เฉินหมิงจงใจมาเพื่อหาสมบัติ ถึงอย่างไรก็มีแผนที่ขุมสมบัติระดับ D อยู่ เพื่อจะดูว่ามีของดีอะไรอยู่บ้าง ซึ่งตัวแผ่นของแผนที่จะเป็นหนังแกะเก่าขาดผืนหนึ่งซึ่งได้มาจากคลังเก็บสมบัติของราชาปีศาจราชสีห์ หากเป็นไปตามรูปแบบของระบบ เฉินหมิงก็รู้อยู่แล้วว่า นี่จะต้องเป็นแผนที่ขุมสมบัติแน่นอน หากเป็นไปตามจุดในแผนที่ขุมสมบัติได้ระบุเอาไว้ ภายในใจกลางอาณาเขตมารก็คือที่เก็บขุมสมบัติ เฉินหมิงเองก็ไม่หวาดกลัวอยู่แล้ว ยังไงเขาก็สามารถจำแลงกายลบกลิ่นอายมารที่มีอยู่ทั่วร่างได้
ในระหว่างที่ผ่านหุบเขาลึกสวรรค์ร่ำไร ก็ได้ยินหลี่ซุยยีกำลังพึมพำอยู่กับตัวเองถึงอะไรที่เรียกว่าชาติก่อนอยู่ เฉินหมิงจึงได้ร่อนลงมาเพื่อฟังว่าหลี่ซุยยีกำลังกล่าวถึงอะไร
เฉินหมิงสาดดวงตาหันไปมองอยู่บนร่างของหลี่ซุยยี จนสามารถมองเห็นประกายวงแหวนทั้งสี่
【ฉุกคิดทันควัน】lv2
คำอธิบาย : เล่ห์เพทุบาย การดักซุ่ม ลอบทำร้าย ภัยอันตรายที่ไม่คาดคิด ภัยธรรมชาติงั้นหรือ? ทั้งหมดล้วนแต่ไม่มีความหมาย!
ผลลัพธ์ : ก่อนที่อันตรายจะมาถึง จะมีสัมผัสล่วงหน้า ฉุกคิดได้ทันควัน
【ราชามาร】
คำอธิบาย : ข้าถือเป็นผู้อยู่จุดสูงสุดของหมู่มาร เชือดทุกอย่างด้วยดาบในมือ ยืนอยู่เหนือผู้นำแห่งหมู่มาร!
ผลลัพธ์ : สามารถควบคุมพลังวิถีมาร
【เกิดใหม่】
คำอธิบาย : เมื่อทุกอย่างกลับมาเริ่มใหม่อีกครั้ง ทุกเรื่องราวยังคงเดิม แต่ตัวคนกลับไม่ใช่เป็นหนุ่มน้อยเหมือนอย่างที่เคยเป็น!
ผลลัพธ์ : ยังไม่แน่ชัด
【ประกายวงแหวนแห่งความโชคดี】lv1
คำอธิบาย : สิ่งที่คิดไว้ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้
ผลลัพธ์ : ระดับประกายวงแหวนจะช่วยเพิ่มความโชคดีของเจ้าตัว
ไม่อาจที่จะไม่บอกถึงความแข็งแกร่งของประกายวงแหวนทั้งสี่นี้ได้ อีกทั้งยังมีประกายวงแหวน【เกิดใหม่】ที่ดูแล้วมีพลังอำนาจมากที่สุด ไม่แน่ว่าความจริงแล้วอาจจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นประกายวงแหวนอย่างหนึ่ง เพราะเขาได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งแล้ว ทว่าหลังจากที่กลับมาเกิดใหม่เท่านั้น จึงจะสามารถทำให้ประกายวงแหวนนี้เปี่ยมพลังอำนาจได้อย่างถึงที่สุด การเกิดใหม่ในชาติหนึ่ง ก็เป็นเหมือนกับสามารถคาดการณ์สิ่งที่อยู่ข้างหน้าไว้ล่วงหน้าได้
ที่แห่งใดมีสมบัติล้ำค่า ที่แห่งใดมีวาสนาอยู่ เขาล้วนแต่ทราบหมด เพราะเหมือนกับว่าเขา ได้ดูหนังม้วนหนึ่งจนจบไปแล้วรอบหนึ่ง !
ที่น่าเสียดายก็คือ เขาในชาตินี้กลับต้องมาพบเจอกับวีรกรรมที่เฉินหมิงก่อไว้ จนทำลายเรื่องราวต่างๆที่ควรจะเกิดขึ้นมากมาย คล้ายกับว่า หากไม่ใช่เป็นเพราะเฉินหมิงมาล่าสมบัติ หลี่ซุยยีชั่วชีวิตนี้ก็คงไม่ได้รับวาสนานาจากม่อเทียนได้อีกแล้ว
อือ ตอนนี้แม้จะรอไปก็ช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว เพราะแทบจะไม่ได้มีคนชื่อม่อเทียนอยู่บนโลกใบนี้แล้ว
แม้จะมีประกายวงแหวนถึงสี่อย่าง แต่ถึงอย่างนั้นผลลัพธ์ประกายวงแหวนก็ยังเทียบกับหลิงเซียนไม่ได้อยู่ดี ถึงอย่างไรหลิงเซียนก็มี【ประกายวงแหวนปัญญาอ่อน】 อีกทั้งยังมี【ประกายวงแหวนแห่งความโชคดี】ที่อยู่ในระดับที่สูงจนไร้เหตุผล
ควบคุมวิถีมาร กระทั่งผลลัพธ์เองก็ยังไม่แน่ชัดว่าหมายความว่ายังไง หลังจากนี้ก็คงจะเป็นที่ทราบกัน
ทว่าเหตุใดเด็กน้อยผู้นี้หลังจากที่กลับมาเกิดใหม่ถึงได้มี【ราชามาร】กันล่ะ ? หรือว่าความจริงแล้วหลี่ซุยยีจะเป็นตัวละครเอกที่แท้จริง?
หรือว่าหนังสือเล่มนี้ ยังคิดที่จะเขียนให้ตัวละครเอกเป็นตัวร้ายด้วยงั้นหรือ?
หลี่ซุยยีหาได้พบเห็นเฉินหมิงไม่ คิดแต่ว่าเป็นเพียงอีกาธรรมดาตัวหนึ่งเท่านั้น ในเวลานี้เองหลี่ซุยยีก็เกาหัวพึมพำกับตัวเอง : “ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ข้ารู้สึกถึงลางสังหรณ์ ที่ทำให้ไม่สบายใจกันนะ”
เฉินหมิงที่คาดเดาอย่างวุ่นวายอยู่ ขณะเดียวกันก็มีนักพรตชุดเขียวร่อนลงมาจากกลางอากาศ ในมือถือเอาไว้ด้วยไม้ขนไก่ก้านหนึ่ง และที่แผ่นหลังของเขา ยังมีรูปเตายาอยู่ เต๋าหยินชุดเขียวมองไปทางหลี่ซุยยี แสดงสีหน้ายินดีคล้ายกับนักล่าที่พบเห็นเหยื่อ : “หลี่ซุยยี ข้าคิดไม่ถึงเลยว่า เจ้าจะหนีมาจนถึงอาณาเขตมารได้ ให้ข้าตามหาเสียนานเลยนะ”
หลี่ซุยยีสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของเต๋าหยินชุดเขียวผู้นี้ ถึงแม้เขาจะเป็นผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ แต่จนถึงตอนนี้ เขาแทบจะไม่ได้มีการบำเพ็ญเพียรเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากเขาคิดที่จะฝึกปรือเคล็ดวิชาวิถีมารที่ม่อเทียนได้ทิ้งเอาไว้เท่านั้น
เต๋าหยินชุดเขียวผู้นี้สามารถเหยียบกระบี่เหินบินได้ อย่างน้อยก็ยังเป็นขอบเขตสู่เต๋า : “เจ้าคิดที่จะทำอะไรกันแน่ ? ”
เต๋าหยินชุดเขียวหัวเราะเสียงดังเหอะเหอะ แล้วกล่าว : “เจ้าคิดจริงหรือว่าน้องสาวเจ้าไปยังหุบเขาราชันย์ยาร่ำเรียนการหลอมโอสถจริงงั้นหรือ ? ไม่ไม่ไม่ น้องสาวเจ้ามิได้ไปเพื่อหลอมโอสถ แต่ถูกหลอมเพื่อให้เป็นโอสถยาต่างหาก โลหิตของนาง มีคุณสมบัติพิเศษ จนทำให้ข้าหลงใหลได้เลย คนอย่างข้า ยังมีความชอบในการขุดรากถอนโคนมากเป็นพิเศษอีกด้วย”
หลี่ซุยยีย่อมต้องทราบความนัยข้อนี้ ทว่าเขาก็ทำได้แต่เพียงซ่อนตัวเท่านั้น เขาที่มาถึงยังที่แห่งนี้ ก็เพื่อที่จะมาเอาดาบโลหิตมายาสมุทรและฝักดาบของม่อเทียน จากนั้นจึงค่อยไปช่วยน้องสาวออกมา
แต่ว่าม่อเทียน กลับยังไม่ยอมมาปรากฏตัวเสียที!
หลี่ซุยยีย่อมไม่ยอมจำนนอยู่แล้ว พร้อมทั้งชี้ไปที่อีกาสีดำที่เกาะอยู่บนต้นไม้ : “ดูสิ นั่นมันอะไร ? ”
เต๋าหยินชุดเขียวหันไปมองอีกาสีดำตัวนั้น ขณะที่หันไปมองอีกาตัวนั้น ก็รู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวที่ปะทุขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย จากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของหลี่ซุยยี ที่แท้เจ้าหนูผู้นี้คิดที่จะหันเหความสนใจของข้า : “เชอะ ก็แค่อีกาเหม็นเน่าตัวหนึ่งคิดหรือว่าจะดึงความสนใจของข้าไปได้?”
“อย่างเจ้า ก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น คิดหรือว่าจะรอดพ้นจากเงื้อมมือของข้าไปได้ อย่าได้เพ้อฝัน!”
เต๋าหยินชุดเขียวโบกมือ พลังมนตร์ตราผนึกหลี่ซุยยีเอาไว้ จนทำให้หลี่ซุยยีถูกขังไว้อยู่ที่เดิมจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้ ทันใดนั้นภายในร่างกายของหลี่ซุยยี ก็เกิดกระแสดาบแต่ละสายพุ่งออก เบี่ยงเส้นทางของพลังมนตร์ตรานี้ออก จากนั้นก็หลบหนีต่อ !
เต๋าหยินชุดเขียวงุนงงวูบ โพล่งขึ้นด้วยความตกใจ : “อะไรกัน ก็แค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ถึงกับสามารถกระตุ้นกระแสดาบออกมาได้ หากว่าเจ้าหนูผู้นี้เริ่มเข้าสู่การบำเพ็ญ นั่นก็ไม่ทราบว่าจะไปได้ไกลถึงไหนกันแล้ว หลี่ซุยยี วันนี้ เจ้ามีแต่ต้องตายเท่านั้น”
เต๋าหยินชุดเขียวทะยานร่าง พลังมนตร์ตราของขอบเขตสู่เต๋าทั้งหมดได้ถูกกระตุ้นขึ้น ทำการขังหลี่ซุยยีเอาไว้ได้อีกครั้ง ภายในร่างกายของหลี่ซุยยีก็ได้มีกระแสดาบดีดตัวออกมาอีกครั้ง แต่ว่าเต๋าหยินชุดเขียวได้เตรียมระวังป้องกันเอาไว้แล้วตั้งแต่แรกแล้ว โดยการใช้พลังมนตร์ตรากระชากกระแสดาบอยู่หลายครา จากนั้นเต๋าหยินชุดเขียวจึงขยับไม้ขนไก่ในมือเพื่อทุบตีหลี่ซุยยี หลี่ซุยยีทอดวงตาทั้งคู่กลมกว้าง ในเวลาที่เขาคิดว่าตัวเองจะต้องไปสู่ปรโลก อีกาสีดำตัวหนึ่งก็ได้บินเข้ามาเกาะอยู่บนไม้ขนไก่ของเต๋าหยินชุดเขียว
หลี่ซุยยีสัมผัสได้ว่าพลังมนตร์ตราที่มาจากเต๋าหยินชุดเขียวพลันสลายหายไปภายในพริบตา และเนื่องจากที่เขาไม่ได้ต้องพลังมนตร์ตราควบคุมเอาไว้จึงได้ล้มลงไปกองกับพื้น
ภายในแววตาของเต๋าหยินชุดเขียวบอกไม่ถูกเลยว่าเป็นความแตกตื่นหรือหวาดกลัว เมื่อมองไปทางอีกาที่อยู่บนไม้ขนไก่ ในตอนนี้เขาสัมผัสได้ถึงพลังแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง อีกทั้งยังได้ถูกพลังมนตร์ตราของเฉินหมิงผนึกปิดกั้นเอาไว้ อีกาที่เกาะอยู่บนไม้ขนไก่ก็ได้อ้าปากเอ่ยขึ้นอย่างเฉยชา : “เมื่อครู่เป็นเจ้า ที่หาว่าข้าเป็นอีกาเหม็นเน่างั้นหรือ?”
เต๋าหยินชุดเขียวในเวลานี้มีอย่างที่ไหนจะทราบได้ว่าจะได้มาพบกับผู้สูงส่ง ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อครู่นี้ที่มองเห็นอีกาตัวนี้ ถึงได้บังเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้น!
“ผิงเต๋า[1]หาได้เคยล่วงเกินท่านผู้สูงส่งมาก่อนไม่ ยังคงขอให้ท่านผู้สูงส่งได้โปรดเข้าใจด้วย ให้หนทางรอดแก่ผิงเต๋าสักทาง!”
เฉินหมิงหัวเราะขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาด ภายในปากของอีกาก็ได้ส่งเสียงหัวเราะของกา : “กว๊าก กว๊าก กว๊าก เจ้าไม่ทราบว่าที่นี่เป็นอาณาเขตมารหรือไงกัน?”
บนหน้าผากของเต๋าหยินชุดเขียวถึงกับมีเหงื่อเย็นไหลออกมาทันที ใช่แล้ว ที่นี่เป็นอาณาเขตมารที่ชมชอบสังหารมนุษย์ ทั้งยังเข่นฆ่ามนุษย์กันอยู่ทุกพื้นที่
อีกาดำทมิฬก็ได้กลายเป็นหมอกดำสายหนึ่ง ที่ด้านหลังของหมอกดำ เฉินหมิงที่สะพายฝักดาบโลงศพโลหิตสมุทรเอาไว้ สวมชุดคลุมยาวปีกปักษาทั่วร่าง ยืนอยู่เบื้องหน้าเต๋าหยินชุดเขียว เฉินหมิงมองไปทางหลี่ซุยยี ยิ้มแล้วกล่าว : “เมื่อครู่นี้คงเป็นเจ้า ที่กำลังจะถูกฆ่างั้นสินะ?”
เฉินหมิงปลดฝักดาบโลงศพโลหิตสมุทรที่อยู่บนแผ่นหลัง โยนดาบโลหิตมายาสมุทรทิ้งไว้อยู่เบื้องหน้าของหลี่ซุยยี : “ฆ่าเขาซะ”
ตอนนี้หลี่ซุยยีอยู่ในสภาพโง่งม ไม่สิ ข้าเพียงชี้ไปที่อีกาอย่างไม่ตั้งใจ จากนั้นแค่พริบตาเดียวอีกาตัวนี้ก็กลายเป็นราชาปีศาจผู้ลึกล้ำไปเสียแล้ว!
อีกทั้งราชาปีศาจผู้นี้ยังมีดาบโลหิตมายาสมุทร และฝักดาบโลงศพโลหิตสมุทรที่เขาถวิลหาอยู่ทุกเช้าค่ำ!
หย่าซานฉี แท้จริงแล้วไปได้ดาบโลหิตมายาสมุทรเล่มนี้รวมไปจนถึงฝักดาบโลงศพโลหิตสมุทรมาได้ยังไงกัน ?
หลี่ซุยยียื่นมือหยิบดาบโลหิตมายาสมุทร เฉินหมิงสังเกตเห็นว่าดาบโลหิตมายาสมุทรหาได้มีการต่อต้านอะไรไม่ กระทั่งการดูดกลืนก็ยังไม่มีเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าดาบโลหิตมายาสมุทรจะถูกใจประกายวงแหวนราชามารอยู่ไม่น้อย
หลี่ซุยยีเดินมาจนถึงเบื้องหน้าเต๋าหยินชุดเขียว : “เจ้าจับน้องสาวของข้าไป การที่ข้าจะฆ่าเจ้าย่อมถือเป็นหลักความถูกต้องแห่งฟ้า!”
เต๋าหยินชุดเขียวกล่าวขึ้นอย่างมีโทสะ : “ข้าหาได้หมายปองชีวิตน้องสาวเจ้าไม่ ก็แค่ใช้เลือดของนางมาทำการหลอมโอสถเท่านั้น ! ”
หลี่ซุยยีกล่าว : “แต่เมื่อครู่เจ้ายังคิดที่จะฆ่าข้าอยู่เลย หากไม่ใช่เพราะผู้อาวุโสท่านนี้ ข้าคงต้องตายด้วยเงื้อมมือของเจ้าไปแล้ว!”
.........
หลี่ซุยยีกล่าววาจาใหญ่โตออกมายาวเหยียด ในที่สุดก็พูดจนกระทั่งตัวเขาเองก็ยังยอมรับได้แล้ว พร้อมกับกระชับดาบในมือยกขึ้น คิดที่จะฟันเข้าไปที่ศีรษะของเต๋าหยินชุดเขียวในดาบเดียว ท่ามกลางอากาศก็ปรากฏเต๋าหยินผู้ชราสวมชุดสีเขียวไว้ สะพายกระบี่ร่อนกายลงจากกลางอากาศ ระหว่างนั้นผู้ชรายังได้ปล่อยกระบี่บินเหินออกมาเป็นสาย ซัดหลี่ซุยยีออกไปอีกทาง : “มารร้ายจากสารทิศใด ถึงได้หาญกล้ามาทำร้ายคนของหุบเขาราชันย์ยาของข้าได้!”
เฉินหมิงหางตากระตุกขึ้นเล็กน้อย มองไปยังหลี่ซุยยีที่ยังพูดแต่เรื่องไร้สาระไม่รู้จบ มารดาเถอะ ข้าน่าจะรู้อยู่แล้ว พวกตัวละครเอกที่เป็นตัวร้ายมักจะมีคำพูดมากมาย หากลงดาบเสียแต่เนิ่นๆ มันจะไปมีเรื่องไร้สาระมาจากไหนตั้งมากมายถึงเพียงนี้กัน!
.
.
.
.
[1] คำเรียกขานตนเองของนักพรตแบบถ่อมตน