“บ้าเอ้ย มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่ ระหว่างที่น้องหญิงเดินทางกลับมายังเมืองไม่ว่าจะคิดยังไง ก็ไม่เห็นจะมีอะไรให้เกิดขึ้นได้เลย จุดที่ผิดแปลกไปจากปรกติก็เห็นจะมีแต่การที่สัตว์อสูรต่างสายพันธุ์บุกเข้ามายังพื้นที่ของสัตว์อสูรสายพันธุ์อื่นซึ่งมันก็ไม่เห็นจะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับน้องหญิงเลย ต่อให้มีสัตว์อสูรจะมาทำร้ายนางระดับพลังของนางก็เพียงพอให้สังหารพวกมันได้อย่างไม่ยากเย็นนักนอกเสียจากว่าจะเป็สัตว์อสูรระดับสูงขึ้นไป ซึ่งก็ไม่น่าจะเป็ไปได้เพราะในระแวกนี้ สัตว์อสูรที่มีระดับพลังมากที่สุดก็อยู่เพียงแค่ระดับกลางขั้นสูงเท่านั้น หรือว่าทางเมืองประกายเงิน้าที่จะถอนหมั้นจึงหาสาเหตุให้ข้าและนางไม่สามารถเจอกันได้ และนี่คือโอกาสดังกล่าว ... ”
อี้จือทบทวนถึงสาเหตุที่ทำให้เ้าเมืองต้าเจิงโกรธเคืองเขาถึงกับขวางกั้นไม่ให้เขาได้เจอกับบุตรีที่ได้หมั้นหมายให้กับเขาแล้ว แต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าเพราะสาเหตุใดถึงกับคิดไปไกลว่าเ้าเมืองต้าเจิงมีความ้าจะถอนหมั้นด้วยสาเหตุบางประการที่ไม่อาจบอกได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น ที่ อี้จือ คงไม่คาดคิดได้มีอยู่สองอย่าง คือ การปรากฏตัวของเด็กหนุ่มลึกลับ และกลุ่มสัตว์อสูรที่โจมตี เซียนอินนั้นมีมากกว่า 100 ตัว ซึ่งหากเป็แค่เพียง หนึ่งหรือสองตัวก็คงเป็อย่างที่เขากล่าว แต่ถ้าพูดถึง 100 ตัว อย่าว่าแต่เซียนอินเลย ตัวเขาเองก็รับมือสัตว์อสูรจำนวนมากขนาดนี้พร้อมกันไม่ได้
“หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับหินอุกกบาตที่หายไปนั่น... ไม่ ไม่น่าจะเป็ไปได้ มันไม่สมเหตุสมผลโอ้ยย ค่อยหาคำตอบภายหลังแล้วกัน การแต่งงานนี้ก็เพียงแต่ทำตามคำสั่งของตระกูลก็เท่านั้นส่วนเซียนอินข้าก็เห็นว่าหน้าตานางก็ไม่เลวหรอกนะ ช่างเถอะ เวลานี้สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ที่ การประลองในอีก 3 ปีข้างหน้า ข้าจะต้องมีสมาธิในการฝึกฝนหากข้าสามารถติด 1 ใน 90 ตัวแทนหัวเมืองก็จะสามารถเข้าไปยังนครวิหคครามเพื่อรับการทดสอบขัดเลือกของเขตต่อไปได้”
เมื่อมาถึงที่พักรับรองแขกคนสำคัญของตระกูลหวังของเมืองประกายเงินอี้จือ ก็หยุดคิดเื่เซียนอิน และให้สมาธิและความสำคัญไปที่การฝึกฝนเพื่อการประลองในอนาคต
ย้อนกลับไปเมื่อตอนหัวค่ำเวลาเดียวกันกับที่ อี้จือ ถกเถียงกันกับเ้าเมืองต้าเจิง ณ ตำหนักเ้าเมือง
“นี่เ้าวิตถาร นับจากนี้ต่อไป เ้าสามารถอยู่ที่นี่ได้ ในตำหนักเ้าเมืองนี้ แต่เ้าจะไม่สามารถออกนอกเขตตำหนักเ้าเมืองได้ในตอนนี้เ้าเข้าใจข้าหรือไม่”
“....”เด็กหนุ่มยังคงนิ่งเงียบ
“เอาเถอะเ้าคงไม่เข้าใจ และนั่นคงทำให้ข้าต้องสอนเ้าในเื่ของภาษาก่อน แต่ก่อนอื่นข้าต้องปรับปรุงการแต่งตัวของเ้าก่อน”
เซียนอินพาเด็กหนุ่มไปยังเขตที่พักของนางภายในตำหนักที่จะเห็นได้ว่าทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆมากมาย
เมื่อมาถึงเขตที่พักของนางแล้วจากนั้นจึงได้จัดการตัดผมเผ้าของเด็กหนุ่มให้ดูเรียบร้อยขึ้นในขณะที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มปรากฏขึ้นตรงหน้าของเซียนอิน นางก็ได้พบว่าที่แท้แล้วเด็กหนุ่มผู้นี้หน้าตาหล่อเหลาเอาการเลยทีเดียวหากให้พูดแล้วเด็กหนุ่มนี่นับได้ว่าเป็บุรุษรูปงามที่สุดเท่าที่นางเคยพบเจอ
“อาไม่นึกเลยว่าเ้าจะเป็บุรุษรูปงามถึงเพียงนี้ ก่อนนี้ข้าเห็นเพียงผ่าน ๆและถูกบดบังด้วยผมเผ้าที่ยาวปกคลุมทั่วทั้งใบหน้า ที่เผยให้เห็นเพียงดวงตาสีดำเพียงเท่านั้น”
เซียนอินที่ปรกติแล้วไม่เคยสนใจมองชายหนุ่มผู้ใดเลย เพราะนางสนใจเพียงแต่สิ่งประดิษฐ์ที่ควบคุมด้วยพลังงานไร้รูปของนางบัดนี้ กลับใจเต้น เมื่อได้เห็นใบหน้างดงามของเด็กหนุ่มตรงหน้าซึ่งอาจเป็เพราะเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เขาได้ช่วยชีวิตนางไว้ผสมร่วม จึงทำให้นางรู้สึกเช่นนี้
3 เดือนผ่านไปนับจากที่เซียนอินได้เจอกับเด็กหนุ่มประหลาด
“นี่ก็ผ่านมาได้กว่า 3เดือนแล้วนะ ข้าไม่เห็นท่านหญิงเซียนอินออกจากตำหนักภายในเลยเกิดอะไรขึ้นกับนางหรือเปล่า”
“ข้าได้ยินมาว่าท่านเ้าเมือง ้าจะถ่ายทอดพลังของตระกูลให้กับนาง และยังสั่งไม่ให้คนนอกเข้าเขตตำหนักภายในข้าว่านางคงจะเก็บตัวฝึกฝนอยู่”
“เ้าคิดว่าท่านเ้าเมืองจะส่งนางเข้าประลองเพื่อชิงตำแหน่งผู้ถูกเลือกของเขตหรือไม่”
“คงขึ้นอยู่กับผลลัพธ์จากการถ่ายทอดพลังในครั้งนี้แหละว่าจะออกมาเป็เช่นไร”
บทสนทนาของชาวเมืองกลุ่มหนึ่งในเขตตัวเมืองพูดคุยกันถึงท่านหญิงของพวกเขาเพราะปรกติแล้ว เซียนอิน จะไปมาในเมืองอยู่บ่อย ๆเพื่อหาชิ้นส่วนและเครื่องไม้เครื่องมือ ในการประดิษฐ์สิ่งของใหม่ ๆของนาง แต่กว่า3 เดือนที่ผ่านมา ชาวเมืองไม่เห็นนางเลยจะเห็นก็เพียงแต่สาวใช้ส่วนตัวที่มาจับจ่ายซื้อของแทนนางทำให้เกิดการถกเถียงถึงความเป็ไปได้ในอนาคตที่จะเกิดขึ้น
“คิดไม่ถึงเลยว่าที่แท้เมื่อ 3 เดือนก่อน ที่ข้าเห็นจะไม่ใช่หินอุกกบาตแต่เป็เ้า ที่เดินทางมาจากที่ไหนสักแห่งด้วยพาหนะข้ามอวกาศแต่เหตุใดข้ากับพี่หวงอี้จือ ถึงไม่พบเห็นพาหนะที่ว่านั่นเลย”
“นั่นข้าก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดรู้แต่เพียงว่าเมื่อข้าออกมาจากยานพาหนะนั่นแล้ว มันก็สลายหายไปด้วยตนเองสิ่งติดตัวที่ข้ามีก็มีเพียงจี้เส้นนี้ และผ้าไหมสีเงินไร้ลวดลายผืนหนึ่งดั่งที่เ้าเห็น”
ผ่านมา 3 เดือน เซียนอินได้เป็คนสอนทักษะการสื่อสารทั้ง ฟัง พูด อ่าน และเขียนให้กับเด็กหนุ่มทำให้วันนี้สามารถที่จะสอบถามรายละเอียดต่าง ๆกับเขาได้ โดยที่ เซียนอินก็ประหลาดใจอยู่ไม่น้อย ที่เด็กหนุ่มผู้นี้ เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อเพราะเมื่อวันที่เจอกันครั้งแรกเด็กหนุ่มผู้นี้ราวกับทารก ที่ไม่รู้ความใดๆทั้งสิ้น แต่วันนี้เขากลับเรียนรู้ทุกอย่างที่นางสอนได้ทั้งหมดแม้กระทั่งเื่ที่นางไม่ทราบ เขากลับตอบได้อย่างน่าตาเฉย แลดูเหมือนบัณบิตหนุ่มผู้มากความรู้ก็มิปาน
ซึ่ง เซียนอินคงไม่คาดคิดว่าภายในหัวสมองของเด็กหนุ่ม เต็มไปด้วยความรู้ และทักษะต่าง ๆมากมายเพียงแค่เขาปลดล๊อคในเื่ของภาษา เขาก็สามารถเรียนรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆที่อยู่ในหัวเขาได้ ที่เหลือก็อยู่ที่เวลา ว่าเขาจะเรียนรู้และซึมซับสิ่งที่มีอยู่ในหัวเขาได้ช้าเร็วเพียงใด
“เ้าวิตถาร เ้ารู้ถึงขีดจำกัดระดับพลังของเ้าหรือไม่ว่า ...”
“เลิกเรียกข้าว่าเ้าวิตถาร ได้แล้ว เ้าก็รู้ว่าข้าไม่ได้ไม่รู้ความเหมือนเช่นก่อนหน้าที่เ้าพบข้า”
“เช่นนั้นเ้าจะให้ข้าเรียกเ้าว่าอะไร”
“ข้าก็ไม่รู้ เอาเป็ว่าเ้าจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่เ้าเลย แต่ไม่เอา เ้าวิตถาร เ้าโรคจิต เ้าเด็กบ้ากาม จำพวกนี้”
ก่อนหน้านี้เซียนอินมักจะเรียกเด็กหนุ่มด้วยคำจำพวกนี้สาเหตุก็เป็เพราะเหตุการณ์อันน่าอายในครั้งแรกที่นางและเด็กหนุ่มได้เผชิญร่วมกันแต่มาวันนี้เมื่อเด็กหนุ่มรู้ความ จึงได้เอ่ยคัดค้านหญิงสาว
“เอจะเรียกเ้าว่าอะไรดีนะ อืมมม ข้าคิดออกอยู่ชื่อหนึ่ง ไม่รู้ว่าเ้าจะชอบหรือไม่"
"ข้าไม่เื่มากหรอก บอกข้ามาเถอะ"
"งั้นเอาเป็ว่าข้าจะเรียกเ้าว่าเทียนคง ก็แล้วกัน”
“เทียนคง ก็ไม่เลวว่าแต่เหตุใดถึงได้ใช้ชื่อนี้กัน”
“เพราะว่าเ้า ... เป็คนที่มาจากฟากฟ้า”