มุมปาก ั์ตาแฝงไว้ด้วยความเ้าเล่ห์ก่อนพลางชี้นิ้วไปด้านหน้าครั้งหนึ่ง พลิกข้อมืออย่างรวดเร็วชี้ตรงไปยังเฟยอวิ๋นแม้กระทั่งหยางซุนจีเอง ก็มิอาจมองเห็นรูปแบบการโจมตีที่รวดเร็วเช่นนี้ได้
กระบี่ทั้งสองที่กรีดอากาศเข้าปะทะกันเมื่อครู่ ต่างสั่นสะท้านวูบไหวส่งเสียงวิ้งดังลากยาว กระทั่งเสียงของการะเิพลัง ก็ดังจนแสบแก้วหูก่อนที่กระบี่หนัก มันจะเริ่มบิดเบี้ยวจนเปลี่ยนรูปร่าง เนื่องจากเพราะเกิดจากแรงปะทะอันหนักหน่วงกับกระบี่สีทองของหยางซุนจี้ และแล้วมันก็มิอาจทานทนได้
เมื่อใบกระบี่ขนาดใหญ่เกิดรอยร้าวตรงกลางขึ้น จนกระทั่งหักแยกออกจากกันเป็สองท่อนในที่สุดเหตุการณ์อันน่ากลัวเช่นนี้ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ชายชราชุดม่วงถึงกับตกตะลึงตะลานวุ่นวายตาเบิกกว้าง
“กระบี่สุริยันส่องหล้า!...นับว่าเป็ศาสตราวุธเวทิญญาชั้นเยี่ยม สมแล้วที่เป็กระบี่คู่กายของปรมาจารย์หยางซุนจี้ช่างสมกับคำล้ำลือจริงๆ มิเสียแรงที่ครั้งนี้ข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”
ชายชุดม่วง กล่าวชื่นชมอย่างเปิดเผย กระทั่งแววตายังรู้สึกอิจฉาผู้เป็เ้าของ
ส่วนปลายอันแหลมคมของกระบี่หนักที่พลังปราณของมันยังคงหลงเหลืออยู่ไม่ถึงสามส่วนแต่หากต่อให้เหลียงเฉินและซุนเป่าชิงโดนเข้าไป พวกเขาก็มิอาจฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้เช่นกัน
แต่ทว่าในตอนนี้ มันแผ่รังสีสังหารมุ่งตรงไปยังจุดหัวใจของเฟยอวิ๋นผู้ไร้ซึ่งพลังปราณิญญา!...
เด็กหนุ่มั์ตาเบิกกว้างใสุดขีด ยืนอยู่ด้านหลังดีๆปลายกระบี่หักสารเลวยังแผ่ไอสังหารมุ่งมาทางเขาได้ ความหนาวเหน็บเยือกเย็น พัดวูบพาดผ่านไปทั่วทั้งร่างและจิตใจทว่าความคิดในเสี้ยวเวลาแห่งความเป็ความตาย ก็ได้สั่งการให้เขาต้องปกป้องตนเอง จากอันตรายที่กำลังจะคืบคลานมาถึงในไม่ช้าหากจะหันหลังวิ่งหนีในตอนนี้ ก็คงไม่อาจทันการเป็แน่แล้วไม่แคล้วต้องตายด้วยปลายกระบี่หัก ที่จะเสียบเข้ากลางหลังของเขาเป็แน่!
เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจอย่างฉับพลัน!เพื่อตั้งรับปลายกระบี่หักที่พุ่งมา
เขาย่อตัวเล็กน้อยลงพร้อมกับก้มศีรษะสองแขนยกชูสูงขึ้นไขว้กันปิดจุดตาย ปิดป้องใบหน้า ลำตัว และหัวใจ
เคร้ง!!!
เสียงกระทบกันฟังดูแ่เบา แต่ทว่ากับหนักหน่วงบาดลึกยิ่งนักแล้วแสงประกายที่เกิดจากการกระทบของวัตถุสองสิ่งนั้น ก็เจิดจ้าขึ้นเพียงแค่ชั่วครู่แล้ววูบหายไปในทันที
หยางซุนจี้ เหลียงเฉิน ซุนเป่าชิงต่างอ้าปากค้างหันขวับมองไปยังเด็กหนุ่มด้วยความใสีหน้าของพวกเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็ซีดขาว แม้กระทั่งแทบลืมหายใจชั่วขณะหนึ่งและทุกการเคลื่อนไหวก็หยุดนิ่งลงราวกับถูกตอกด้วยตะปูตรึงิญญา
“เฟยอวิ๋น!!!”
ทั้งสามต่างร้องะโแผดเสียงคำรามลั่นออกมาพร้อมกัน
แววตาของพวกเขาดูสลดหดหู่ลงอย่างฉับพลันสีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็กังวลมากยิ่งขึ้นแต่ทว่าภายในใจกลับกริ้วโกรธเคืองแค้นยิ่งนัก
“บัดซบ!!! เ้าสารเลว บังอาจทำร้ายหลานข้า!”
หยางซุนจี้ใบหน้าพลันแดงก่ำขึ้นดวงตาทั้งสองข้างแทบจะกลายเป็เปลวเพลิงมรณะความโกรธแค้นของเขาพุ่งทะยานจนถึงขีดสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
บุรุษชุดม่วงเหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างยินดี ก่อนจะหัวเราะจนตัวโยน ดูราวกับว่าเขาพึ่งได้รับรางวัลก้อนโตอย่างไม่น่าเชื่อ
หลังจากการปะทะอันรุนแรงเกิดขึ้น
ร่างของเฟยอวิ๋นก็ปลิวลอยเคว้งไปในอากาศกลิ้งสิบตลบร่างหมุนม้วนคลุกฝุ่นธุลีกระเด็นไปไกลถึงสิบจั้งชิ้นส่วนเสื้อผ้าตรงแขนซ้ายขาดวิ่นฉีกกระจุยไปถึงต้นแขนนอนคว่ำหน้าไร้ซึ่งสติแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย มั่นใจได้ว่าร่างทั้งร่าง กระดูกคงหักโดยไม่ต้องนับนิ้วให้เสียเวลา
“หึหึ...ภารกิจของข้าสำเร็จลงได้ด้วยดีต่อจากนี้ก็เหลือเพียงพวกเ้าสามคนที่ต้องตกตายตามมันไป!”
ชายชราชุดม่วงกล่าวลอดไรฟันโอ้อวด พลางกระหยิ่มยิ้มกว้างออกมา ความมั่นใจฮึกเหิมเพิ่มพูนทวีสูงขึ้นเป็กอง
หลังจากนั้นกระบี่หนักเล่มที่สองก็พลันปรากฏลอยเคว้งขึ้นที่ด้านหน้าของเขาอีกเล่ม พร้อมกับ ‘แก่นปราณจิติญญาธาตุ’ สีแดง ก็ได้ปรากฏอยู่บนฝ่ามือด้วยเช่นกัน
แต่ทว่า...เขากลับกระอักโลหิตออกมาหนึ่งครั้ง
เพราะการต่อสู้นั้น พวกเขาใช้พลังปราณิญญาของตัวเองเป็ตัวเหนี่ยวนำและหากเกิดการปะทะกัน มันจะสะท้อนกลับไปถึงจิติญญาของผู้ใช้โดยตรงหากว่าคนผู้นั้นไม่แข็งแกร่งมากพอเพื่อจะต้านทานรับกระแสพลังที่มันสะท้อนกลับเอาไว้ไม่ไหวแล้วล่ะก็ โอกาสที่จะาเ็สาหัสและถึงขั้นสิ้นชีวิตก็อาจเป็ไปได้เช่นกัน
แก่นปราณจิติญญาธาตุสีแดง ที่อยู่บนฝ่ามือชายชุดม่วงพลันเปลี่ยนเป็ลำแสงสว่างจ้า แล้วพุ่งวูบหายเข้าไปในปากของเขาทันที ซึ่งเป็ลักษณะเช่นเดียวกันกับเหลียงเฉินครั้งเมื่อนำออกมาใช้ก่อนหน้านั้น เพื่อเสริมสร้างพลังปราณิญญาให้กับตนเองตอนที่ปะทะกับเอ่อตงเว่ย
ชั่วครู่ต่อมา พลังปราณิญญามากมาย ก็ได้แผ่พุ่งกระจายไปทั่วทั้งร่างของเขาและนกอินทรีขนทองเอง ก็อ้าปากกรีดร้องเสียงแหลมด้วยความยินดี สายตาอันแหลมคมของมันพลางจับจ้องมายังหยางซุนจี้อย่างกระหายเื
‘มันมี ‘แก่นปราณจิติญญาธาตุฟ้าดิน’ของผู้ฝึกพลังปราณิญญาระดับสี่ดาราด้วยหรือนี่?!!!’
หยางซุนจี้ขมวดคิ้วสงสัย มองชายชราชุดม่วงพร้อมทั้งพินิจใหม่อีกครั้งขณะที่กำลังดูดซับพลังจากแก่นปราณจิติญญาธาตุฟ้าดิน
.
.
.
.
.
………………………………
แต่แค่เสี้ยวเวลาต่อมาเมื่อม่านพลังเริ่มปริแตกแยกออกเป็รูกว้างมากขึ้นกระบี่เล่มที่ห้าร้อยก็พุ่งพรวดทะยานบินตามออกไปอย่างรวดเร็วโดยที่พลังปราณิญญาแฝงเร้น ยังคงเต็มเปี่ยมล้นไม่ลดระดับลง
จนทำให้หยางซุนจี้ตัวสั่นสะท้านขึ้นพร้อมกับอ้าปากพ่นโลหิตออกมาเป็ครั้งแรก ในรอบหลายร้อยปีด้วยความโกรธแค้นสุดขีด
“บัดซบ!!!...”