ภายหลังายุทธหัตถี ชื่อเสียงสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็ที่เลื่องลือเกรียงไกร กรุงอโยธยาศรีรามเทพ กลายเป็มหาอำนาจในพื้นที่สุวรรณภูมิ อำนาจทั้งทางบกและทางทะเล เป็จุดศูนย์กลางแห่งอารยธรรมของดินแดนแถบนี้ และยังดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี ในฐานะเมืองท่าที่อุดมสมบูรณ์ ยามนี้อโยธยาคับคั่งไปด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ต่างเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายกันไม่ขาดสาย
เรือสัญชาติต่างๆ แล่นสัญจรไปมาขวักไขว่ เมืองท่าแห่งนี้จึงดูลานตาเต็มไปด้วยเรือชนิดต่างๆมากมายรวมทั้งเรือนแพ ถัดไปไม่ไกลจากท่าจอดเรือ เป็ตลาดน้ำที่จอแจเต็มไปด้วยร้านรวงและผู้คน มีสินค้าหลายหลากชนิดให้เลือกซื้อหาจับจ่าย
ขุนชัย กำแหงฤทธิ์ ก็เป็ผู้หนึ่งที่ออกมาเดินเที่ยวชมตลาด ระหว่างรอคอยคู่หูที่ออกไปหาม้าทรง เนื่องจากหลายชั่วยามที่ผ่านมานี้ ทั้งคู่เริ่มสนทนากันไม่รู้เื่ ล่าสุดอัจฉริยเทพบุตรที่กลายรูปเป็ดวงแก้วกลมใสบอกว่า เขาต้องใช้พลังมากมายมหาศาลในการเปล่งเสียงสนทนาครั้งหนึ่ง รวมถึงการบอกใบ้แสดงกายทิพย์ให้เห็นในร่างโปร่งแสง ยิ่งใช้พลังยิ่งลดน้อยลง ดังนั้นอัจฉริยเทพบุตรจึงคิดเปลี่ยนวิธีสื่อสารใหม่ โดยการออกไปตระเวนหาม้าทรงที่เหมาะสมมาสักคน เพื่อใช้เป็ร่างสิงสู่สื่อสารในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ให้ลุล่วง
อัจฉริยเทพบุตรออกไปั้แ่เช้าตรู่แล้วยังไม่กลับมา ขุนชัยนอนรอคู่หูอยู่บ้านเฉย ๆ ก็เบื่อ จึงออกมาเที่ยวชมตลาดลำพังผู้เดียวเพื่อฆ่าเวลา แต่แล้วระหว่างทาง เมื่อเขาต้องคอยตอบคำถามบ่าวไพร่ และคนรู้จักหลายคนที่เอ่ยปากทักทายพูดคุย ซึ่งมันยากที่เขาต้องสนทนาด้วย เพราะเขาลืมเื่ราวของตนเองในชาติภพนี้ไปหมดสิ้นแล้ว ดังนั้น ขุนชัยจึงหลีกเลี่ยงการสนทนากับคนรู้จักเหล่านี้ ด้วยการหลบหลังต้นไม้ แล้วกดปลายจมูกตนเองจำแลงกายเป็ เท่ง ทิงนองนอย... ชูแว๊บ!
เท่ง ชายหนุ่มผิวคล้ำ ใบหน้ากรุ้มกริ่ม จมูกโต ท่าทีกะหล่อนขี้เล่น นุ่งโจงกระเบนมีผ้าขาวม้าคล้องคอ ชะโงกหน้าออกจากหลังต้นไม้ แล้วสาวเท้ามุ่งหน้าต่อไปที่ตลาด ไม่นานนัก เท่งก็มาถึงตลาดน้ำ เขาเดินเตร่เที่ยวเล่นเลือกชมสินค้าอย่างเพลิดเพลิน เดินชมสินค้าในตลาดมาเรื่อย แล้วมาสะดุดตากับร้านขายหน้ากากร้านหนึ่ง ร้านนี้มีคนมากมายมุงดูแ่า เท่งจึงเบียดกายเข้าไปชมดูบ้างด้วยความสนใจ
ในที่ไม่ไกลจากร้านขายหน้ากากที่เท่งยืนอยู่ ที่นั่นเป็เวทีมวยคาดเชือกสมัครเล่น บนเวทียืนอยู่ด้วยนักชกชาวตะวันตกตัวใหญ่โตราวั์ปักหลั่นผู้หนึ่ง ยืนข่มขวัญท้าทายกวักมือเรียกนักชกชาวไทย และเทศอย่างไม่กลัวเกรง
“เฮ้ย! หน้าไหนก็ได้ ใครก็ได้ขึ้นมาชกกับข้าบนเวที”
ชายร่างั์ศีรษะโล้น ไว้หนวดเคราเฟิ้ม ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้าม ในชุดนักมวยบ้าพลัง ยืนกวักมือเรียกด้วยสำเนียงภาษาไทยที่ฟังแปร่งหู ร้องะโท้าทายผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้วยความฮึกเหิม หลังคว่ำคู่ชกคนล่าสุดลงไปนอนนับดาวอยู่กลางเวทีได้อย่างง่ายดาย
รอบข้างเวทียืนรายล้อมเต็มไปด้วยนักพนัน แต่ทว่าไม่มีใครหน้าไหนกล้าขึ้นไปต่อกรกับมันบนเวที หนุ่มขี้ก้างสิงห์พนันผู้หนึ่งคิดในใจ
‘บ้าเหรอ! ใครจะโง่ขึ้นไปให้มึงจับหักกระดูกจิ้มน้ำพริกว่ะ ไอ้ั์’
นักชกร่างั์จอมพลัง ร้องะโท้าทายอยู่หลายนาที ยังคงไม่มีใครหน้าไหนหาญกล้าขึ้นมาต่อกรกับมัน ทำให้มันยิ่งเดือดดาล ถ่มน้ำลาย ร้องด่า ท้าทายด้วยลีลายียวนกวนประสาทยิ่งขึ้น เพื่อเร่งเร้าคู่ชกหน้าใหม่ขึ้นมาดวลกับมันบนเวที
เท่งหลังจากชมดูสินค้าที่ร้านขายหน้ากากอยู่พัก ก็เดินเตร่ผ่านมาแถวนี้ ได้ยินเสียงกู่ะโเรียกอย่างเสียมารยาท
“เฮ้ย! ไอ้จมูกโต” ชายร่างั์ชี้นิ้วส่งเสียงคำราม
เท่ง เดินเตร่มาข้างเวทีด้วยความไม่แน่ใจว่ามันเรียกใคร แล้วยกนิ้วชี้ขึ้น หันชี้มาที่ใบหน้ากรุ้มกริ่มของตัวเอง พร้อมเอ่ยถาม
“ข้าเหรอ”
“เออ! สิว่ะ เอ็งนั่นแหละ จะเป็ใคร ไอ้จมูกโต แน่จริงก็ขึ้นมาสู้กับข้าบนเวที” ชายร่างั์ยืนกวักมือเรียกท้าทายด้วยแววตาเหยียดหยาม
เท่งไม่อยากยุ่งด้วย เขาจึงโบกมือปฏิเสธ แล้วเดินหลีกไป ทันใดนั้น ลูกะุเข็มทิศทองคำในกระเป๋าสี่มิติ พลันดีดตัวเด้งดึ๋งดั๋งขึ้นลงไปมาได้เองราวกับติดสปริง เท่งรู้ได้ทันทีว่าลูกะุเข็มทิศ้าสื่ออะไร เท่งจึงหยุดชะงักเท้า แล้วเดินถอยหลังกลับมาที่ข้างเวที
“เดี๋ยว! ข้าเปลี่ยนใจแล้ว” เท่งแม้กล่าวด้วยเสียงจริงจัง แต่ใบหน้ายังดูกรุ้มกริ่มขี้เล่น พลางหันหน้าแหงนมองขึ้นไปบอกกับชายร่างั์ ซึ่งยืนจ้องเขาอยู่บนเวทีด้วยแววตาเป็ประกาย ราวกับเด็กน้อยพบของเล่นถูกใจ
“ตกลงข้าจะสู้กับเอ็ง!” เท่งกล่าวเสียงเฉียบ
ทันใดนั้น ทั้งเสียงเฮและเสียงเป่าปาก พร้อมคำดูถูกเย้ยหยัน
ก็ดังขึ้นเกรียวกราวรอบข้างเวที บางคนบ่นพำให้ได้ยินอย่างไม่เกรงใจว่า
“ไอ้หมอนี่ ถ้าจะสติแตกไปแล้วแน่ๆ”
บ้างคิดในใจ ‘เอ็งไม่รอดแน่ไอ้หนุ่มจมูกโต’ บางคนก็บอก “อยู่ดีไม่ว่าดี รนหาที่ตายแท้ ๆ ไอ้ไก่อ่อนเอ้ย!” ตอนนี้รอบข้างเวทีเซ็งแซ่อึงอลไปด้วยเสียงต่อรองราคาเดิมพัน ซึ่งฝ่ายนักชกร่างั์จอมพลังเป็ต่อไปถึงยี่สิบต่อหนึ่ง ก็ยังแทบจะหาคนจับรองไม่ได้
แต่ทว่าเท่ง กลับทำเป็ทองไม่รู้ร้อน เขาฉวยผ้าขาวม้าจากคอมามัดที่เอวเตรียมพร้อม เมื่อพี่เลี้ยงอาสาเข้ามาช่วยกันพันเชือกคาดมือให้เสร็จสรรพแล้ว เท่งก็โหนเชือกถีบตัวขึ้นไปยืนจังก้าอยู่บนเวที เหมือนคนเ็าไร้ความรู้สึก ราวกับหนูไม่กลัวราชสีห์ แววตาไม่ปรากฏความตื่นกลัวออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย กลับออกจะดูมั่นอกมั่นใจตัวเองเกินไปด้วยซ้ำ
ท่ามกลางสายตานับร้อยของสิงห์พนัน ทุกคนต่างทึ่งกึ่งดูถูก บางคนอ้าปากตาค้าง บางคนอดไม่ได้ที่จะบ่นพำถึงความบ้าระห่ำของมัน ‘ไอ้นี่ มันไปกินดีเสือที่ไหนมาฟ่ะ!’ นักพนันหลายคนเฝ้าจับตาลุ้นว่า เขาจะน็อกยกแรกเลยไหม
จตัวเองเสียด้วยมาช่วยกันพันวรรค
เป้ง!
เสียงระฆังดังขึ้น นักชกร่างั์ไม่รอช้า ชกกำปั้นทั้งสองเข้าหากัน พร้อมแสยะยิ้มเห็นฟันเลี่ยมทองซี่หน้าเปล่งประกาย มันผละออกจากมุมเวที เดินปรี่ตรงมาที่เท่งทันทีด้วยความลิงโลด ราวเด็กน้อยแสนซนได้ของเล่นชิ้นใหม่ถูกใจ
เท่งยกกำปั้นขึ้นตั้งกราดเตรียมพร้อมจดมวยสู้ศึก ขณะเ้าั์โถมต่อยหมัดเข้าใส่ เท่งถลันหลบวูบได้อย่างคล่องแคล่ว พลางเต้นฉากหลบวนไปด้านข้าง เ้าั์บ้าพลังจึงต่อยหมัดตามมาอีกชุด
เท่งฉากหลบซ้ายหลบขวา ว่องไววูบวาบราวกับรู้ล่วงหน้า คล้ายเดาทางมวยได้ถูกว่า คู่ชกจะออกอาวัยวุธมาทิศทางใด ใช้ลูกไม้ แม่ไม้ท่าไหน เ้าั์นี่เป็มวยต่อย พลางใช้หมัดปัดป้องได้อย่างว่องไวในท่าปัดแมลงวัน ยิ่งหลบหมัดได้ เ้าั์ก็ยิ่งเร่งต่อยรัวหมัดเข้าใส่เป็ชุดไม่ยั้ง แต่เ้าั์ก็ทำได้เพียงจั่วลม ถากไปถากมา ชายหนุ่มจมูกโตท่าร่างพลิ้วไหวดุจสายลม ทั้งฉากหลบ ทั้งปัดป้องได้อย่างแคล่วคล่อง พร้อมเต้นวนเวียนไปรอบข้าง เพื่อสำรวจหาจุดอ่อนของเ้าั์
“โฮ้!”
สิงห์พนันหลายคนที่ยืนเชียร์อยู่ข้างเวทีถึงกับหลุดปากอุทาน นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะได้ชมศึกยอดมวยไทย บางคนที่จับรองไว้ถึงกับตาค้างไม่กล้ากะพริบตา รู้สึกมีลุ้นเป็ต่อขึ้นมาทันที เมื่อเห็นเชิงมวยที่ไม่ธรรมดาของไอ้หนุ่มกะล่อนจมูกโตผู้นี้
นักชกร่างั์รัวต่อยติดต่อกันเป็ชุดราวเจ็บสิบหมัด เืลมสูบฉีด เครื่องติดส่งเสียงคำรามข่มขวัญปานเสียงฟ้าร้อง พร้อมชกหมัดต่อเนื่องออกมาเป็ชุด ไม่มีสะดุด ไม่มีติดขัด ทว่ายังอดแปลกใจมิได้ เพราะไม่สามารถต่อยถูกไอ้หนุ่มจมูกโตผู้นี้ได้เลย แม้เพียงหมัดเดียว
เป้ง! ระฆังหมดยกดังขึ้น
แต่เ้าั์ไม่ยอดหยุด มันยังตามราวีปรี่มาทางด้านหลังเท่งด้วยความข้องใจ กรรมการร่างเล็กจึงปราดเข้ามาห้ามทัพ แต่เ้าั์ไม่สน มันโบกไม้โบกมือเถียงกรรมการ แล้วผลักกรรมการเซถลาไปติดเชือก จากนั้นเดินปรี่ตามมาที่คู่ชก พร้อมชกหมัดชุดพุ่งตรงเข้าใส่ทางเื้ั
เท่ง แม้เดินหันหลังเข้ามุมเวที แต่ด้วยสัญชาตญาณอันคมกริบ ยังคงฉากหลบพายุหมัดวูบวาบๆได้อย่างเฉียดฉิว ราวกับมีตาหลังคอยเป็ยามระแวดระวังภัย บันดาลให้เ้าั์จั่วลมไปอีกด้วยความเดือดดาล มันฉุนกึกที่ตัวเองไม่สามารถเล่นงานคู่ชกได้แม้กระทั่งทีเผลอด้านหลัง
ขณะที่ เท่ง พลิ้วหลบวูบวาบได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยความรวดเร็วของท่วงท่าบันดาลให้สายตาของกองเชียร์เห็นเพียงเงาวูบวาบสายหนึ่ง กำลังหลบหลีกหมัดชุดไปมาอยู่บนเวทีได้อย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อสิ้นสุดพายุหมัดที่ไร้พิษสง เท่งหันหน้ากลับเข้าเผชิญ ทันใดนั้น เท่งเกิดปิ๊งแวบ! ในหัว คิดแม่ไม้ท่าพิฆาตเ้าั์ขึ้นมาได้ ราวกับมีหัตถ์แห่งโพธิสัตว์จับความคิดยัดใส่หัว
ขณะเ้าั์ยังคงรุกไล่ ส่งเสียงตวาดก้อง พลางต่อยหมัดตรงมาที่ใบหน้า เท่งเปิดหมัดที่ชกเข้ามา พร้อมทิ่มหมัดสวนเข้าที่เบ้าตาเ้าั์ในท่า
ดับชวาลา
รวดเร็ว แม่นยำ หนักหน่วง ทำเอาเ้าั์ถึงกับหน้าสั่น น้ำตาทะเล็ด เ็ปรวดร้าวไปทั่วเบ้าตา พลันตะเกียงหน้าถูกดับวูบไปแล้วดวงหนึ่ง เบ้าตาบวมเป่งมีเืออกซิบมองอะไรไม่เห็น แต่นักชกบ้าพลังอย่างมัน ไหนเลยจะยอมหยุดลงง่ายดาย มันยังคงเดินหน้าต่อราวเครื่องจักรสังหารตาเดียว ไล่กระทุ้งหมัดเข้าใส่คู่ปรับด้วยความกระหายชัยชนะ เท่งเอี้ยวตัวฉากหลบ เต้นคุมเชิงวนไปรอบข้าง
ยามนี้ ทั้งคู่ไม่ฟังเสียงระฆังหมดยกกันแล้ว กรรมการก็ไม่กล้าเข้ามาห้ามปรามกลัวโดนลูกหลง จึงปล่อยเลยตามเลย เ้าั์แม้เหลือดวงตาข้างเดียว แต่นั่นกลับยิ่งกระพือโหมให้มันดาลเดือด ตามรุกไล่ไม่หยุด มันเป็นักชกประเภทยิ่งเจ็บยิ่งโกรธ ยิ่งต้องะเิอารมณ์ มันกระทืบเท้าขึงขังลงพื้นเวทีด้วยความฉุนเฉียว
‘แปลกใจนักไอ้กะล่อนผู้นี้ เหตุใดเชิงมวยของมันถึงร้ายกาจนัก’
เ้าั์ฉุกคิดในใจ พลางเดินปรี่ไล่กวดตามติดต่อยหมัดออกไปอีกชุด
แต่ต้องถูกหมัดสวนกลับสอยดับตะเกียงไปอีกดวง คราวนี้เ้าั์ไม่ต่างชายตาบอด คลำทางเปะปะ แต่ก็ยังไม่หยุดที่จะเอาชนะ มันยังคงเดินไล่คว้าชัยในโลกมืด ชกต่อยอากาศเปะปะ เพราะตาพร่ามัวมองเห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ภาพเบื้องหน้ายามนี้ดูครุมเครือเลือนราง
เท่ง ยังเต้นฉากหลบวนเวียนไปมาด้วยความปลอดโปร่ง ราวผีเสื้อบินชมสวนพฤกษา ความกดดันกลับตกไปอยู่ที่เ้าั์ เมื่อเห็นว่าชกไม่ชนะ มันจึงเปลี่ยนกระบวนท่ามาเป็ ก้มหัวขวิด วิ่งพุ่งเข้าชนเหมือนวัวกระทิงดับเครื่องชน ร่างใหญ่ั์พุ่งเข้ามาอย่างเร่งร้อนรุนแรง ราวลูกะุปืนใหญ่พุ่งสู่เป้าหมายรางเลือนเบื้องหน้า เท่งถลันหลบวูบ เ้าั์เบรกแตกหยุดไม่ทันวิ่งพุ่งเลยเชือกตกลงไปด้านล่างเวที กองเชียร์ด้านข้างเวทีแตกฮือหลบลู่เป็ทาง โต๊ะเก้าอี้ล้มพังไปเป็แถบ
เ้าั์ล้มแล้วพลันดีดกายผึงลุกขึ้นมาได้ราวกับติดสปริง คราวนี้มันเห็นใครอยู่ใกล้ก็ฟาดหมัดเข้าใส่ไม่ยั้ง เพราะตอนนี้ดวงตาใช้การไม่ได้ แยกแยะไม่ออกว่าใครเป็ใคร พวกสิงห์พนันวงแตกลุกฮือ วิ่งหนีเ้าั์หมัดคลั่งกันจ้าละหวั่น
เท่งยืนเกาะเชือกชมดูอยู่บนเวทีอย่างใจเย็น ใจจริงนั้น เขากะว่าจะพอแค่นี้แล้ว แต่เห็นเ้าั์ยังบ้าระห่ำไม่หยุด จึงคิดช่วยให้มันได้หยุดสงบสติอารมณ์สักพัก ไอ้หนุ่มจมูกโตผู้เยี่ยมยุทธ์ จึงพลิ้วกายลงจากเวทีย่างสามขุมตรงมาที่เ้าั์ ขณะที่มันใช้เท้าเหวี่ยงเตะออกมาเบื้องหน้า เท่งจึงกระโจนเข้าใส่ พร้อมใช้มือข้างหนึ่งหยุดแรงเตะ แล้วอาศัยแรงเตะเป็แรงส่งตัวเหินขึ้นไปลอยตัวอยู่ในอากาศ ยกมือขึ้นสับลงที่ศีรษะเ้าั์ในท่า รามสูรขว้างขวาน
โช๊ะ!
พริบตานั้น เ้าั์เห็นดาวขึ้นยิบระยับเต็มไปหมด ร่างใหญ่ั์ส่ายโงนเงนสลบเหมือดกลางอากาศ ทิ้งร่างร่วงผล็อยหลับใหลขาดสติ นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงอยู่ตรงนั้น
เสียงกองเชียร์เกรียวกราวดังกระหึ่มกึกก้องด้วยความสะใจ มาพร้อมกับถุงเงินรางวัลก้อนใหญ่ยื่นส่งมาให้เท่งตรงหน้า
“ฝีมือเยี่ยมมากน้องชาย นี่เป็รางวัลเล็กน้อยสำหรับผู้ชนะ...”
ขุนนางสยามวัยกลางคนผู้หนึ่ง รูปร่างหน้าตาองอาจงามสง่า กล่าวชมเชยพร้อมยื่นถุงเงินรางวัลมาให้
เท่งกล่าวขอบคุณพร้อมรับถุงเงินรางวัลนั้นมา ได้ยินขุนนางวัยกลางคนผู้นี้กล่าวบอก
“น้องชาย อีกสองวันนับจากนี้ ที่บ้านฝรั่งแม่นปืนมีการจัดงานฉลองวันเกิดนายอำเภอโปรตุเกส ตอนสายมีการจัดงานแข่งขันชกมวยคาดเชือก เวทีใหญ่กว่านี้มาก แลข้าคิดว่าคนมีฝีมือเยี่ยงเอ็งควรไปที่นั่น”
“ไม่ดีกว่าขอรับ น้า” เท่งสั่นหน้าปฏิเสธ พลางกล่าวต่อ “ข้าไม่อยากชกเพื่อแข่งขันกับใคร”
ทันใดนั้น ลูกะุเข็มทิศทองคำในกระเป๋าสี่มิติเกิดเด้งดึ๋งดั๋งได้เองอีกครา เท่งรู้ได้ทันทีว่าหมายถึงอะไร เขาจึงเปลี่ยนใจบอก
“เดี๋ยว! ตกลงน้า ข้าจะไปที่นั่น”
“ต้องงั้นซิ! ข้าชื่อ เสมา หรือ ขุนแสนศึกพ่าย[1]”
“ไม่ พ่อ ไม่ใช่ฮะ!” จู่ ๆ แจ็คก็พูดขัดพ่อขึ้นมาซ่ะงั้น
ขณะที่หนูน้อยนอนฟังพ่อเล่าเื่มาด้วยความเพลิดเพลินอยู่บนเตียงในห้องนอนของตน พร้อมจินตนาการภาพตัวละครที่เขากับพ่อร่วมกันแต่งขึ้นใหม่ แต่ฟังพ่อเล่ามาถึงตรงนี้ แจ็คกลับผุดลุกขึ้นแล้วบอกพ่อว่า
“ไม่ใช่ลุงเสมาหรือขุนแสนศึกพ่าย แต่เป็ซามูไรคนญี่ปุ่น ผมเห็นแบบนี้ในหัวจริงๆ ฮะพ่อ”
“ซามูไร คนญี่ปุ่น” อานนท์ผู้เป็พ่อเลิกคิ้วทวนคำอย่างไม่แน่ใจ
“ใช่ฮะ คนญี่ปุ่นแต่งชุดซามูไรสีขาว ผมได้ยินชื่อด้วย เขาชื่อ ยามาดะ ทากาชิ และซามูไรผู้นี้ปลอมตัวมา ที่จริงแล้ว เขาเป็เ้าเมืองอยู่ที่นครศรีธรรมราชด้วยฮะ”
“เป็ไปไม่ได้ นี่ลูกจะให้คนต่างชาติมาเป็เ้าเมือง ปกครองพวกเรางั้นรึ ไม่มีทาง พ่อคนหนึ่งล่ะที่ไม่ยอม”
“โธ่!พ่อ มันแค่นิยาย และพ่อก็เขียนเองไม่ใช่หรือฮะ”
“ถึงเป็นิยาย ยังไงพ่อก็จะไม่แต่งให้คนต่างชาติมาเป็เ้าเมือง”
“โธ่! พ่อเชื่อผมสิ ผมเห็นแบบนี้ในหัว เื่นี้มันมีอะไรบางอย่างอยู่ในนั้นจริง ๆฮะ”
สองพ่อลูกเกิดเสียงแตก เถียงกันไปมาหาข้อยุติไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ฝ่ายลูกยืนยันเสียงแข็งบอก ให้คนญี่ปุ่นมาเป็ตัวละครตัวนี้ ส่วนพ่อไม่ยอม ยังไงเขาก็จะไม่เขียนให้คนต่างชาติมาปกครองบ้านเมือง เถียงกันไปเถียงกันมา
แจ็คจึงฉวยผ้าห่มคลุมโปงเงียบเสียง ไม่อยากคุยด้วยแล้ว ส่วนพ่อเลยลุกออกจากห้องนอนลูกไปด้วยความหัวเสีย บทนิยายจึงค้างเติ่งอยู่แค่นี้ ไปต่อไม่ได้
ขณะที่อานนท์ผู้เป็พ่อหัวเสีย พลางชำเลืองมองประตูห้องลูกชายแวบหนึ่ง เห็นว่าทางสะดวกแจ็คไม่ได้เปิดประตูตามมา เขาจึงเดินปรี่ไปที่รถเต่าคันเขียวจอดอยู่หน้าบ้าน จากนั้นเปิดเก๊ะหน้ารถออก หยิบขวดแบนใสภายในบรรจุน้ำสีอำพัน หันมองซ้ายขวาอีกครั้ง แล้วยกขวดแบนขึ้นกระดกย้อมใจแก้เครียดไปหลายอึก พอเริ่มกรึ่มได้ที่ อานนท์ปิดฝาขวดแบนนั้นเก็บใส่ถุงกระดาษสีน้ำตาลซ่อนไว้ที่เดิม เสร็จแล้วฉีดสเปรย์น้ำยาดับกลิ่นปากกลบเกลื่อน พลางพึมพำกับตนเอง
“เฮ้อ! ค่อยดีขึ้นหน่อย”
สามวันผ่านไป ใต้ชายคาบ้านนิยายของสองพ่อลูกนักเขียน ภายในห้องรับแขก อานนท์นั่งเอกเขนกจิบกาแฟอยู่บนโซฟาด้วยความลังเล ชักไม่แน่ใจว่าจะเอายังไงกับนิยายเื่นี้ จะไปต่อหรือพอแค่นี้ พลางฉวยมือถือคลิกเปิดแอพนิยายออนไลน์ขึ้นมาเช็คดูปรากฏว่า ใต้บทนิยายเื่ล่าสุดที่เขาโพสต์ไว้ ตอนนี้มีข้อความปรากฏอยู่ เขาจึงรีบคลิกเปิดอ่านทันทีด้วยความอยากรู้ ในข้อความเขียนว่า
“เขียนไปตามคำที่แจ็คบอก มันมีอะไรบางอย่างอยู่ในนิยายเื่นี้จริง ๆคุณอาจไม่เชื่อ มีเงินสดวางอยู่ในตู้เสื้อผ้า ถือซ่ะว่าเป็ราคาค่าจ้างเล็กน้อย ในการยอมเขียนตามใจลูกชายสักครั้ง รักนะ จุ๊บ ๆ”
อ่านจบ อานนท์มองรูปโปรไฟล์ของผู้ที่เขียนคอมเม้นท์ ปรากฏว่าไม่มี มีแต่ชื่อว่า นิรนาม พร้อมแชร์ลิงก์ของหมู่บ้านญี่ปุ่นที่อยุธยาแนบมาด้วย
‘เฮ้ย! อะไรว่ะ!’
อานนท์อุทาน ด้วยความเป็คนงมงายเชื่อง่าย เขารีบลุกเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าในห้องนอนของตน แน่นอนว่าเขาไม่ได้เชื่อ เพียงแค่อยากพิสูจน์ความจริง เมื่อมายืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า อานนท์จึงฉวยมือเปิดประตูตู้ออก ทันใดนั้น ปรากฏเงินสดจำนวน 500 บาทวางอยู่จริง ๆ
อานนท์ถึงกับขนหัวลุกซู่ พึมพำกับตนเอง
“ว้าว! ของจริงนี่หว่า ว่าแต่ใครเอาเงินมาให้ฟ่ะ ผีหลอก... เงินงอก!”
อานนท์ตาโต พลางนึกถึงคำพูดของลูกชายสุดที่รัก “มันมีอะไรบางอย่างอยู่ในเื่นี้จริงๆ ฮะ” พร้อมเก็บเงินเข้ากระเป๋าเสื้อ ดวงตาทอประกายตื่นตระหนกลิงโลดระคนกัน ยอมลดทิฐิมานะลงแล้ว เขารีบสาวเท้าเร็วจี๋ดังแทบจะวิ่งเข้ามาในห้องนอนลูกชายด้วยความยินดี แล้วเปิดประตูเข้ามา
“แจ็ค ก็ได้ พ่อยอมแล้ว”
เขาพูดกับลูกชายด้วยน้ำเสียงเปี่ยมสุข แต่ไม่ยอมบอกเื่เงินงอกในตู้เสื้อผ้าให้ลูกชายฟัง
“ลูกพูดถูก คนญี่ปุ่นก็คนญี่ปุ่น มาเถอะ...เรามาแต่งเื่นี้ให้จบกันดีกว่า”
ปรากฏว่าแจ็คกลับคลุมโปงนิ่งเฉย แสร้งทำเป็หูทวนลม ทั้งที่ในใจแอบกระหยิ่มยิ้มย่อง
“ไม่เอาน่า พ่อรู้ว่าลูกยังไม่หลับ เร็ว มาช่วยพ่อหน่อย”
“พ่อต้องขอโทษผมก่อนสิฮะ” แจ็คอมยิ้มบอก ขณะที่นอนคลุมโปงอยู่
“ก็ได้ พ่อขอโทษ ลูกพูดถูก เื่นี้มันมีอะไรบางอย่างอยู่ในนั้นจริง ๆ”
พูดจบอานนท์ลุกขึ้นจากเตียง แล้วเดินดุ่มไปที่ห้องทำงานทันที
แจ็คลุกขึ้นจากเตียง สลัดผ้าห่มออกจากตัว เดินปรี่ตามหลังพ่อไปติดๆ และต่อไปนี้คือเื่ราวที่สองพ่อลูกยอมความกันได้แล้ว บทนิยายจึงได้ไปต่อ โดยสองพ่อลูกคู่นี้ช่วยกันแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนตัวละครใหม่ เป็คนญี่ปุ่นตามจินตนาการที่ แจ็คมองเห็นในหัว
เสียงกองเชียร์ดังกระหึ่มกึกก้อง มาพร้อมกับถุงเงินรางวัลก้อนโต ยื่นส่งให้ตรงหน้าเท่ง พร้อมปรากฏกายขึ้นของชายผู้หนึ่ง สวมชุดซามูไรสีขาววัยกลางคน บุคลิกลักษณะโอ่อ่าภูมิฐาน ที่เอวเหน็บดาบซามูไรมาด้วยสองด้าม ด้ามหนึ่งยาว อีกด้ามหนึ่งสั้น พลางกล่าวชื่นชมอย่างจริงใจ
“ฝีมือเยี่ยมมากน้องชาย อีกสองวันนับจากนี้ ที่บ้านฝรั่งแม่นปืนมีการจัดงานฉลองวันเกิดนายอำเภอโปรตุเกส ตอนสายมีการจัดงานแข่งขันชกมวยคาดเชือก เวทีใหญ่กว่านี้ และคนมีฝีมืออย่างน้องชายควรไปที่นั่น”
ซามูไรกลางคนในชุดสีขาวสะอาดสะอ้าน กล่าวด้วยสำเนียงแปร่งหู เหมือนคนญี่ปุ่นพูดไทย ขณะที่ใบหน้ายิ้มแย้ม ในมือถือพัดกระดาษสีขาวโบกกระพือพัดลมไปมา
“ไม่ดีกว่าขอรับ ท่านซามูไร” เท่งยิ้มพลางสั่นหน้าปฏิเสธบอก แต่ก็รู้สึกคลับคล้ายคลับคลา เหมือนเขาได้พูดประโยคนี้ไปแล้วเมื่อครู่ เพียงแต่ไม่ได้พูดกับซามูไร ‘แล้วพูดกับใครล่ะ ช่างเถอะ!’ เท่งตัดบทดึงสติกลับมาอยู่ในปัจจุบัน มองคู่สนทนาตรงหน้า แล้วกล่าวปฏิเสธว่า
“ข้าไม่อยากชกเพื่อแข่งขันกับใคร”
ทันใดนั้น ลูกะุเข็มทิศทองคำในกระเป๋าสี่มิติเด้งดึ๋งดั๋งได้เองอีกครั้ง เท่งรู้ว่าหมายถึงอะไร จึงรีบเปลี่ยนใจบอก
“เดี๋ยว! ท่านซามูไร ตกลง ข้าจะไปที่นั่น”
“ดี! ต้องงั้นซิ ข้าชื่อยามาดะ ทากาชิ [2] ยินดีที่ไร้รู้จัก และข้าจะรอเ้าอยู่ที่นั่น”
ซามูไรชุดขาวแนะนำตัว พร้อมส่งเทียบเชิญสีแดงมาให้ตรงหน้า
“ข้าชื่อ เท่ง ทิงนองนอย ขอรับ”
บอกพลางยื่นมือรับบัตรเทียบเชิญจากยามาดะ มิตรใหม่ชาวอาทิตย์อุทัยวัยกลางคน ที่ใบเทียบเชิญสีแดงนั้น เท่งเหลือบเห็นวันที่ระบุไว้ชัดเจน
งานฉลองวัดเกิดนายอำเภอโปรตุเกส
6 มี.ค.2136
ภายหลังกล่าวลากันแล้ว เท่งยังคงเดินเตร่ไปในตลาด พบเห็นขอทานผู้หนึ่งน่าสงสาร เท่งจึงฉวยเอาเงินรางวัลบางส่วนหยิบยื่นให้เป็ทาน พอเงยหน้าขึ้นก่อนเดินจากไป เท่งรู้สึกราวกับมีใครบางคนคอยสะกดรอยติดตามเขาอยู่ จึงหันหลังเหลียวกลับไปดู ฉุกคิดในใจ
‘ฤๅจะเป็อัจฉริยเทพบุตรกลับมาแล้ว’
กวาดตาดูกลับไม่เห็นใครเป็ที่สะดุดตา จึงเดินจากไปด้วยความยินดี
สองวันต่อมา เมื่อเสียงไก่ขันเงียบลง แสงเงินแสงทองสาดสว่างอาบไล้ชายคาเรือนไม้ทรงไทยหลังโตโอ่อ่า บ่าวไพร่ชายหญิงต่างลุกขึ้นมาประกอบหน้าที่การงานของตนอย่างพร้อมเพรียง
ภายในห้องนอน ขุนชัยยังคงรอคอยอัจฉริยเทพบุตรอยู่ที่เรือน สองวันมาแล้วที่คู่หูของเขายังคงคว้าน้ำเหลว ไม่สามารถเสาะหาม้าทรงที่ถูกใจได้สักคน ส่วนใหญ่ที่พบแล้วถูกใจเข้ากันได้ เขาก็มีเ้าของจับจองไว้แล้วทุกคน แต่อัจฉริยเทพบุตรยังคงพยายามเสาะหาต่อไปไม่ย่อท้อ เช้านี้ก็เช่นกันเทพบุตรสติเฟื่องในรูปดวงแก้วกลมใสแวววาว ลอยออกจากเรือนไปก่อนไก่โห่เพื่อเสาะหาม้าทรงที่ขันธ์ห้า[3]เข้ากันได้
ส่วนเท่งนั้นทุกครั้งเมื่อกลับมาที่เรือนหลังนี้ เขาต้องกดปลายจมูกตนเองจำแลงกายกลับเป็ ขุนชัย กำแหงฤทธิ์ ก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันมิให้บ่าวไพร่ในเรือนสับสน ขณะที่เช้านี้ ขุนชัย ยังหลับอุตุฝันดีอยู่บนเตียง
ภายนอกหน้าประตูห้อง ไอ้จ้อยบ่าวคนสนิทยืนเคาะประตูเรียกเสียงแจ้วอยู่พัก เห็นว่านายท่านคงไม่ตื่นอย่างแน่ จึงถือวิสาสะผลักประตูเข้าไป แล้วตรงเข้ามาปลุกเ้านาย ตามคำสั่ง
“นายท่าน... นายท่าน... วันนี้มีนัดมิใช่ฤๅ ขอรับ!”
ขุนชัย ได้สติลืมตางัวเงีย นึกขึ้นได้คว้าเทียบเชิญมาดูวันที่ ปรากฏว่า 'ช่! จริงด้วย วันนี้มีนัดกับยามาดะที่หมู่บ้านฝรั่งแม่นปืน'
“ขอบใจมาก จ้อย ที่เตือน”
ขาดคำ ชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาแบบลูกครึ่ง รีบลุกขึ้นทำธุระส่วนตัว อาบน้ำล้างหน้า กินข้าวกินปลา แล้วเข้าห้องแต่งตัว จัดแจงสวมใส่อาภรณ์ทิพย์ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็เสื้อแพรพระราชทานคอตั้งติดกระดุมสีทอง มีผ้าคาดเอว นุ่งโจงกระเบนผ้าทอลายมันวาวสวยงาม สวมรองเท้าหนังปลายแหลมงอน ดูหล่อสง่า โอ่อ่าภูมิฐาน สมศักดิ์แห่งขุนนางสยาม
เมื่อทุกอย่างเสร็จสรรพพร้อมแล้ว ขุนชัยออกมานั่งทอดหุ่ยรอเทพบุตรคู่หูอยู่นอกชานเรือนอีกครู่... ครั้นเห็นว่าไร้วี่แวว จึงสั่งให้ไอ้จ้อยบ่าวคนสนิท พายเรือไปส่งที่หมู่บ้านโปรตุเกสตามเทียบเชิญ
ยามนี้นายกับบ่าวทั้งสองล่องเรือมาตามลำน้ำแม่เ้าพระยา ไม่นานนัก เมื่อเรือตีโค้งผ่านกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากบริเวณตลาดหน้าวัดบางกระจะมาได้ เรือก็แล่นมาถึงหน้าหมู่บ้านโปรตุเกสได้โดยสวัสดี ภายหลังก้าวเท้าขึ้นท่าเทียบเรือแล้ว ขุนชัยสั่งให้ไอ้จ้อยกลับไปได้เลย ไม่ต้องรอ
พอก้าวเท้าขึ้นฝั่งมาได้ ขุนชัยยังคงเหลียวมองกวาดตาไปทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว รู้สึกเหมือนมีใครคอยติดตามเขาอยู่ เมื่อไม่เห็นวี่แววของผู้ใดติดตามมา จึงเดินตรงรี่ไปที่หลังต้นไม้ใหญ่เพื่อหลบสายตาผู้คน จากนั้นกดปลายจมูกตนเองจำแลงกายเป็ เท่ง ทิงนองนอย
ชูแว๊บ!
ชายหนุ่มใบหน้ากรุ้มกริ่ม จมูกโตโดดเด่น ไว้ผมแสกกลางทรงมหาดไทย นุ่งโจงกระเบน มีผ้าขาวม้าคล้องคอ ชะโงกหน้าออกมาสำรวจลาดเลา เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครพบเห็นการแปลงกายของเขา เท่งจึงก้าวออกจากต้นไม้ใหญ่ แล้วมุ่งหน้าเดินดุ่มเข้าไปในหมู่บ้านฝรั่งแม่นปืน ด้วยความพึงพอใจ
เท่งก้าวเท้าถี่มาตามทางเดินกว้างโรยด้วยกรวด หน้าหมู่บ้านโปรตุเกสมีมะขามเทศต้นใหญ่ขึ้นสูงตระหง่านติดกับอุโมงค์ท่อระบายน้ำ บริเวณโดยรอบร่มครึ้มไปด้วยแมกไม้ และพุ่มไม้ดัดตกแต่งสวยงาม มองไปข้างหน้า เห็นตัวอาคารบ้านเรือนปลูกสร้างอย่างเป็ระเบียบ ทอดยาวเรียงรายไปตามริมแม่น้ำเ้าพระยา...
ครู่เดียวเท่งก็ลุถึงที่หมาย เห็นโบสถ์เซ็นต์เปาโลปรากฏอยู่เบื้องหน้า บริเวณนี้ผู้คนเดินผ่านไปมาคึกคัก หน้าประตูทางเข้างานวันเกิดนายอำเภอโปรตุเกส มีป้อมยามและเ้าหน้าที่คอยตรวจตราอยู่หลายคน ตามระเบียบผู้ที่มาร่วมงานต้องฝากปืน และอาวุธทุกชนิดเอาไว้ที่ป้อมด้านหน้าทางเข้า
ขณะที่นายอำเภอโปรตุเกส รูปร่างสูงใหญ่งามสง่าในวัยกลางคน และบุตรสาวอายุราวสิบสามปี ผมสีบลอนด์ดกหนา ส่งยิ้มเห็นฟันขาวเรียงเป็ระเบียบ เดินเคียงคู่มากับเพื่อนหญิงในวัยเดียวกัน สาวน้อยทั้งสองเริ่มฉายแววความสวยออกมาเด่นชัด ทั้งคู่ถือช่อดอกไม้เดินตามนายอำเภอโปรตุเกส ออกต้อนรับแขกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มไร้เดียงสา นายอำเภอโปรตุเกสพาสองสาวน้อยเดินตะเวนทักทายแเื่อย่างเป็กันเอง บางครั้งท่านปลีกตัวออกไปสั่งกำชับบริวารลิ่วล้อ ให้พากันสำรวจดูแลความเรียบร้อยภายในงานด้วยความใส่ใจ
เท่งส่งเทียบเชิญให้เ้าหน้าที่ดูเรียบร้อยแล้ว เขาก็เร่งเดินไปหายามาดะตามที่นัดกันไว้ เท่งเดินลัดตัดผ่านผู้คนตรงดิ่งไปที่เวทีมวยด้านหลังโบสถ์ ซึ่งเป็เวทีแบบลานประลอง ไม่มีเชือกกั้น ล้อมวงหนาแน่นไปด้วยผู้คน ในท่ามกลางอัฒจันทร์สูงใหญ่หลายชั้นตีวงประกบกัน แน่นขนัดไปด้วยฝูงชน
ขณะนี้ลานประลองรอบด้าน หนาแน่นเบียดเสียดเต็มไปด้วยกองเชียร์สายบู๊ และนักพนันจำนวนมากมาย ส่งเสียงเชียร์ดังกระหึ่มด้วยความสะใจ เคล้าคลอไปกับเสียงเดี่ยวไวโอลินในจังหวะคึกคักเร่งเร้าราวกับเทพยดามาบรรเลง ตรงกลางลานประลองนักชกชาวจีนกับนักชกร่างั์ชาวโปรตุเกส กำลังโรมรันพันตูกันอยู่ดุเดือด เห็นได้ชัดว่านักชกชาวจีนเป็ฝ่ายเสียเปรียบ
เท่งแหวกฝ่าฝูงชนเข้ามาด้านในสุด แล้วกวาดตามองหายามาดะไปตามอัฒจันทร์ ทันใดนั้นร่างของนักชกชาวจีนก็เซถลาเข้ามานอนสลบหมดสติอยู่ตรงด้านข้าง พลันกองเชียร์ต่างลุกแตกฮือหลีกหนี คนผู้หนึ่งไม่มีเจตนาดันหลบพุ่งร่างเข้าชน เท่งอย่างจัง ร่างเท่งซวนเซเข้าไปยืนเด๋อด๋าอยู่กลางเวที
[1] เสมา หรือ ขุนแสนศึกพ่าย: เป็ตัวเอกในละครเื่ ขุนศึก ในบทประพันธ์ของไม้เมืองเดิม
[2] ยามาดะ ทากาชิ เป็ตัวละครเลียนแบบ ยามาดะ นางามาสะ ซามูไรชาวญี่ปุ่นผู้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาแสวงโชคยังแผ่นดินสยาม ในสมัยของพระเ้าทรงธรรม แห่งกรุงอโยธยา ได้เข้ารับราชการดำรงตำแหน่ง ออกญาเสนาภิมุข ไต่เต้าสร้างความดีความชอบมาเรื่อย ในที่สุดได้เป็ถึงเ้าเมืองนครศรีธรรมราช.
[3] ขันธ์ห้า ประกอบด้วย ๑.กายภาพ ๒.ความรู้สึก ๓.ความทรงจำ ๔.ความคิดปรุงแต่ง ๕.การรับรู้ หรือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร ิญญา