บทที่ 26 กอดเด็กน้อยน่ารัก
“นั่นไง อีนั่นใช่ไหม” หญิงสาวคนหนึ่งชี้มาที่จินซู พร้อมกับกัดฟันกรอด พอเห็นไป๋หลางกอดจินซู ผู้หญิงคนนั้นก็แทบอยากจะกัดฟันให้แหลกคามือ
“ใช่ เธอแน่ ๆ เลย ยัยนี่แหละที่ทำให้พี่เขยผมหลงหัวปักหัวปำ” ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ผู้หญิงคนนั้นเสริม ผู้หญิงคนนี้คือโจวชุยภรรยาของไป๋หลาง ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอคือโจวเม่อน้องชายของเธอ
่นี้ไป๋หลางหาเงินได้มากขึ้นเพราะมีจินซูช่วย เขาเลยแอบเก็บเงินส่วนต่างไว้เป็เงินส่วนตัว แต่เมื่อคืนโจวชุยจับได้ เธอเค้นถามอยู่นาน จนในที่สุดก็รู้ว่าเขามีผู้ช่วยคนใหม่
ไป๋หลางเอ่ยปากชมจินซูอยู่หลายคำ บอกว่าเธอทั้งเด็กทั้งสวย ทั้งเก่งทั้งฉลาด มีเธอมาช่วยวัน ๆ หนึ่งถึงได้กำไรเพิ่มขึ้นตั้งหลายสิบหยวน
เขาพูดไปเรื่อยเปื่อยไม่ได้คิดอะไรมาก แต่โจวชุยกลับเก็บเอามาคิดจริงจัง เธอโมโหจนร้องไห้ทั้งคืน วันนี้จึงได้ชวนน้องชายมาด้วยอยากจะมาดูให้เห็นกับตาว่ายัยจิ้งจอกหน้าตาเป็ยังไง ทันทีที่มาถึง เธอก็เห็นไป๋หลางประคองจินซูอยู่จากมุมมองของโจวชุย ไป๋หลางกำลังลุ่มหลงและกอดหญิงคนนั้นอยู่
“ไปที่นั่นแล้วพังร้านมันซะ! ฉันจะไปข่วนหน้านางจิ้งจอกนั่น ไม่ให้มันออกมาอ่อยผู้ชายอีก!” โจวชุยตวาดใส่โจวโม่น้องชายของเธอ แต่พอหันไปมอง กลับพบว่าน้องชายของเธอก็กำลังจ้องมองไปที่จินซูอย่างไม่ละสายตา เห็นได้ชัดว่าเขาถูกสะกดแล้วเช่นกัน โจวชุยจึงตบหน้าโจวโม่อย่างแรง
“แกมองอะไร! เห็นผู้หญิงสวยก็ตาค้างแล้วสิ!” โจวโม่ถูกตบหน้าจึงยกมือขึ้นมาปิดหน้าอย่างเ็ป เขามองสีหน้าบูดบี้งของพี่สาว แล้วมองไปที่ใบหน้าที่งดงามของจินซู คิดในใจว่าถ้าเขาเป็พี่เขย เขาก็ต้องชอบคนสวย ๆ แบบนี้สิ
“ตอนนี้พี่ไปหาเื่เธอ เดี๋ยวพี่เขยก็โกรธพี่หรอก”
“แกหมายความว่ายังไง”
“รอให้เธอออกจากตรงนี้ไปก่อน เดี๋ยวผมจะพาพวกไปขู่เธอหน่อย ให้เธอเลิกมายุ่งกับพี่เขย จะได้ไม่มีใครรู้ว่าพี่ทำ”
“งั้นแกก็จำเอาไว้ ตีมันที่หน้าแรง ๆ ระบายความแค้นให้ฉันด้วย!”
“รู้แล้วน่า” โจวโม่กลอกตาไปมา ผู้หญิงนี่น่าเบื่อจริง
วันนั้นจินซูทำงานยุ่งทั้งวัน พอมีหลินอี้เสวียนอยู่บ้าน เธอเลยไม่ต้องกลับไปทำกับข้าว ส่วนอาหารกลางวันเธอตั้งใจจะซื้อซาลาเปามากินสองลูกพอประทังชีวิตไปก่อน
แต่ไม่คิดว่าหลินอี้เสวียนจะเอาข้าวกลางวันมาส่งให้เธอ จินซูรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
“นายมารถอะไรมา”
“จักรยาน” หลินอี้เสวียนผายมือขวา “ฉันขับรถถังมือเดียวได้นะ”
เขาอยากจะสื่อว่าขับจักรยานมือเดียวเื่เล็กน้อย จินซูเลือกที่โล่ง ๆ เหมาะสำหรับกินข้าว ส่วนหลินอี้เสวียนไม่ได้กินที่บ้าน เขารอมาทานเป็เพื่อนเธอ ทั้งสองนั่งลงบนพื้น อาหารที่เขาเตรียมมาคือเกี๊ยว
จินซูอยากจะถามจริง ๆ ว่าเขาจะใช้มือเดียวรีดแป้งได้ยังไง แต่พอนึกถึงนิสัยรักษาหน้าตาตัวเองของเขา ถ้าเธอถามออกไป เขาก็คงตอบกลับมาว่า มือเดียวเขาก็ขับเครื่องบินได้
ต่อให้เขาต้องพันผ้าพันแผลไปช่วยโลก เธอก็คงไม่แปลกใจแล้ว หลินอี้เสวียนอยากจะถามว่าถูกปากเธอไหม แต่พอเงยหน้าขึ้นสายตากลับเฉียบคมขึ้นมาทันที
“เป็อะไรไป” จินซูถาม
“มีคนตามพวกเราอยู่” ตอนที่กำลังหาที่กินข้าว หลินอี้เสวียนก็เหลือบไปเห็นเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งทำท่าทางมีพิรุธ เขาเห็นพวกนั้นอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน พอเขาหันไปมองพวกนั้นก็รีบหันหน้าหนีด้วยท่าทีร้อนรน
“หา” จินซูกำลังจะเงยหน้ามองบ้าง แต่ก็ถูกเขาดึงตัวเข้าไปกอดเสียก่อน
“อย่ามอง เดี๋ยวพวกนั้นก็รู้ตัวหรอก” หน้าผากของหลินอี้เสวียนแนบชิดกับเธอ มือข้างหนึ่งโอบเอวเธอไว้ หลินอี้เสวียนหายใจรดใบหน้าของเธออย่างสม่ำเสมอ จินซูพยักหน้ารับ เขาก็ยังไม่เปลี่ยนท่าทีโอบกอดเธอ เธอเลิกคิ้วใช้สายตาถามพี่ชายที่ดีของเธอ
“พวกเราต้องล่อศัตรู ทำให้ศัตรูสับสน” หลินอี้เสวียนฉวยโอกาส ตอนนี้โอบเธอไว้ได้แล้วก็ต้องกอดนานหน่อยสิ แน่นอนนี่ก็เป็กลยุทธ์อย่างหนึ่ง จินซูรู้สึกว่าที่เขาพูดก็มีเหตุผล จึงอยู่นิ่ง ๆ แบบนี้ หน้าผากของทั้งสองแนบชิดกัน มองจากด้านหลัง เหมือนกับกอดจูบกัน
“นี่พวกเขากำลัง” น้อง ๆ ที่โจวโม่พามาผิวปากแซว มองไปทางฝั่งตรงข้าม ตาไม่กะพริบ
หลังจากการปฏิรูปและเปิดประเทศ บรรยากาศก็ค่อย ๆ เปิดกว้างมากขึ้น แต่คนที่จูบกันกลางถนน ก็ยังมีไม่มากนัก
“ลูกพี่โม่ ฉันว่าไอ้หมอนั่นที่อยู่ข้าง ๆ ยัยนั่นน่ะ ไม่น่าแหยมนะ เห็นตัวโต ๆ นั่นมั้ย... เอ่อ... ไว้ทีหลังดีกว่ามั้ง” คนเสนอความคิดโดนโจวโม่ เตะเข้าให้ทีนึง
“นั่นมันคนป่วยนะเฟ้ย พิการขั้นสอง! ไม่เห็นรึไงว่าแขนมันห้อยอยู่ แค่คนพิการยังกลัวกันอีกเหรอวะ”
โจวโม่ ที่ถูกเรียกว่าลูกพี่โม่ยืดอก เชิดหน้าขึ้นอย่างองอาจ จริง ๆ แล้ว โจวโม่ เพิ่งจะอายุสิบแปดหมาดๆ ใจร้อนตามวัยหนุ่ม เืร้อนไม่กลัวใคร จนกระทั่งสามารถไล่หัวหน้าแก๊งเก่า แล้วขึ้นเป็หัวหน้าแก๊งเสียเอง
การที่เพิ่งจะได้เป็หัวหน้าแก๊งคนใหม่ ก็ต้องหาเื่สร้างบารมีกันหน่อย บังเอิญพี่สาวของเขาสั่งให้จัดการผู้หญิงคนนี้พอดี โจวโม่จึงคิดใช้โอกาสนี้โชว์เทพกับลูกน้องสักหน่อย
การปรากฏตัวของหลินอี้เสวียน นั้นอยู่นอกเหนือความคาดหมายของเขา แต่โจวโม่คิดว่าพาลูกน้องมาทั้งที จะให้มาใกลัวผู้ชายแขนห้อยเนี่ยนะ เสียชื่อหัวหน้าแก๊งหมด
“พวกเรา! เดี๋ยวจะโชว์ให้ดูว่าลูกพี่โม่อย่างฉันเจ๋งแค่ไหน เดี๋ยวเราเข้าไปหาเลย ฉันจะต่อยหมอนั่นคุกเข่าเรียกพ่อ แล้วจะโอบเอวยัยนั่น จูบโชว์เลยคอยดู!” คำพูดของโจวโม่เรียกเสียงฮือฮาได้ทั่ว บรรดาเสียงชื่นชมของลูกน้องนั้น กับััได้ถึงแววตาฆ่าฟัน โจวโม่รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที
ััแปลก ๆ เมื่อครู่คืออะไรกัน โจวโม่ลูบแขนตัวเอง สัญชาตญาณของสัตว์ร้ายบอกเขาว่า เมื่อครู่มันอันตรายมาก แรงสังหารที่แสนอันตราย มาจากหลินอี้เสวียน
เดิมทีหลินอี้เสวียนแค่อยากฉวยโอกาสกอดภรรยาสักหน่อย แต่แค่ไม่ถึงห้าวินาที เขาก็ทนไม่ไหวแล้ว มองหน้าเธอใกล้ ๆ แบบนี้ ผิวเธอเนียนละเอียดจนมองไม่เห็นรูขุมขน
ที่น่ากลัวที่สุดก็คือริมฝีปากของเธออยู่ใกล้แค่เอื้อม หากผู้บัญชาการหลินคนนี้ มีจิตใจไม่แข็งแกร่งพอ คงจะต้องเสียกิริยาท่ามกลางสายตาผู้คนแน่ ๆ
อยากจะจูบก็อยาก แต่ไม่ควรทำต่อหน้าคนแบบนี้สิ มันดูไม่งาม แต่ถึงหลับตาลง ภาพของเธอก็ยังติดตา ทำไมเธอถึงได้หอมขนาดนี้ ทำไมเธอถึงได้อ่อนโยนแบบนี้
หลินอี้เสวียน กลัวว่าตัวเองจะเผลอทำผิดพลาดไป จึงไม่กล้าสบตาเธออีก เขาหันไปมองกลุ่มนักเลงข้างถนนฝั่งตรงข้ามแทน เมื่อเห็นดังนั้น ดวงตาของหลินอี้เสวียน ก็ลุกเป็ไฟ โกรธจนตัวสั่น
“นายได้ยินที่พวกนั้นพูดหรอ” จินซูถาม ด้วยระยะห่างขนาดนี้ เธอได้ยินเพียงเสียงหัวเราะหยาบคายและน่าขยะแขยงของพวกนั้น พวกเขาดูอายุเพียงยี่สิบต้น ๆ แต่กลับสามารถหัวเราะได้เลี่ยนราวกับชายวัยกลางคน
“ข้าอ่านปากได้นิดหน่อย” หลินอี้เสวียนโมโหก็เพราะเขาอ่านปากพวกนั้นออก หากความอาฆาตแค้นสามารถแปลงร่างได้ ตอนนี้โจวโม่คงถูกคมมีดที่แปลงร่างจากแววตาอาฆาตของ หลินอี้เสวียนสับเป็ชิ้น ๆ ไปแล้ว
เขาต้องถูกสับเป็พัน ๆ ชิ้น จนร่างกายบางกว่าเนื้อที่ใช้ทำชาบูหม้อที่มีในเมืองหลวงเสียอีก!
“พวกมันพูดว่าอะไร” จินซูถาม
“อย่ารู้เลยจะดีกว่า” หลินอี้เสวียน พูดเสียงทุ้ม เขาคิดว่าตัวเองผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายปี ผ่านการขัดเกลาจนมีจิตใจที่สงบนิ่งแล้ว แต่พอเห็นโจวโม่พูดจาโอหังว่าอยากจะจูบอวี้จินซู ก็กลับรู้สึกเหมือนตอนที่ตัวเองยังเด็ก กำลังซัดกับพวกอันธพาล
“อืม ดูเหมือนว่าจะมีเื่แล้วล่ะไ จินซูเอามือลูบคาง กวาดสายตามองจำนวนคนฝั่งตรงข้ามอย่างคร่าว ๆ… แปดคน
“เดี๋ยวเราเข้าไปในตรอก ฉันจัดการสองคน ที่เหลือยกให้นาย” เธอเสนอ
“ไม่ ไม่ได้” ผิดคาด เขาปฏิเสธ