นานทีปีหนครอบครัวหลินถึงจะได้กินเกี๊ยวสักครั้งโอกาสที่จะได้ลิ้มรสเกี๊ยวในวันธรรมดานั้นหายากยิ่งนัก
แม้เกี๊ยวในวันนี้จะเป็ไส้กุยช่ายไม่มีเนื้อสัตว์แต่สำหรับซินเยวี่ยแล้วก็ถือว่าดีมากแล้ว
หากไม่มีป้าใหญ่และเหม่ยอ้ายสองแม่ลูกเกี๊ยวจำนวนนี้คงพอให้สมาชิกทั้งสี่คนในครอบครัวได้กินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ
แต่เพราะมีปากท้องเพิ่มขึ้นถึงสองแถมยังเป็ปากท้องขนาดใหญ่อีกด้วย เกี๊ยวที่ว่าจึงไม่พอให้กินกันอย่างสบายๆเกี๊ยวในชามของซินเยวี่ยมีจำนวนน้อยที่สุดส่วนในชามของป้าใหญ่และเหม่ยอ้ายนั้นมากที่สุด รองลงมาคือพี่ชายและพ่อแม่แม่บอกว่าซินเยวี่ยกินข้าวน้อยมาตลอด เกี๊ยวเท่านี้คงพอแล้ว
เมื่อมองดูเกี๊ยวชิ้นเล็กๆประมาณสิบชิ้นในชามกระเบื้องหยาบ ซินเยวี่ยก็ขมวดคิ้ว มื้อนั้นเธอกินน้อยจริงแต่ไม่ได้กินเกี๊ยวนานแล้ว วันนี้คงกินมากกว่าปกติแน่ๆ แค่นี้จะพอได้ยังไง
เพื่อไม่ให้ท้องร้องประท้วงซินเยวี่ยจึงหยิบเจียนปิ่งมาแผ่นหนึ่ง แล้วห่อเกี๊ยวไว้ข้างในเหลือเกี๊ยวไว้ในชามอีกสองสามชิ้นกะว่าพอกินเจียนปิ่งหมดแล้วค่อยหยิบเกี๊ยวกินทีละชิ้นแก้อยาก
ระหว่างกินข้าว แม่กับป้าใหญ่คุยกันไม่หยุดเหม่ยอ้ายก็สอดปากพูดเป็ระยะๆ
เห็นซินเยวี่ยเงียบตลอดเหม่ยอ้ายจึงใช้ศอกสะกิดเธอ “พี่ซินเยวี่ยทำไมทำหน้าไม่พอใจล่ะ หรือว่าเสียดายที่ฉันกับแม่มากินเกี๊ยวที่บ้าน”
แม้เหม่ยอ้ายจะพูดติดตลกแต่ก็ทำให้ซินเยวี่ยรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
ซินเยวี่ยตอบกลับไปอย่างเฉยเมย“ถึงฉันจะพอใจหรือไม่พอใจ พวกเธอก็มาอยู่ดี”
คำพูดนี้ทำให้ป้าใหญ่และเหม่ยอ้ายหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย
ซินเยวี่ยพูดจาไม่ค่อยสุภาพนักแต่พอนึกถึงเื่ราวในอดีต ซินเยวี่ยก็ไม่สามารถเป็มิตรกับสองแม่ลูกนี้ได้เธอทำในสิ่งที่เรียกว่าการเอาชนะความชั่วด้วยความดีไม่ได้เธอเป็เพียงมนุษย์ปุถุชน ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ที่สามารถให้อภัยคนที่ทำร้ายเธอได้
แม่หลินจ้องซินเยวี่ยอย่างแรงแต่ซินเยวี่ยแสร้งทำเป็ไม่เห็น กินทุกอย่างในชามจนหมดแล้วก็ลุกออกไป
ซินเยวี่ยเดินตรงไปยังใต้ต้นสาลี่ใหญ่หน้าบ้านเพื่อนั่งเล่นพักผ่อนไม่นานนักพี่ชายหลินเต๋อหัวก็เดินตามมา
“ซินเยวี่ยเธอทำตัวไม่ค่อยน่ารักกับป้าใหญ่และเหม่ยอ้ายเลยนะ พวกเขาไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจ”หลินเต๋อหัวรู้ดีว่าน้องสาวเป็ผู้หญิงที่รู้จักกาลเทศะ
เมื่อเผชิญหน้ากับการสอบถามของพี่ชายซินเยวี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดว่า “ฉันแค่ไม่ชอบสองคนนั้นพวกเขาชอบมาบ้านเราเพื่อกินฟรี เราไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากพวกเขาเลยแถมยังชอบไปพูดจาให้ร้ายคนอื่นอีก”
เมื่อได้ยินความไม่พอใจมากมายของซินเยวี่ยที่มีต่อป้าใหญ่และเหม่ยอ้ายหลินเต๋อหัวก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วกระซิบว่า “ถ้าเธอไม่พอใจก็เก็บไว้ในใจอย่าแสดงออกมามากเกินไป อย่างไรซะเขาก็เป็ป้ากับลูกพี่ลูกน้องของเรา”
ซินเยวี่ยแค่นเสียงเย็น“พี่ ฉันก็รู้ว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ สบายใจได้นะพี่ แล้วก็พี่ฉันมีเื่จะถาม เื่มันเป็ความลับมาก ห้ามให้คนอื่นรู้ พี่ตามฉันมาก่อน”
“เื่อะไรกัน ทำไมต้องลับลมคมในขนาดนี้”หลินเต๋อหัวเต็มไปด้วยความสงสัยเดินตามซินเยวี่ยไปยังป่าต้นหูหยางเล็กๆ ทางทิศตะวันออกของบ้าน
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่รอบๆซินเยวี่ยจึงพูดว่า “พี่ ตอนที่ฉันไปตลาดวันนี้ฉันเจอหวังไฉ่เหลียน พวกเราไปด้วยกัน”
เมื่อได้ยินชื่อหวังไฉ่เหลียนใบหน้าที่ซื่อๆ ของหลินเต๋อหัวก็ปรากฏประกายแปลกๆ แววตาเป็ประกายระยิบระยับ
“พี่ฉันรู้ว่าเมื่อก่อนพี่กับไฉ่เหลียนคุยกันถูกคอมากตอนอยู่ที่หน่วยผลิตฉันหมายถึงว่า ถ้าให้ไฉ่เหลียนมาเป็ภรรยา พี่จะเอาไหม” ซินเยวี่ยรู้ว่าพี่ชายเป็คนตรงไปตรงมาไม่จำเป็ต้องพูดอ้อมค้อมกับเขา
หลินเต๋อหัวอึ้งไปครู่หนึ่งจากนั้นจึงเงียบไปนานก่อนจะพูดตะกุกตะกักว่า “ดี เอ่อดีก็ดี แต่พี่กลัวว่าไฉ่เหลียนจะไม่ชอบพี่แล้วก็ได้ยินมาว่าพ่อแม่ของเขาอยากหาลูกเขยเข้าบ้านแต่พี่คงไปเป็ลูกเขยให้บ้านหวังไม่ได้หรอก”
พี่ชายที่ไม่ค่อยพูดจาและไม่เก่งในการแสดงออกสามารถพูดคำเหล่านี้ออกมาได้ก็ถือว่ายากมากแล้ว
ซินเยวี่ยขยับเข้าไปใกล้หลินเต๋อหัวอีกก้าวแล้วพูดด้วยเสียงที่เบาลงว่า “พี่ จริงๆแล้วหวังไฉ่เหลียนก็ชอบพี่เหมือนกัน แต่เป็เพราะพี่ไม่แสดงออกผู้หญิงจะกล้าแสดงออกก่อนได้ยังไง พี่กับหวังไฉ่เหลียนชอบกันก็ควรจะอยู่ด้วยกันพี่ต้องกล้าหน่อย ตราบใดที่พี่กับเธอไม่ยอมแพ้ซึ่งกันและกันฉันจะพยายามช่วยให้พี่สมหวังให้ได้”
เมื่อได้รับการสนับสนุนจากน้องสาวหลินเต๋อหัวก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที “ซินเยวี่ยพี่ชอบหวังไฉ่เหลียนจริงๆ ถ้าเธอก็ชอบพี่ พี่ก็กล้าตามจีบเธอแต่พี่ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง”
เมื่อมองดูพี่ชายที่ซื่อตรงซินเยวี่ยก็รู้สึกว่าเขาน่ารักมาก เธออดไม่ได้ที่จะคิดถึง หานิหย่วนอีกครั้งจริงๆ แล้วนิสัยของหานิหย่วนก็คล้ายกับพี่ชาย คือเป็คนเก็บตัวไม่เก่งในการแสดงออก คนแบบนี้แม้จะไม่พูดจาหวานหู แต่ก็เป็คนที่พึ่งพาได้สามารถฝากชีวิตไว้ได้ ในชาติที่แล้วเธอไม่รู้ว่าอะไรคือผู้ชายที่ดีจึงพลาดโอกาสที่จะได้อยู่กับหานิหย่วนที่ดีที่สุดไปอย่างน่าเสียดาย