***นักรบไร้นินทรา [สเลบ]
ในคืนวันที่ 17 ของเกมส์แห่งา
ผม สเลบ กำลังทำการขยายวางแนวอาณาเขตบ่งบอกเขตแดนประเทศของพวกเรา ชาวอาร์โธร์โพดาตามหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายมาอยู่
หลังจากวันที่ 16 ผมก็ได้สั่งกองทัพเกราะแดงของสกัด ให้เคลื่อนพลไปทางเหนือ ตามทิศที่กองทัพของพวกปีศาจั์บุกมา
ที่ปลายของเส้นทางนั้น พวกเราได้พบกับแม่น้ำขนาดใหญ่ และชุมชนของพวกศัตรูปรากฏอยู่
มันเป็ศึกกวาดล้างที่ง่ายยิ่งนัก เพราะพวกที่อาศัยอยู่รังนั้น ไม่มีใครที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นักรบเลยแม้แต่คนเดียว
แล้วพอขึ้นวันที่ 17 หลังจากที่ตรวจตราจนแน่ใจว่าไม่มีศัตรูเหลืออยู่ ผมก็เลยสั่งให้วางกำลังพล และสร้างแนวรั้วป้องกันขึ้นที่ริมแม่น้ำ
ดินแดนที่อยู่แม่น้ำฝั่งนี้ จะต้องเป็ของพวกเรา ชาวอาร์โธร์โพดาทั้งหมด
แน่นอนว่าผมไม่ลืมพวกปีศาจน้อยที่เหลือรอดหรอกนะ
ผมละทึ่งกับแผนการของพวกมันเสียจริง
สร้างรังติดริมแม่น้ำ สร้างเขื่อนรองรับเอาไว้ แล้วขุดเป็ร่องลึกตลอดแนวป้องกันของตนเอง
พอศัตรูเข้าสู่ต่ำแหน่ง พวกมันก็พังเขือนเพื่อปล่อยให้น้ำไหลบ่าทะลักเข้ามา
ทำได้ทั้งปราบศัตรูและเกิดเป็แนวป้องกันใหม่ที่ทรงพลัง
แต่ออกจะตื้นเขินไปนิด
เพราะทำแบบนั้น มันก็เท่ากับว่าปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสภาพโดดเดี่ยวกลางเกาะร้างไป
ผมยังคงสั่งให้ทหารล้อมแนวคลองเกิดใหม่เอาไว้
ศัตรูไม่คิดที่จะเคลือนตัวบุกมาอีกฟาก อีกทั้งยังไม่ทำอะไรจนข้ามสู่วันที่ 17
ผมมานั่งคิด
เกาะที่โดดเดี่ยวนั้น ไร้ซึ่งอาหารและทรัพยากร
หรือว่าเ้าพวกปีศาจน้อยไม่้าอาหาร?
แถมพอมาถึงตรงนี้ ผมก็เริ่มรู้สึกสงสัย
พวกมันที่เหลือไปอยู่ที่ไหนกัน?
หากข้อมูลของเทพห่านรากที่แจ้งในวันแรกเป็เื่จริง แต่ละเผ่าจะต้องมีกองกำลังจำนวนหนึ่งล้านนายไม่ขาดไม่เกิน มิ ใช่หรือ?
แต่ไม่ว่าจะคาดการด้วยสายตาเช่นไร ทั้งปีศาจน้อย กับปีศาจั์ ก็มีจำนวนไม่ถึงหนึ่งแสนเสียด้วยซ้ำ
“ (เป็ไปได้สองอย่าง คือพวกมันเป็ตัวล่อ ส่วนที่เหลือหนีไปแล้ว หรือไม่---) ”
หรือไม่ก็ส่งกำลังที่เหลือกว่านับเก้าแสนนายไปลอบบุกจมตีรังของเขา
“ถ้าประมาณด้วยสายตา ที่เหลืออยู่ตรงนี้คงมีประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นนาย ที่รังหลักก็จะมีกองกำลังแปดแสนห้าหมื่นนาย แถมยังมีองค์ราชินีแฟตคุมอยู่ งั้นก็ไม่น่าจะเป็อะไร”
หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็ตัดสินใจปฏิบัติตามภารกิจเดิมต่อ
ไม่จำเป็ต้องเป็ห่วงอะไรทั้งนั้น ผมคิดเช่นนั้น
***ยักษาแห่งปฐี [บานา]
“แปรน~ เคลื่อนทัพ! ”
ข้าเป่าแตรเขาสัตว์พร้อมกับค่ำสั่งที่ลั่นวาจาออกไป
ถึงแขนซ้ายจะาเ็ อีกทั้งสูญเสียตรีศูลคู่กายไป แต่ข้ายังคงสู้ไหวอยู่
อาวุธเองก็ใช้หอกเขี้ยวของศัตรูที่มาเสีย
ระยะห่างจากฐานของศัตรูกับกองทัพของข้าเหลืออีกไม่มาก
เสียงย่ำเท้ายังดังสั่นสะท้านไปทั่งทุ่งหญ้าและปฐี
ไม่มีวี่แววการลอบดักโจมตีจากศัตรู
อีกทั้งภาพของกองทัพเกราะแดงที่หันหลังหนี ก็ยิ่งทำให้กำลังใจของฝ่ายข้าฮึกเฮิมยิ่งขึ้น
แต่ภายในใจข้ากลับรู้สึกว้าวุ่น
นี่มันง่ายไปหรือเปล่า?
กองทัพเกราะแดงเมื่อกี้นี้นั้น พวกมันมีความสูงเฉลี่ยเพียงหนึ่งเมตรเท่านั้น
ถึงจะมีระดับสูงสามเมตรหลุดมาคนหนึ่ง แต่ก็มีเพียงแค่คนเดียว
ผิดกับวันแรก ที่เจอพวกสูงเมตรครึ่งซึ่งมีความสามารถในการต่อสู่สูงกว่า
ข้ารู้สึกเป็กังวล ว่าเดินทัพต่อไปแบบนี้จะดีจริงหรือ?
“ (แต่กำลังใจของทุกคนกำลังสูงอยู่ ไฟกำลังโหม อย่าพึ่งเอาน้ำไปราดเลย) ”
หลังจากคิดไตรตรองแล้ว ข้าจึงตัดสินใจบุกต่อด้วยเหตุนี้
“ยังไงก็เป็การตีตั๋วเที่ยวเดียวอยู่แล้ว”
ข้าไม่คิดว่ากองทัพหนึ่งแสนนายจะสามารถตีฐานหลักศัตรูแตกได้
ยังไงคำสั่งของาาดูเรียนคือ [จงสลักความกลัวให้พวกมัน] ดังนั้นข้าจึงไม่คิดมากเื่เกี่ยวกับแผนการของศัตรูมากมายนัก
บุกเข้าไปละเลงเืพวกมันให้มากที่สุด นี่จะถึงจะสลักความหวาดกลัวให้ได้
ไม่ว่าจะเจอแผนการเหนือชั้นแค่ไหน ก็จะขี้โกงใช้พละกำลังบุกลุยทะลวงออกไป
ให้พวกมันตราตรึงลงไปเสีย ว่าพวกเรา เผ่ายักษา ไม่ใช่ขนมขบเคี้ยวของพวกมัน!
หลังจากเดินทัพต่อมาได้ราวครึ่งชั่วโมง กองทัพของบานาก็มาถึงที่ตีนเนินของแนวกำแพง
เนินดินสูงชันกว่าสามสิบเมตรตรงหน้านั้น คือกำแพงป้องกันอริศัตรูของเผ่าอาร์โธร์โพดา
มันไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็หน้าผาสูงเหมือนกำแพงเมืองของมนุษย์
เพราะไม่ว่าหน้าผาสูงชันเพียงใด ด้วยพื้นฐานร่างกายของเผ่าอาร์โธร์โพดา พวกมันก็สามารถปีนข้ามไปได้
ดังนั้น กำแพงสูงชันจึงไม่จำเป็
และในเมืองความชันไม่จำเป็ แิจึงกลายเป็ [ทำให้เป็เนินสูงเพื่อวางกับดักดีกว่า]
โครงสร้างกำแพงของพวกเขาจึงออกมาในรูปแบบนี้แทน
ทุกหย่อมหญ้าที่เป็เนินสูงคล้ายกับไม่มีอะไร
ภายใต้พื้นดินนั้นคือทุ่งสังหารของพวกอาร์โธร์โพดา
ไม่ว่าจะกองทัพที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน
หรือแม้แต่เหล่าทหารที่ยืนประจำอยู่บนยอดเนินพร้อมกับถาดน้ำมันเดือด
ท่อนเหล็กทรงกระบอกกลมที่ยาวกว่าสิบเมตร
และอาวุธร้ายอีกมากมาย
ใช่ นี่คือรูปแบบป้องกันฐานตามปกติของเผ่าอาร์โธร์โพดา
แต่คราวนี้กลับไม่ใช้สิ่งที่กล่าวมาสักอย่าง
มดทหารเลวกับมดทหารระดับสูงซึ่งควรประจำการ กลับไม่เห็นเงาของพวกเขาเลยสักคน
กลับมีเพียงแค่กองทัพของมดทาส ในชุดเกราะสีดำกับแดงราวสามแสนกว่านายเท่านั้น
บานารู้สึกไม่ดีเลยสักนิด แต่ก็ต้องเดินหน้าต่อ
เขาสั่งให้หน่วยโล่ถือโล่ไม้หุ้มหนังสัตว์เดินนำทัพ
กางโล่ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และเหนือหัวของตนเอง
สติงเกอร์ของได้ยิงลูกหินขนาดเท่าลูกรักบี้ ทิ้งลงมาราวห่าฝน
กระทบโล่ดังก้อง จนดังเสียดหูน่ารำคาญ
ฝ่ายยักษาที่อยู่นอกระยะ ได้โต้กลับ
สติงเกอร์ของพวกเขามีขนาดใหญ่ อีกทั้งยังเหนี่ยว และใช้เหวี่ยงได้ดีกว่า
ระยะโจมตีของพวกยักษาจึงไกลกว่า
ในขณะที่แถวตอนลึกขนาดเล็กจำนวนนับไม่ถ้วนเดินเรียงโถมขึ้นเนิน
ห่าฝนะุจากฝ่ายยักษาก็ได้ถูกยิงสวนออกไป
พวกยักษาไม่ได้ใช้หินทั้งก้อนแบบที่พวกอาร์โธร์โพดาใช้
สิ่งที่พวกเขาใช้คือหินที่ถูกลับคมมาอย่างชาญฉลาด
รูปร่างเพรียวบาง อีกทั้งยังคมกริบ
เพิ่มทั้งแรงปะทะ ความแม่นยำ อีกทั้งยังส่งไปได้ไกลกว่า
หากสามารถหาแร่เหล็กได้ พวกเขาคงหลอมอาวุธที่ดีกว่านี้มาใช้แล้ว
แต่เพียงแค่สิ่งนี้ มันก็มากพอที่ทำให้พวกยักษามีชัยในด้านของระดับระอาวุธใช้งาน
มดทาสซึ่งอ่อนแอ ต่างถูกะุหินกระแทกจนดับดิ้น
ชุดเกราะดินที่สวมใส่ มิ ได้ช่วยพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
ด้วยพละกำลังอันมากล้นของเผ่าั์ ทำให้ะุหินที่ถูกปาไปด้วยเชือกเหวี่ยงอย่างสติงเกอร์ มีความรุนแรงพอ ๆ กับปืนไฟยุคเริ่มแรกของมนุษย์เลยทีเดียว
พวกมดทาสที่ประจำการบทยอดเนินเริ่มระส่ำระสาย
ในขณะที่ฝ่ายกองทัพของบานาเริ่มคึกคะนองมากขึ้น
ช่างเป็อริศัตรูที่ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็คู่มือได้
จนพวกเขาเริ่มรู้สึกละอายใจ ว่าทำไมในวันแรกของาถึงพ่ายแพ้ให้กับพวกนี้ได้กันนะ?
“อย่าประมาท! อย่าลดการระวัง! เคลื่อนทัพต่อไปแบบนี้! ”
บานาเริ่มรู้สึกถึงอันตราย
กำลังใจที่สูงลิบเกินไป จะนำมาซึ่งอันตรายที่เรียกว่า [ความประมาท]
บานาจึงรีบะโคุมสติลูกน้องของตน
กองทัพโล่ยักษาได้ปีนขึ้นมาถึงยอดเนินได้สำเร็จ
ในขณะที่พวกกองทัพมดทาส ต่างวิ่งหนีทิ้งซากศพพวกพ้องเอาไว้อยู่บนยอดเนินเขานั้น
ทั้งที่ควรจะเป็ศึกบุกตีที่ยากลำบาก แต่นี่กลับสามารถยึดยอดเนินกำแพงได้อย่างง่ายดาย
พวกมดทาสตายไปมากกว่าสองหมื่นคน
ในขณะที่พวกยักษาได้รับาเ็เพียงเล็กน้อย กับเสียกำลังพลไปเพียงแค่ไม่กี่สิบนาย
เหล่ายักษาต่างกู่ร้องอย่างโอหัง
บานามองเข้าไปในฐานของศัตรู
อาคารดินจำนวนมากถูกสร้างอยู่ภายในหลุมลึกรูปทรงวงรี
ตามแนวผนังที่ลึกลงไปกว่าห้าสิบเมตร มีอุโมงค์ปรากฏอยู่เป็จำนวนมาก
มันให้ความรู้สึกคล้ายกับเหมือง
ตรงกับรายงานของขุนนางแครอท ข้างในนี้ ไม่ว่าจะเลือกลงจากตำแหน่งใด ก็มีเพียงแค่เส้นทางแคบ ๆ กว้างไม่ถึงสิบเมตรเท่านั้น
มิหนำซ้ำ มันยังไม่มีบันไดหรือเนินลาดให้พวกเขาเดินลงไปได้
เป็เพราะพวกเผ่าอาร์โธร์โพดาไม่รู้จักคำว่าบันได เลยไม่มีบันปรากฏให้เห็น
“เตรียมเชือก พวกเราจะห้อยลงไป ค่อย ๆ ช้า ๆ ”
บานารู้สึกได้ถึงกับดัก
เขาไม่เห็นศัตรูเลย นอกจากฝูงมดทาสที่กำลังวิ่งงพล่านอยู่ข้างล่าง
ฐานของศัตรูมันเงียบราวกับป่าช้า เงียบจนเกินไป
บานาจับจ้องดูลูกน้องของตนห้อยเชือกลงไป
พวกเขาต่างกำลังคึกคะนอง และเต็มไปด้วยความโอหังบนใบหน้า
“อย่าประมาท! ”
บานาคำรามก้อง
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่การลำเลียงพลก็ยังราบลื่นอยู่
กองทัพของบานาได้ไต่เชือกลงมา พวกมดทาสที่รอป้องกันอยู่พื้นล่างสุดเอง ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก
มดทาสต่างกรูเข้าใส่เหล่าผู้บุกรุกราวกับฝูงซอมบี้
ช่างเป็ภาพที่กล้าหาญ แต่ช่างชวนเวทนา
ผู้รุกรานร่างั์เริ่มบทบยี้เหล่ามดทาสจนบี้แบน
หรือเขาจะคิดมากไปเอง?
บานาคิดเช่นนั้น
เขาะโไต่เชือกลงไป
ลงบนเส้นทางเดินชั้นแรก ชั้นที่สอง ชั้นที่สาม
ไล่กระทีบศัตรูที่ดักรอจนร่วงหล่นจากเส้นทาง
จนกระทั้งมาถึงพื้นชั้นล่างสุด
บานากู่ร้องข่มขวัญศัตรูตรงหน้า
“โอ้ววว! ”
เขารู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวของพวกศัตรูตรงหน้า
บานานำทัพของเขาบุกตีฝ่าพวกศัตรูตรงหน้า
เป้าหมายคือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ตรงงกลางของลานกว้างนี้
และในตอนนั้นเอง ที่เขาได้ตระหนักบางอย่าง
“ (ทำไมเสียงขานรับถึงเบาลง?) ”
เหล่ายักษาที่ควรมีร่วมนับหนึ่งแสนนาย ควรจะส่งเสียงกระหึ่มมากกว่านี้ไม่ใช่หรือ?
จากมุมมองของบานา เขาไม่อาจรู้ได้เลย ว่าความจริงเหลือกองพลเพียงสามหมื่นนายแล้ว
เขาติดกับดักของราชินีแฟตโดยไม่รู้ตัว
ราชินีแฟตไม่เคยประมาทใคร
โดยเฉพาะกับบานา เผ่ายักษาที่เธอยังคงจำตราตรึงจากในาวันแรกได้
เธอหวาดกลัวเขา และเพราะหวาดกลัว เธอจึงต้องงัดแผนการที่ดีที่สุดมาใช้ปราบเขาลง
เธอใช้มดทาสเพื่อทำให้กองทัพของบานาเริ่มเหิมเกริม
ทำให้ศัตรูติดประมาทเพราะชัยชนะที่จงใจมอบให้
แลกมดทาสส่วนหนึ่ง เพื่อปราบกองทัพนับแสน ถือว่ามีราคาถูกมาก
หากประเมินจากคลื่นสมองที่หายไป เธอเลยพอจะเดาได้ว่ามีมดทาสตายไปประมาณสี่หมื่นนาย
เธอสั่งให้มดทาสออกไปรับหน้า และถอยทัพเมื่อถึงเวลา
ล่อมันเข้ามาในรัง แล้วลอบโจมตีจากในดินใน่ที่พวกมันต้องปีนลงมาจากเนิน
ตอนแรกองราชินีแฟตคิด ว่าคงเป็ศึกที่ยากลำบากอยู่ดี ต่อให้พวกมันติดกับแผนการนี้
แต่พอรู้ว่าเผ่ายักษาเดินบนกำแพงไม่ได้ เื่ทุกอย่างจึงง่ายขึ้น
แผนเดิมคือการให้พวกมดทหารเลวซ่อนอยู่ในกำแพง แล้วดึงพวกมันเข้าไปฆ่าในโพรงตามผนังอย่างฉับพลัน
เหมือนแมลงช้างที่ดักรอศัตรูให้ตกลงไปในหลุม
แต่พอพบความจริงที่ยักษาไม่สามารถเดินตามกำแพงได้ งานของพวกเขาจึงง่ายขึ้นเยอะ
โผล่มาแค่เขี้ยว แล้วแอบตัดเชือกทิ้งก็พอแล้ว
ร่างของยักษาจำนวนมากได้ร่วงลงมาจากระดับความสูงหลายสิบเมตรจนตายลง
แถมยิ่งเกิดความย่ามใจจากชัยชนะที่ได้มา ก็ยิ่งระวังรอบข้างน้อยลง
มีน้อยคนนักที่รู้ว่าเกิดบางอย่างผิดปกติขึ้น
แต่สุดท้ายก็ไปโทษที่ว่า [เชือกไม่แข็งแรงพอ]
จำนวนที่ถูกดักฆ่าตอนปีนลงมาจากเนิน มีร่วมกว่าสองหมื่นนาย
ทุกคนล้วนแต่เป็พวกที่ออกตัวสุดท้ายทั้งนั้น
ส่วนพวกที่อยู่บนเนินอีกหมื่นคน ก็ถูกมดทหารระดับสูงจำนวนหนึ่งหมื่นกวาดล้างจนหมดแบบไม่ทันตั้งตัวจากใต้ดินบนยอดเนินนั้น
องราชินีแฟตรอจังหวะที่จะแอบกวาดล้าง จากด้านท้ายของกองทัพบานามาั้แ่แรกแล้ว
บานาวิ่งนำทัพอยู่หน้าสุด พวกที่อยู่รั้งท้ายก็ถูกมดทหารเลว ลากลงไปเชือดในดินแบบนิ่ม ๆ
จนกระทั้งเหลือเพียงสามหมื่นนายโดยไม่ทันรู้ตัว
ทหารส่งสารของฝ่ายยักษารีบเร่งวิ่งตัดกองทัพมาหาบานา
เขาเป่าแตรเขาสัตว์อย่างบ้าคลั่งเพื่อเตือนพรรคพวกที่แถวหน้า
ว่ากำลังถูกลอบโจมตีจากใต้ดิน
แต่อนิจจา พวกเขาที่หันกลับมาตามต้นเสียงนั้น กลับไม่เห็นร่างของศัตรูเลย
มีเพียงแค่พวกอยู่ท้ายแถวเท่านั้น ที่สงสัยว่า “เพื่อนตรูหายไปไหน? ”
เริ่มเกิดความสับสนขึ้นมาภายในกองทัพ
บานาเองก็รู้ตัวแล้วว่า [ชิบหายแล้ว]
ผลการรบแบบนี้จะสลักความหวาดกลัวลงไปในจิตใจของศัตรูได้เช่นกัน
บานาคิดเช่นนั้น
***ราชินีแห่งความหยาบคาย [แฟต]
“ชนะแล้วสินะ…”
ฉันถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนที่จะติดต่อไปหาราชินีองค์อื่นผ่านคลื่นสมอง
ว่าพวกเราชนะแล้ว
“แลกกำลังพลสี่หมื่นนาย กับศัตรูประมาณหนึ่งแสนนายอย่างงั้นหรือ? ยังใช้ไม่ได้เท่าไหรเลยนะ”
ฉันต่อว่าตัวเอง
ราชินีกับพวกมดทาสคงต่อว่าฉัน ว่าเป็ราชินีแห่งความหยาบคายและโหดร้าย
แต่ฉันจำเ้าปีศาจั์นั้นได้ ถ้าส่งกองทัพมดทหารไปปะทะตรง ๆ ั้แ่แรก คงได้เสียกองกำลังอันทรงคุณค่าไปมากกว่านี้แน่นอน
“... นั่นมันอะไรกัน? ”
จากช่องหน้าต่างบนยอดสุดของปราสาท ฉันมองเห็นการเปลี่ยนรูปขบวนของพวกปีศาจั์
จากแถวหน้ากระดาน ได้กลายเป็รูปขบวนทรงสี่เหลี่ยม
โดยมีเ้าปีศาจผมเปลวเพลิงอยู่ ณ ศูนย์กลาง
“คงรู้ตัวเื่ลอบโจมตีแล้ว เลยเปลี่ยนไปเน้นที่ป้องกันแทนแล้วสินะ”
ฉันชื่นชมศัตรู
แต่ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกหวาดกลัวถึงความสามารถของมัน
“... ทุกหน่วย ขย้ำได้”
แล้วฉันก็สั่งลงดาบออกไป
กองทัพทั้งหมดที่ซ่อนตัวได้พลุบออกมาจากทั้งดิน ทั้งผนัง
รวมไปถึงใต้เท้าของพวกปีศาจั์
กองทัพนับแสนต่างปรากฏขึ้นอย่างไม่คาดฝัน และเริ่มกรูเข้ามาบดขยี้เหล่าปีศาจั์
จากใบหน้าที่เหิมเกริมของพวกมัน ได้ฉับพลันแปรเปลี่ยนเป็ใบหน้าที่ซีดเซียว
ผิดกับพวกมดทาส มดทหารเลวกับมดทหารระดับสูงสามารถทำการรบได้อย่างดีเยี่ยม
เืสีดำของพวกั์ได้สาดกระเซ็นออกมาไปทั่วท้องฟ้า
พวกเราได้เปรียบอย่างล้นเหลือ
แต่ในสนามแห่งนั้น กลับมีเพียงผู้เดียวที่ยังสามารถยืนหยัดต่อสู้ได้
ปีศาจั์ที่ถูกเรียกว่า [อสูรแห่งอัคคี]
เห็นสเลบเคยบอกฉันว่ามันชื่อบานา
แต่คำว่าอสูรคงเหมาะสมกับมันมากกว่า
มดทหารเลวกับมดทหารระดับสูง ต่างถูกอสูรอัคคีไล่ฆ่าราวกับมดทาส
เป็ความแข็งแกร่งที่เรียกได้ว่า [ขี้โกง]
มีคนเสียชีวิตเพราะเ้าอสูรตัวนั้นไปร่วมกว่าหนึ่งพันนาย กว่าที่จะสามารถปลิดชีพเ้าอสูรร้ายนั้นลงมาได้
พร้อมแสงรับรุ่นอรุงของวันที่ 18 าที่ด้านล่างก็ได้สงบลง
ฉันรู้สึกว่าร่างกายของตัวเองกำลังสั่นกลัวอยู่
“อสูรแห่งอัคคีบานา…”
ฉันพึมพำกับตัวเอง พร้อมกับดูแสงตะวันยาวเช้าที่สดใสนั้น
***นักรบยันเดเระ [แครอท]
เพราะการเสียสละช่วยดึงความสนใจของบานา ฉันเลยสามารถลอบเข้ามาที่ปราสาทของตัวเขี้ยวจากบนฟ้าได้สำเร็จ
“บานา…”
ไฟแค้นกำลังลุกโหมกระหนำอยู่ภายใจ
เ้าพวกนี้บังอาจทำให้ชายอันเป็ที่รักของฉันต้องตายเป็รอบที่สอง
บังอาจทำให้เขาเ็ป
“ฆ่า… ฉันจะเป็ฝันร้ายของพวกแกเอง ไอพวกตัวเขี้ยว จะหาคริสตั้นของพวกแกให้เจอ แล้วทำลายทิ้งเสีย ทีนี้บานาก็จะชื่นชมฉัน มองแค่ฉัน เป็ของฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น หุ หุ หุ หุ”
ฉันหัวเราะอย่างชั่วร้าย ก่อนที่จะกลืนหายเข้าไปในเงามืดของปราสาทไป
***
แผนผังสรุปผลลัพธ์ของเกมส์แห่งาวันที่ 16-18