(่อายุ: 5 ขวบ)
ไอหมอกจางๆ ยามเช้าในหมู่บ้านดอนตะวันพราวเริ่มถูกขับไล่ด้วยแสงอาทิตย์สีทองที่ทอประกายลอดผ่านยอดไม้ แสงแดดอุ่นๆ ฉาบลงบนพื้นลานฝึกไม้ที่เพิ่งได้รับการบูรณะใหม่จากการฝึกหนักเมื่อวานจนดูเงางามราวกับถูกทาด้วยสีทอง กลิ่นไอดินชื้นแฉะผสมผสานกับกลิ่นยางไม้จากแผ่นกระดานใหม่สร้างบรรยากาศที่สดชื่น ทว่าความรู้สึกภายในลานฝึกวันนี้กลับเต็มไปด้วยความกดดันที่มองไม่เห็นซึ่งแผ่ออกมาจากร่างของชายผู้เป็ครูฝึก
เบื้องหน้าของพวกเรา ‘หน่วยสำรวจรุ่นจิ๋ว’ แม้จะเคยผ่านการหยิบจับอาวุธจริงมาบ้างแล้วในการเผชิญหน้ากับคิลเลอร์แฟงก์เมื่อวานนี้ แต่วันนี้กลับต่างออกไป แผงอาวุธโลหะที่วางเรียงรายอย่างเป็ระเบียบบนแท่นไม้ขัดมันดูน่าเกรงขามกว่าเดิมหลายเท่า กลิ่นน้ำมันกันสนิมเข้มข้นโชยมาแตะจมูก ประกายเย็นเยียบจากคมดาบที่สะท้อนแสงแดดวาววับทำให้เด็กๆ หลายคนยืนนิ่ง ขนลุกซู่ด้วยความรู้สึกที่ว่า ‘บทเรียนของจริง’ กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
เซนก้าวออกมาข้างหน้า แผ่นหลังที่กว้างขวางของเขาบดบังแสงอาทิตย์ยามเช้าจนเกิดเงาทอดยาวคลุมพวกเราทุกคนไว้ เขาเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงพลังราวกับเสียงคำรามของพายุที่อยู่ไกลออกไป
“วันนี้... พวกเ้าจะทิ้งความคุ้นชินจากการลองหยิบจับอาวุธแบบครึ่งๆ กลางๆ เมื่อวานไป และเริ่มเรียนรู้โลกของความจริงที่ไม่มีคำว่าออมมือ” เซนกวาดสายตาคมกริบมองลูกศิษย์ตัวจิ๋วทีละคน “จำไว้ให้มั่น อาวุธไม่ใช่แค่เหล็กที่แหลมคม แต่มันคือส่วนต่อขยายของร่างกายเ้า คือแขนขาที่ยื่นยาวออกมา หากเ้าคุมน้ำหนักมันไม่ได้ หากเ้าไม่สามารถประสานใจเข้ากับมันได้ มันจะกลายเป็เครื่องพันธนาการที่ถ่วงให้พวกเ้าเข้าใกล้ความตายไวขึ้น!”
คำพูดของพ่อทำเอาเพื่อนๆ หน้าซีดลงไปถนัดตา โวล์ฟ (เด็กชายเผ่าหมาป่า ลูกชายราล์ฟ) พี่ใหญ่ของกลุ่ม กระชับหอกในมือแน่นจนเส้นเืที่หลังมือปูดนูน แววตาที่เคยมั่นใจแฝงไปด้วยความระแวดระวัง ขณะที่ จอร์จ (เด็กชายมนุษย์ ลูกชายผู้ใหญ่บ้าน บอร์น) พยายามขยับโล่ไม้ในมือซ้ายให้เข้าที่ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดอาการสั่นของหัวเข่า
ผมมองดูความหวาดหวั่นในดวงตาของพวกเขา ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปหาแท่นอาวุธเป็คนแรก ผมเอื้อมมือที่ยังเล็กและป้อมไปเลือก ‘ดาบสั้น’ ที่มีความยาวประมาณ 50 เิเ มันมีขนาดที่พอเหมาะกับ่ตัวของผม ทว่าเมื่อนิ้วมือัักับด้ามจับที่พันด้วยหนังแท้ ความเย็นจากเหล็กกล้าและมวลมหาศาลของมันก็แล่นผ่านเส้นประสาทรับรู้ทันที
‘หนัก... มวลหนาแน่นกว่าที่ประเมินไว้ 15%’ ผมคิดในใจ ขณะที่แขนขวาสั่นเล็กน้อยจากการรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นกะทันหัน ร่างกายเด็ก 5 ขวบของผมเซไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อปรับจุดศูนย์ถ่วง (Center of Gravity) ไม่ให้ล้มลงไปกองกับพื้นต่อหน้าคนอื่น
ในโลกเก่า ผมอาจจะแค่ขยับกล้ามเนื้อตามสัญชาตญาณ แต่ในโลกนี้... ผมต้องจัดการมันด้วย "ตรรกะ" ผมหลับตาลงเพียงเสี้ยววินาที รวบรวมสมาธิดำดิ่งลงไปในมโนสำนึกเพื่อจัดระเบียบมานาด้วยตัวเอง มานา Fission (แตกตัว) ที่มีความหนาแน่นถึง 89% พลันตื่นตัวขึ้นตามแรงประสงค์ มันถูกผมบีบอัดและถักทอจนกลายเป็ Crystalline Mana Circuit โครงสร้างผลึกสีฟ้าเข้มที่แข็งแกร่งราวกับเกล็ดั ซ้อนทับไปตามแนวชั้นกระดูกและเส้นเอ็นเพื่อทำหน้าที่เป็โครงสร้างรับน้ำหนักภายนอก ทันทีที่วงจรนี้รันครบความรู้สึกหนักอึ้งก็มลายหายไป แขนของผมมั่นคงขึ้นราวกับไม่ได้ถือสิ่งใดอยู่เลย
“เริ่มฝึกท่าพื้นฐาน 1,000 ครั้ง! ปฏิบัติ!” เสียงกังวานของเซนสั่งการ
ผมเริ่มเหวี่ยงดาบเหล็กออกไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางเสียงแหวกอากาศของเพื่อนๆ ในขณะเดียวกัน ผมก็เปิด Anatomical Scanner Lv.1 ทิ้งไว้ หน้าจอโปร่งแสงสีเขียวมรกตที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นที่ขอบสายตา
[Anatomical Scanner Lv.1: Level Up Progress 92%...]
สายตาของผมภายใต้เลนส์วิจัยจับจ้องไปที่เพื่อนๆ ทีละคน ผมต้องจ้องค้างไว้เป้าหมายละอย่างน้อย 10 วินาทีเพื่อให้ระบบดูดซับข้อมูลดิบมาประมวลผล
คนแรกที่ผมจ้องคือ โวล์ฟ ที่กำลังเหวี่ยงหอกอย่างบ้าคลั่ง เสียง 'ฟุ่บ! ฟุ่บ!' ดังต่อเนื่อง ระบบวิเคราะห์แรงเหวี่ยง (Angular Momentum) ของเขาอย่างละเอียด 'แขนขวาสั่นนิดหน่อยนะพี่ชาย...' ผมพึมพำเมื่อระบบแจ้งว่าความเร็วลดลง 12% เพราะจุดศูนย์ถ่วงที่เพี้ยนไป
ถัดมาคือ ร็อค (เด็กชายมนุษย์ ลูกชายหัวหน้ากัลป์) และ ลูน่า (เด็กสาวเผ่ากระต่าย หลานแม่เฒ่ารูน) ทั้งคู่พยายามโชว์ทักษะที่เรียนมา ร็อคร่ายเวท Hardening เคลือบดาบเหล็กจนเป็แสงสีขาวจางๆ ขณะที่รินพยายามใช้ High-Speed Accel เร่งจังหวะเท้า แต่ในสายตาของนักวิจัยอย่างผม มันช่างน่าเวทนา... มานา Fusion ที่เบาบางเพียง 21% ของพวกเขาไหลเวียนอย่างสับสนวุ่นวายจนเกิด ‘ความต่างศักย์’ ที่ผันผวน ข้อมูลความล้มเหลวเ่าั้ถูกบันทึกลงฐานข้อมูลของผมทีละหยด
ใกล้ๆ กันนั้น ริน (เด็กสาวเผ่าแมว) กำลังกวัดแกว่งมีดสั้นคู่ด้วยท่วงท่าที่ดูอ่อนช้อยแต่แฝงด้วยความจริงจัง เธอจ้องมองดาบเหล็กในมือเพื่อนๆ ด้วยแววตาสงสัย ส่วน จอร์จ ก็ยังคงเน้นการตั้งรับด้วยโล่ที่หนักอึ้งจนเหงื่อท่วมตัวที่เหวี่ยงดาบสั้นด้วยจังหวะที่นิ่งสนิทอย่างน่าประหลาด แม้จะยังดูเป็เด็ก แต่ก็ดูคล่องแคล่วใช้ได้
เสียงดาบสั้นของผมฟาดกระทบอากาศครั้งแล้วครั้งเล่า กระแสมานา ในร่างกายหมุนเวียนเป็วงจรปิด (Recycling Loop) อย่างเป็ระบบเพื่อถนอมพลังงาน ขณะที่ดวงตาของผมยังคงจับจ้องไปที่การเคลื่อนไหวของทุกคนอย่างไม่ลดละ ทุกหยาดเหงื่อและจังหวะการสั่นของข้อมือเพื่อนๆ ล้วนถูกเปลี่ยนเป็ตัวเลขมหาศาลที่ไหลบ่าเข้าสู่ระบบประมวลผล...
เสียง 'ฟุ่บ! วืด!' ของอาวุธหลายชนิดที่แหวกอากาศดังประสานกันจนเกิดเป็จังหวะที่วุ่นวาย สายตาของผมภายใต้เลนส์วิจัยยังคงจับจ้องนิ่งค้าง เป้าหมายละ 10 วินาที เพื่อรีดเร้นข้อมูลดิบออกมาให้มากที่สุด โดยเริ่มจากคนที่อยู่ใกล้ที่สุด
จอร์จ ผู้นำกลุ่มเด็กที่วางตัวเป็ว่าที่ผู้ใหญ่บ้านในอนาคต เขากำลังเหวี่ยงดาบและโล่ด้วยท่าทางขึงขังพยายามคุมจังหวะเพื่อนๆ แต่ในสายตาของผม ข้อมูล BPM ของเขาะโขึ้นลงอย่างไม่คงที่เพราะความประหม่าที่ต้องแสดงความเป็ผู้นำต่อหน้าพ่อเซน
"ร็อค! อย่าใช้แต่แรงแขน บิดเอวด้วย!" จอร์จะโสั่ง
ร็อค ที่มีร่างกายกำยำกว่าใครเพื่อนในรุ่นเดียวกันขานรับสั้นๆ ก่อนจะร่ายเวทเค้นมานา ออกมาห่อหุ้มใบดาบสั้นจนเกิดแสงสีจางๆ ของเวท Hardening แม้จะดูแข็งแกร่ง แต่ระบบของผมแจ้งเตือนว่าเขากำลังสูญเสียมานาไปกับการสั่นะเืของโมเลกุลเหล็กที่ไม่ได้สัดส่วนถึง 35%
ถัดไปที่มุมสนาม โวล์ฟ แม้อายุจะมากที่สุดในกลุ่ม แต่ด้วยลักษณะทางเผ่าพันธุ์ทำให้เขามีร่างกายเท่ากับเด็กมนุษย์วัยรุ่นตอนต้นเท่านั้น เขากระชับหอกเหล็กในมือด้วยความชำนาญ แววตาสีเหลืองทองจับจ้องเป้าหมายนิ่งสนิท ผมจ้องเขาค้างไว้จนระบบประมวลผล 'Vector การเคลื่อนที่' ของหอกเสร็จสมบูรณ์ พี่ใหญ่คนนี้คือกระดูกสันหลังของกลุ่มในการล่าจริงๆ
ใกล้ๆ กันนั้น ลูน่า กำลังฝึกก้าวเท้าสลับกับจดบันทึกสมุนไพรในมือ หูยาวๆ ของเธอขยับไปมาตามเสียงลม ขณะที่ ริน กำลังโชว์ความว่องไวปานสายฟ้าในการหลบหลีกคมดาบฝึกหัด รินฉลาดแกมโกงพอที่จะใช้แรงเหวี่ยงของคู่ต่อสู้มาเสริมความเร็วให้ตัวเอง ซึ่งข้อมูล 'Kinetic Redirection' ของเธอนั้นล้ำค่ามากสำหรับการอัปเกรดระบบของผม
สุดท้ายคือฝาแฝดเผ่าหมา ไมล่า (แฝดพี่ หญิง อายุ 13 ปี) และ ไมโล (แฝดน้อง ชาย อายุ 13 ปี) ทั้งคู่เคลื่อนที่สอดประสานกันพร้อมยิงธนูเข้าเป้าอย่างสมบูรณ์แบบ ไมล่าคอยใช้สายตาช่างสังเกตวิเคราะห์สถานการณ์รอบข้าง ส่วนไมโลที่ประสานััไวคอยระวังหลังให้พี่สาว ระบบสแกนของผมแสดงเส้นเชื่อมโยง (Sync Line) ระหว่างทั้งคู่ที่เข้มข้นจนเกือบจะเป็หนึ่งเดียว
[Anatomical Scanner: All Targets Analyzed 100%...]
[Calculated Synergy Data: Success]
ความร้อนในสมองของผมพุ่งสูงขึ้นจน UI สีเขียวเริ่มกะพริบเป็สีแดงจางๆ แต่ในวินาทีที่ผมเหวี่ยงดาบสั้นขนานพื้นเป็ครั้งที่ 100 พลังงานที่ถูกบีบอัดมาตลอด่เช้าก็ะเิออกในมโนสำนึก!
[Level Up Progress: 100%... Complete]
[Anatomical Scanner: Level Up! >> Lv.2]
[Unlocked Feature: Muscle & Motion Analysis]
เปรี้ยง! โลกในสายตาของผมพลันเปลี่ยนไป เลเยอร์ข้อมูลที่เคยเป็เพียงตัวเลข ตอนนี้ปรากฏเป็เส้นใยมวลกล้ามเนื้อที่บิดเร้าอยู่ใต้ิัของเพื่อนๆ ทั้ง 7 คน ผมมองเห็นจุดที่แรงกระทำสูงสุด (Stress Point) และจุดที่มวลมานา Fusion ไหลติดขัดราวกับเห็นแผนที่การจราจร
‘มองเห็นแล้ว... อัลกอริทึมการเคลื่อนที่ที่สมบูรณ์แบบ’
ผมก้มมองร่างกายเด็ก 5 ขวบของตัวเอง ระบบแจ้งเตือนว่ามุมศอกของผมกางออกมากเกินไป 3.5 องศา และจุดศูนย์ถ่วงเอียงไปทางซ้าย 0.8 มิลลิเมตร
‘ปรับมุมศอก... ดึงมวลมานาเข้าสู่โครงสร้างเกล็ดัส่วนไหล่ลงสู่กล้ามเนื้อ Latissimus Dorsi... ล็อกข้อต่อให้เป็จุดหมุนเดียว...’
ผมปรับท่วงท่าตามที่ระบบคำนวณในเสี้ยววินาที ความหนักอึ้งของดาบเหล็กมลายหายไปจนสิ้น ผมรวบรวมพลังงานที่บีบอัดจนหนาแน่นไว้ที่จุดปะทะเพียงจุดเดียวตามทฤษฎีการรวมแรง (Force Aggregation) แล้วเหวี่ยงดาบออกไปในท่าฟันแนวขวางที่รีดเร้นประสิทธิภาพของร่างกายนี้ออกมาถึงขีดสุด!
วินาทีที่ระบบแจ้งเตือนการอัปเลเวลเสร็จสิ้น โลกสีเขียวมรกตในสายตาของผมก็พลันขยายขีดจำกัด ข้อมูลมวลกล้ามเนื้อของเพื่อนทั้ง 7 คนที่ผมเพิ่งสแกนค้างไว้คนละ 10 วินาทีถูกนำมาประมวลผลซ้อนทับกันจนกลายเป็ฐานข้อมูล "กลศาสตร์สรีระ" ที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เด็ก 5 ขวบจะได้
ผมเห็น ร็อค ที่พยายามใช้ Hardening ก็มีจุดบกพร่องที่หัวไหล่ซึ่งทำให้พลังงานรั่วไหลออกไปเสียเปล่า
‘เอาล่ะ... ถึงคราวประยุกต์ใช้ผลการวิจัย’
ผมก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ไม่ใช่การก้าวแบบนักรบที่ใช้สัญชาตญาณ แต่เป็การวางพิกัดเท้าที่ทำมุม 45 องศากับพื้นโลกเพื่อรับแรงปฏิกิริยา (Normal Force) ให้มั่นคงที่สุด ผมดึงมานาที่ควบแน่นเป็เกล็ดัจากส่วนไหล่ ให้ไหลรินลงไปล็อกข้อศอกและข้อมือจนกลายเป็โครงสร้างที่แข็งเกร็งราวกับคานเหล็กกล้า
ผมไม่ได้เหวี่ยงดาบด้วย "แรงแขน" แบบที่เด็กทั่วไปทำ แต่ผมใช้การบิดสะโพกเพื่อส่งแรงจากพื้นดินผ่านแกนกลางลำตัว สร้างเป็ แรงบิดมหาศาล (Torque) ที่เชื่อมโยงมวลรวมของร่างกายเข้ากับใบดาบสั้น 50 เิเในมือ
วืดดดดดด!—เปรี้ยง!
เสียงอากาศถูกฉีกกระชากดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ใบดาบที่นิ่งสนิทตัดผ่านชั้นบรรยากาศด้วยความเร็วคงที่จนเกิดคลื่นกระแทก (Shockwave) จางๆ พุ่งเฉี่ยวหน้า โวล์ฟ ไปเพียงไม่กี่นิ้ว จนหูหมาป่าของพี่ใหญ่ที่พึ่งพาได้ที่สุดถึงกับตั้งชันและสั่นระริกด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่าที่ััได้ถึงอันตรายระดับถึงชีวิต แรงลมที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงพอที่จะทำให้ยอดหญ้าในรัศมี 2 เมตรลู่ไปตามทิศทางใบดาบ ดาบสั้นที่ควรจะหนักอึ้งเกินกำลังเด็ก 5 ขวบ กลับถูกผมหยุดลงนิ่งสนิทที่กลางอากาศโดยไม่มีอาการสั่นแม้แต่มิลลิเมตรเดียว
“....!!”
ลานฝึกทั้งลานตกอยู่ในความเงียบงัดราวกับถูกหยุดเวลา จอร์จ ที่กำลังอ้าปากวางตัวเป็ผู้นำสั่งการถึงกับหยุดกึกจนลืมหุบปาก ริน และ ลูน่า ต่างชะงักท่วงท่าการเคลื่อนไหวแล้วจ้องมองมาที่ผมเป็ตาเดียว แม้แต่ฝาแฝด ไมโล-ไมล่า ที่ปกติจะช่างสังเกตและประสาทััไว ยังยืนตัวแข็งทื่อราวกับเห็นผีหลอกกลางวัน
“บ้าน่า...” เสียงอุทานแ่เบาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงหลุดออกมาจากปากของเซน
พ่อของผม... อดีตนักผจญภัย Rank A ยืนนิ่งอึ้งเป็รูปปั้น สายตาของเขามองออกทันทีว่าท่วงท่าเมื่อครู่คือ 'การฟันที่ถูกต้อง'—มันคือการจัดระเบียบโครงสร้างร่างกายที่ต้องผ่านการเคี่ยวกรำนับหมื่นครั้งถึงจะทำได้นิ่งและรุนแรงขนาดนี้ พ่อขยี้ตาตัวเองพลางขมวดคิ้วแน่น หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความสับสน
ในใจของเซนไม่ได้คิดว่าลูกชายคืออัจฉริยะที่เข้าใจกฎของโลก แต่เขากำลังคิดว่า... 'เป็ไปไม่ได้ ไคเพิ่งจะหัดจับดาบจริงจังวันนี้วันที่2เอง หรือว่า... เมื่อกี้มันจะเป็แค่ความบังเอิญที่ท่าทางมันประจวบเหมาะพอดี? ใช่... ต้องเป็ความบังเอิญแน่ๆ เด็ก 5 ขวบจะไปเข้าใจเื่การส่งแรงเหวี่ยงดาบได้ยังไง'
ถึงจะปลอบใจตัวเองแบบนั้น แต่ภาพของใบดาบที่หยุดนิ่งสนิทและรอยแยกของยอดหญ้าบนพื้น กลับทำให้สัญชาตญาณนักรบของพ่อเริ่มสั่นคลอนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ทว่า... ความสำเร็จนั้นกลับแลกมาด้วยราคาที่แสนแพง
[Warning: Mental Overload detected]
[Status: Excessive Heat in Neural Network | System Shutdown Imminent]
สมองของผมร้อนจี๋ราวกับถูกเหล็กเผาไฟทิ่มแทง อาการปวดหัวรุนแรงแล่นเข้าสู่ขมับจนภาพตรงหน้าเริ่มบิดเบี้ยวเป็สีเื เลเยอร์ข้อมูลสีเขียวมรกตเริ่มแตกร้าวและกะพริบถี่ๆ ร่างกายเด็ก 5 ขวบของผมสั่นเทาอย่างรุนแรงเพราะสมองประมวลผลข้อมูลเกินกว่าที่เส้นประสาทจะรับไหว
ผมเซไปข้างหน้าเล็กน้อย ขาที่สั่นเทาพยายามพยุงร่างไว้ก่อนจะปล่อยดาบสั้นลงบนพื้นหญ้าดัง ตึ่ก!
สิ้นคำประกาศนั้น กฎ 30% Sleep Rule ก็เข้าทำงานอย่างไร้ความปรานี ระบบประมวลผลสั่งการให้ร่างกายเข้าสู่โหมดพักฟื้นลึก (Emergency Shutdown) เพื่อป้องกันความเสียหายถาวรของสมอง
สติของผมดับวูบลงทันทีราวกับปลั๊กไฟถูกกระชากออก ร่างเล็กๆ ของผมล้มพับลงกลางลานฝึก ท่ามกลางเสียงะโเรียกชื่อ "ไค!" ด้วยความใสุดขีดของพ่อเซน แม่มาเรีย และเสียงร้องไห้จ้าของนีน่าน้อยที่ใเห็นพี่ชายล้มลงไป
ความเงียบงันกลับเข้าปกคลุมลานฝึกอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงรอยแยกของยอดหญ้าที่ถูกแรงลมดาบพัดผ่าน และความหวาดหวั่นที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของทุกคน... เกี่ยวกับความลับที่ซ่อนอยู่ในตัวของเด็กชายที่ชื่อ ‘ไค’