พันเดินเข้ามาสถานที่แห่งลี้ลับเขาใช้มืดปัดฝุ่นธุลีที่ปลิวกระจายไปทั่วบริเวณ จู่ ๆทหารพม่านับสิบวิ่งเข้ามาล้อมเขาไว้พันอาจหาญเข้าต่อสู้จนคนพวกนั้นล้มเจ็บกันเป็แถบ ๆเขายืดอกอย่างภาคภูมิใจในความเป็นักรบผู้กล้าที่สามารถล้มคู่ต่อสู้นับสิบได้เพียงลำพัง
ผัวะ!!!
ใครบางคนใช้ไม้หน้าสามจับถนัดมือฟาดไปที่ไหล่ของพันอย่างเต็มแรง จนเขาล้มลงไป
“ฮะ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆๆ”
ผู้นั้นหัวเราะเสียงแหลมดังไปทั่วอย่างสะใจ พันพยายามเงยหน้ามองเ้าของเสียงก็ต้องตาเบิกโพลงอย่างคาดไม่ถึง
“มะนันดา!!!!!!!”
“ใช่! ฉันเอง มะนันดา นายคิดว่าจะมาแกล้งคนอย่างฉันได้เหรอ ไม่มีวันซะหรอก ฮะ ๆๆ ๆ ๆ”
“เสียแรงที่ข้าไว้ชีวิตเ้า”
“อันนั้นก็ช่วยไม่ได้นะนายอยากโง่เอง”
“เ้า!!!!!”
“ทหาร!! จับนายคนนี้ไปฆ่าซะ ฮะ ๆ ๆ ๆ ๆ”
ทหารพม่าลากตัวพันและจับตัวไว้อย่างแ่าก่อนจะง้างดาบฟันไปที่ลำตัว!!!!!!
พันสะดุ้งตื่นขึ้นมาเม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้า
ความฝันนี่เอง
เขามองไปทั่วบริเวณแม้จะเช้าแต่ยังอยู่ใน่ปัจฉิมยาม ฟ้ายังไม่กระจ่างนักหวนนึกถึงความฝันเมื่อครู่ทำเอาชายหนุ่มใจเต้นไม่หาย เื่น่าอับอายในความฝันเป็ถึงนักรบแห่งกรุงศรีแต่ต้องมาเสียรู้เด็กเมื่อวานซืนอย่างมะนันดารู้ถึงไหนอายถึงนั่น พันรู้สึกหนักอึ้ง่ไหล่ เมื่อปรายตามองลงไปเขาแทบจะหยุดหายใจ เมื่อหญิงประหลาดอย่างมะนันดานอนซบไหล่เขาอย่างสบายอารมณ์
ไม่เคยมีสตรีคนใดมานอนใกล้ชิดเข้าถึงเพียงนี้พันเม้มปากก่อนจะใช้นิ้วดันตัวเธอออกอย่างรังเกียจทว่าหญิงสาวใช้มือกอดแขนล่ำของเขาไว้ราวกับเป็หมอนข้าง
“อื้อ....อย่าขยับสิ”เธอพึมพำทั้ง ๆ ที่ยังหลับตา
เขาถอนหายใจก่อนจะดันศีรษะเด็กสาวให้ออกห่างอีกครั้ง
“อื้อ....อย่าเพิ่งสิคะป้าใจ”แล้วเธอก็กลับไปซบเขาแน่นเหมือนเดิม
มั่นลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นมะนันดานั่งเกาะแขนและซบไหล่ของเพื่อนรักนอนหลับพริ้มอยู่ก็อดขำไม่ได้เพราะพันทำหน้าบอกบุญไม่รับ
“หัวร่อกระไรไอ้มั่น!”
“ถูกแม่หญิงรั้งไว้เยี่ยงนี้เห็นทีต้องรอนางตื่นก่อนกระมัง จึงขยับตัวได้”
“มิต้องรอกระไร” พูดจบ พันก็ลุกขึ้นพรวดร่างมะนันดาล้มหน้าไถลไปกับพื้น หญิงสาวงัวเงียตื่นขึ้นมานั่งอย่างงง ๆ พลางขยี้ตาเหมือนนอนได้เพียงนิดเดียวเท่านั้นเพราะกว่าจะข่มตาหลับได้ก็เกือบเช้าเสียแล้ว
“มะนันดาเ้าหลับกลางป่าได้ ทั้ง ๆ ที่เ้าหวาดกลัวผีป่าขนาดนั้น เก่งจริงหนา”
“ฉันหลับฝันดีเลยล่ะพี่มั่น”
พันปรายตามองคนตัวเล็ก เธอหลับฝันดีในขณะที่เขาฝันร้ายไม่เข้าท่าอีกทั้งเสียศักดิ์ศรีอีกต่างหาก
“เ้าอังวะ! หยุดเจรจาเสียทีเถิด ต้องเดินทางต่อ ชักช้าพิรี้พิไรอยู่นั่นแล”
“ขอโทษนะ! ฉันมีชื่อจ้ะ มะ นัน ดา เรียกให้ถูกด้วย ” พลางลุกขึ้นปัดเศษใบไม้ต่าง ๆ ออกพันเดินเข้าไปใกล้ ๆ เ้าหล่อนก่อนพูดเบา ๆ
“ตัวเ้าก็เล็กเพียงนี้ แต่หัวของเ้านี่สิกลับหนักอึ้ง”
“พูดอะไร”
“ผมของเ้า...เหม็นยิ่งนัก” พันทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินอมยิ้มไปอย่างผู้ชนะนันดาหรี่ตาลง มองตามหลังคนตัวสูงอย่างเอาเื่ ก่อนจะเอาผมตัวเองมาดม
อื้อหือ!!! เหม็นจริงด้วย
ฝากไว้ก่อนเถอะนาย.....พัน!!!!
กลิ่นควันจากหญ้าแห้งและเรือนเล็ก ๆ ตั้งไว้เป็ที่พักหลังจากเดิน ทางข้ามพ้นเขาบรรทัดพร้อมกับกองทัพหนุนอีกสองพันนาย หลวงราชพิมลนายทหารร่างใหญ่กำยำ รับราชการมานานได้รับพระบรมราชโองการจาก พระเ้าเอกทัศให้มาร่วมกองทัพกับพระยารัตนาธิเบศร์กำลังหารือการศึกกับขุนรองปลัดชูกรมการเมืองวิเศษไชยชาญและแม่ทัพนายกองทุกฝ่ายอย่างเคร่งเครียด
“มีข่าวจากม้าเร็วว่าบัดนี้พวกพม่ารามัญยกทัพมาทางมะริด ท่ากระดาน แลทางเชียงใหม่ขอรับ” ขุนรองปลัดชูกล่าวขึ้นหลังจากทหารม้าของกองอาทมาตที่มอบหมายให้ไปตระเวนสืบข่าวมาแจ้งสารให้ทราบ
“แลมีพระบรมราชโองการจากพระเ้าเอกทัศให้พระยาพิชัยา พระจุฬา หลวงศรียศ ขุนศรีวรคัณฑ์คุมพลห้าพันเตรียมตัวออกไปต้านทานข้างมะริดในเร็ววัน” ออกญารัตนาธิเบศร์เอ่ยขึ้น
“เฮ้อ! ไอ้พวกรามัญมันยกพลมาหลายเส้นทางเห็นทีจักเป็เพียงข่าวลือเสียมากกว่า อย่างไรเสียเราจักต้องระวังให้มั่นเพื่อรับมือกับศึกครานี้ให้ดี”
หลวงราชพิมลมองเห็นความชาญฉลาดในการศึกของอังวะว่าอาจจะเป็กลลวงได้
แผนยุทธการในครั้งนี้โดยการนำทัพของมังฆ้องนรธาแจ่มชัดและลึกซึ้งมีข่าวว่ากองทัพพม่าเคลื่อนหลบตำแหน่งแนวป้องกันอย่างแข็งแรงของอยุธยาโดยเลือกโจมตียึดหัวเมืองทางใต้ซึ่งค่อนข้างเบาบางมากกว่ากองทัพหนุนยังต้องเฝ้าระวังถึงสถานการณ์ภายนอกที่จะเกิดขึ้นในคราวต่อไป
“ท่านปลัดชู จงเร่งให้ทหารเตรียมกองรบเถิดเห็นทีอีกไม่กี่เพลาคงจักต้องรับศึกแล้ว” ออกญารัตนาธิเบศร์กล่าวน้ำเสียงคร่ำเคร่ง
“ในเพลานี้กระผมได้ให้ชาวบ้านวิเศษไชยชาญที่ติดตามมาทำอาวุธ ทำกับดักเพื่อใช้ต่อสู้กับไอ้พวกอังวะ แลได้ฝึกชั้นเชิงดาบแก่ไพร่พลโดยแข็งขัน จนเป็ผู้ชำนาญเชิงดาบเตรียมพร้อมหากศัตรูหมายเข้ามาระรานขอรับ”
“ เราเพิ่งข้ามเขาบรรทัดมาจงรอดูเหตุการณ์อยู่ที่นี่ก่อนเถิด เรามิรู้ว่าพวกมันจะมาแผนใด”
“ขอรับท่านออกญา”
“ทุกท่านจงตระเตรียมไพร่พลไว้ให้มั่นเถิดหากมีเหตุสำคัญอันใด ก็จงมาแจ้งแก่ข้า”
“ขอรับ”
พระยารัตนาธิเบศร์ถอนหายใจด้วยสถานการณ์ที่กำลังระส่ำระส่าย แม้ทางฝ่ายกรุงศรีอยุธยาจะประกอบด้วยกำลังที่เข้มแข็งกว่าแต่การประสานงานที่ล่าช้า และเน้นการตั้งรับในพระนครโดยใช้แผนตั้งรับจนถึงฤดูน้ำหลาก แล้วรอจนกองทัพข้าศึกถอยทัพกลับไปเองยุทธศาสตร์นี้เคยเอาชนะข้าศึกมาเป็เวลาหลายศตวรรษ หากแต่ในเวลาเช่นนี้ท่านไม่แน่ใจนักว่ายุทธการนี้จะได้ผลหรือไม่ด้วยเหตุทางฝ่ายพม่ามีแผนการที่แยบยลและใช้่เวลาที่กรุงศรีอยุธยากำลังอ่อนแอเพราะขาดความสามัคคีกันในหมู่ข้าราชการเข้ามาพิชิตจนน่าหวั่นใจนัก
ขุนรองปลัดชูกลับจากการหารือราชการศึกมาที่ค่ายพักที่ตั้งกระท่อมเรือนเล็ก ๆ ชั่วคราว พื้นที่จำกัดในป่าแบ่งเป็สัดส่วนระหว่างที่พักโรงครัวและลานฝึกสรรพาวุธ ในยามศึกาในฐานะที่ท่านเป็ผู้นำจึงใส่ใจดูแลไพร่พลในกองมิให้อดอยาก
เฟื่องเมียนายแก้ว หญิงวัยกลางคนอายุราวสามสิบปีเป็หัวหน้าโรงครัว ได้ติดตามสามีจากวิเศษไชยชาญมาเพื่อได้ดูแลชาวบ้านในกองทัพร่วมด้วย เอื้อง หญิงสาวที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยว มิกลัวตาย เธอขอติดตามครอบครัวนายแก้วพี่ชายของเธอมาในการศึกครั้งนี้ด้วยแม้นเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งราวบุรุษ แต่เื่หัวใจกลับมิอาจสู้ใครได้เอื้องหลงรักพันมานานเพราะเป็เพื่อนที่เติบโตมาด้วยกันจนเข้าอายุยี่สิบผู้เฒ่าผู้แก่อยากให้ทั้งคู่ออกเรือนกันหากแต่พันไม่เคยคิดอะไรเกินเลยไปกว่าคำว่าเพื่อนและเอื้องเองก็กระดากใจหากจะเปิดเผยความรู้สึกของตนออกมาให้ฝ่ายชายได้รู้จึงได้เพียงเก็บงำไว้ภายในใจ รอวันที่พันเป็ฝ่ายก้าวเข้ามาหาเอง
เอื้องเหม่อลอยไปไกลจนลืมดูข้าวที่กำลังต้มอยู่ในกระทะใบบัวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเตาเชิงกราน ที่เฟื่องแบกมาจากเมืองวิเศษไชยชาญสำหรับทำอาหารให้เหล่านักรบ แรงดันจากความร้อนดันน้ำและเม็ดข้าวร้อนจัดกระเด็นขึ้นมาถูกมือของเอื้องจนพอง
“โอ๊ย!ร้อน”
“นังเอื้อง! เอ็งจักใจลอยไปแห่งใดกันไอ้พันมันไปตามคำสั่งท่านขุนรองปลัดชู อีกไม่กี่เพลามันก็จักกลับมา” เฟื่องกล่าวเหมือนรู้ทันแต่เพราะต้องสาละวนจัดเตรียมอาหารให้กับทหารและไพร่พลหลายร้อยนายจึงไม่ทันได้มองหน้าคู่สนทนา
“ฉันมิได้คิดถึงผู้ใดดอกจ้ะพี่เฟื่อง”
“เฮ้อ!! พูดปดอีกแล้วหนาน้องข้า”
“ยามศึกา จักมีผู้ใดคิดถึงเื่รักกันเล่าจ๊ะพี่แต่ฉันก็อดเป็ห่วงพันมันมิได้ ไปตระเวนหาข่าวแลฆ่าพวกอังวะที่มาสอดแนมบัดนี้มิรู้เป็เยี่ยงไรบ้าง”
“จักเป็เยี่ยงไรเล่านังเอื้องข้าก็เห็นมันไปเช่นนี้ตลอด ไอ้พันมันเก่งนัก เอ็งมิต้องเป็ห่วงมันดอก”
แก้วเอ่ยขึ้นมาพลางคดข้าวในหม้อดินเผาอีกหนึ่งใบใส่จานไว้
“โธ่! ไอ้แก้วเอ็งก็มิให้นังเอื้องมันออกเรือนไปกับไอ้พันมันเลยเล่า” ป้าพุดพูดพลางหยิบปลาที่ตากแห้งไว้ใส่ในไหดินเผาสี่หูขนาดกลาง
“ฉันอยากให้มันได้ตกล่องปล่องชิ้นกับหลวงศรีวรบาศเสียมากกว่าสมัยอยู่วิเศษไชยชาญ ไปมาหาสู่นังเอื้องทุกเพลา เช้าจนค่ำเทียว แต่ดูทีรึกลับไปสนไอ้พันลูกชายท่านขุนตกยากเสีย”
“อ้าว!! ก็ไอ้พันมันหน้าคมเข้มสูงใหญ่แข็งแรงแลชำนาญการดาบผิดกับหลวงท่านนั้นนักที่ผอมเหมือนกระดูก ทั้งกองทัพข้ามิเห็นผู้ใดจักรูปงามเทียมเท่าไอ้พันเลยสิวะข้าล่ะเสียดายแท้เทียว หากข้าเกิดช้ากว่านี้ เห็นที..” แล้วป้าพุดก็หัวเราะออกมาอย่างเขินอาย
“แหม ! ป้าพุดเห็นทีกระไรรึดูพูดเข้า ข้าขนลุกไปทั่วตัวแล้ว ฮะๆ ๆ”
“ไอ้แก้ว!! ทำไมรึตอนข้ายังสาว ข้างามนะโว้ย มาหัวร่อแบบนี้ ประเดี๋ยวเอากระจ่าเขวี้ยงใส่กบาลซะเลย”
“จ้ะๆ ๆ ๆ กลัวแล้วจ้ะป้า”
ทุกคนในโรงครัวต่างพากันหัวเราะดังขรมดูครึกครื้นประหนึ่งมีงานครื้นเครง
“มาแล้ว !!! มาแล้ว !!” นายคมวิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาในวงสนทนาทุกคนแตกกระเจิง ป้าพุดคว้าฝาละมีมาปิดหน้าตัวเองไว้ไอ้แก้วหยิบดาบคู่กายที่วางไว้ข้างตัวมาถือตั้งท่า ส่วนเฟื่องคว้ากระจ่าง้างสุดแขน
“พม่ามารึไอ้คม!!” ป้าพุดเสียงสั่น
“ พม่าอันใดเล่าป้าแล้วนี่ทุกคนเป็กระไรกันรึ” ไอ้คมมองท่าทางของทุกคนอย่างแปลกใจ
“ก็เอ็งะโลั่นป่าว่ามาแล้ว มาแล้วข้ารึก็คิดว่าไอ้พวกพม่ารามัญมันมาอย่างไรเล่า” ไอ้แก้วเอ่ยขึ้นยังขมวดคิ้วอยู่ด้วยความใไอ้คมจึงหัวเราะร่าออกมา
“พม่าอันใดกัน ที่บอกว่ามาแล้วนั่นคือ ไอ้พันกับไอ้มั่นมันกลับมาแล้ว! ”
ไม่ทันที่คมจะพูดจบ เอื้องวางมือทุกอย่างวิ่งไปหน้าค่ายตื่นเต้นระคนดีใจ ห่างกันเพียงวันเดียวใจเธอแทบขาด แต่นี่จากลากันไปหลายวันความคิดถึงมันเผาผลาญหัวใจที่เคยพองโตกลับห่อเหี่ยวแทบจะตายซากไปอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
บุรุษทั้งสองพามะนันดามาถึงค่ายที่ตั้งขึ้นเพียงชั่วคราวในป่าชายฉกรรจ์ทั้งหมดแลดูรูปร่างใหญ่โต สักยันต์ตามแผ่นหลังบ้างหน้าอกบ้างกำลังทวนเพลงดาบ มีชั้นเชิงการใช้อาวุธที่คล่องแคล่ว นันดาขนลุกซู่เบิกตาโตวาวด้วยความตื่นตา แต่ละคนเหมือนผ่านการกรำศึกและฝึกมาช้านานเสียงดาบกระทบกันมีลีลาและท่วงท่าดูเพลินตาประหนึ่งถอดมาจากตำราดาบศักดิ์สิทธิ์ในภาพยนตร์ที่เธอเคยดูผู้คนในชุดโบราณต่างมายืนต้อนรับกล่าวทักทายพันและมั่น แต่ก็ไม่พ้นสายตาที่ใคร ๆต่างก็เหลียวมองหญิงหน้าตามอมแมมและแต่งกายประหลาดที่เดินมาด้วยกันนันดารู้สึกหวาด ๆ กับแววตาฉงนของชาวบ้านที่ยืนเรียงรายจ้องเธอ ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่มีหนวดเข้มและดูน่าเกรงขามย่างเข้ามาหาบุรุษทั้งสองให้ความนอบน้อมเป็พิเศษ ครั้นดูไปน่าจะเป็ผู้นำของที่แห่งนี้
“กลับกันมาแล้วฤๅ”
“ขอรับ ท่านปลัดชูพวกกระผมได้สังหารไอ้อังวะที่เข้ามาในอาณาเขตนี้จนกลายเป็ผีเฝ้าป่าสำเร็จแล้วขอรับ”
“ ขอบน้ำใจมาก พวกเอ็งคงจักเหนื่อยเอาการว่าแต่ แม่หญิงผู้นี้...ใครกันรึ”
นันดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากความไม่มั่นคงและกลัวตายบังเกิดในความรู้สึก ขนาดผู้ชายสองคนด้านข้างพอรู้ว่าเธอมีเชื้อสายของพม่าอยู่ยังถูกคนตัวใหญ่ไล่ฆ่าฟันเสียให้ตายไปข้างหนึ่งในครานี้หากรู้ทั้งกองทัพ เธอคงไม่ต้องถูกรุมแล่เนื้อเป็ชิ้นเล็ก ๆ เลยหรือหญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น ครุ่นคิดหาทางออกอยู่สักพัก อย่างไรเสียเธอจะต้องรอดตายให้ได้
ฉันจะทำยังไงดี ที่จะสามารถอยู่ที่นี่ได้โดยไม่ถูกใครฆ่า
นันดาสังเกตั้แ่เดินเข้ามาในค่ายแล้วพบว่าในบรรดาบุรุษทั้งสองคนนี้ พันคือคนที่ในกองทัพยำเกรงมากกว่าเพราะฉะนั้นเขาเป็ตัวช่วยที่ดีที่สุดในเวลานี้
“อย่างไรเล่า แม่หญิงผู้นี้เป็ใครกัน” ท่านขุนรองปลัดชูกล่าวย้ำอีกครั้งเมื่อเห็นทุกคนมีท่าทีอึกอักนันดาเป่าปากเรียกความกล้าทั้งปวง พูดตัดหน้าพันที่กำลังจะอ้าปากตอบผู้นำ
“เมีย!”
เหมือนทุกคนอึ้งไปชั่วขณะ หญิงสาวกัดฟันพูดต่อ
“ฉันเป็เมียนายพัน”
พันหันขวับไม่คาดคิดกับสิ่งที่ได้ยิน มั่นอ้าปากค้าง พยายามตั้งสติกับแผนการอะไรไม่รู้ที่หญิงสาวคิดขึ้นมาในวินาทีนั้น บุรุษทั้งสองสบสายตานันดาเหมือนขอคำตอบหญิงสาวยิ้มแหย ๆ พันหน้าแดงขึ้นมา แต่น่าจะมาจากความโมโหเสียมากกว่า
“ประเดี๋ยวก่อน!! เ้านี่รึเป็เมียข้า”
นันดามาสุดทางแต่ต้องไปต่อให้ได้ถึงไหนถึงกัน เธองัดมารยาร้อย เล่มเกวียนที่มี เพื่อใช้กับฉากละครพล็อตใหม่ที่เธอต้องเล่นเพื่อเอาตัวรอด นันดาะโเข้าไปควงแขนพัน
“ก็ฉันไง!! ทำเป็ลืมไม่เชื่อถามพี่มั่นสิ”
นันดาขยิบตาให้มั่น พยายามส่งสายตาอ้อนวอนให้เขาช่วยอีกแรง แม้จะขัดใจไปบ้าง หญิงสาวที่เขาถูกใจประกาศตนว่าเป็เมียเพื่อนรักของตนแต่มั่นก็เข้าใจความนั้นและพร้อมช่วย
“ใช่! ไอ้พันเอ็งคงลืมแล้วว่า ในคืนก่อนที่พบแม่พิกุล เอ็งเมามายจนคว้าแม่พิกุลไปทำเมียเอ็งจำไม่ได้เยี่ยงไร”
“ทำเมีย!!!....แม่พิกุล!....พูดกระไรกัน!!!!” พันขมวดคิ้วเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมาอย่างงง ๆ
มั่นขยิบตาตอบนันดา เธอแอบยิ้มมุมปากเบา ๆกับชื่อใหม่ของตนที่ถูกตั้งขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวเพราะชื่อนั้นเป็ภัยกับตัวด้วยเป็ภาษาพม่า นันดาพยักหน้าเข้าใจในทีสวมบทบาทนักแสดงมืออาชีพบีบน้ำตาออกมา
“เค้าขอโทษนะตัว อย่าโกรธเค้าเลยเค้าขอโทษที่คิดจะหนีไป แต่ต่อไปนี้เค้าจะอยู่กับตัวแล้วน้า”
พันแกะมือหญิงสาวออกและผลักออกจากตัวอย่างแรง
“เ้าจะมาโป้ปดเยี่ยงนี้มิได้”
พลางหันไปหาเพื่อนรักของตน
“ไอ้มั่น!! เอ็งก็เข้าร่วมกับมันด้วยรึไอ้เพื่อนทรยศ!”
“ทรยศอันใดกัน!!! มันเป็เมียเอ็ง ข้ารึก็เห็นกับตา”
“เห็นที่ใด เอ็งอย่ามาปดข้ากับมันมิได้เป็อันใดกัน”
“นายโกรธที่ฉันจะไม่อยู่กับนาย ก็เลยประชดฉันบอกไปหลายทีแล้วว่าขอโทษ ๆ นายก็ทำเป็ใจแข็งอีกฉันรู้ว่านายเป็ห่วงและรักฉันมาก ไม่งั้นนายจะมาช่วยฉันจนาเ็ที่มือเหรอจริงไหม”
นันดาพยามยามบีบน้ำตาออกมา ส่งเสียงร้องไห้โฮทำทีเสียใจจนผู้คนที่มาดูต่างเห็นใจหญิงสาว
ขุนรองปลัดชูมองาแที่ถูกผ้าสีขาวพันเอาไว้เห็นเป็ดังนั้นว่ามีาแฉกรรจ์อยู่
“จริงหรือไม่ที่เอ็งาเ็เพราะปกป้องหญิงผู้นี้”
“มันก็ใช่ขอรับ !! แต่ว่า..” ไม่ทันที่พันจะได้อธิบายอะไรต่อนันดารีบพูดแทรกขึ้นมาอีก
“นั่นไงคะท่านผู้นำเห็นไหมคะว่านายพันเป็ห่วงฉันขนาดไหน ที่เขาไม่ยอมรับตอนนี้เพราะเขางอนฉันอยู่”
“ประเดี๋ยวก่อน นังหญิงบ้า!!!...ท่านปลัดชูขอรับ.....” ชายหนุ่มพยายามอธิบาย
“ถ้าเอ็งเป็เมียไอ้พันก็จงอยู่ที่นี่ด้วยกันเถิด แลคอยเป็แรงสำคัญในการหุงหาอาหารให้กองทัพช่วยอีพุดอีเฟื่อง อีเอื้อง แลแม่หญิงในค่ายคนอื่น เอาล่ะ..หมดความแล้วพวกเอ็งไปพักผ่อนเถิด”
ขุนรองปลัดชูพูดจบ ทุกคนก็แยกย้ายพันพยายามแกะมือนันดาที่ควงแขนเขาไว้อย่างเหนียวแน่นออก แม้จะดีใจที่ได้เห็นหน้าคนที่ตัวเองรักแต่การที่พันกลับมาพร้อมกับหญิงอื่นและประกาศว่าเป็เมียของเขาด้วยแล้วนั้นทำให้เอื้องน้ำตารื้นเดินคอตกกลับไปอย่างเศร้าใจผู้ชายที่เธอหลงรักมาโดยตลอดกลับถูกหญิงประหลาดมาสมอ้างว่าเป็คู่ครองเสียได้แต่หากแววตานั้นมีบางอย่างที่แฝงไว้เหมือนจะบอกว่า มีอะไรไม่ชอบมาพากลอยู่เธอจะต้องรู้ความจริงให้ได้ว่าเกิดอะไรกันแน่
ทุกคนไปกันหมดแล้ว เหลือเพียงบุรุษทั้งสองและมะนันดามั่นถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยืนมองเด็กสาวตัวดีที่ยืนยิ้มแหย ๆ อยู่ส่วนพันขมวดคิ้วกอดอกพิงต้นไม้ใหญ่ฟังคำแก้ตัวของคนทั้งคู่
“พิเรนทร์แท้เทียวเ้าตัวเล็ก” มั่นส่งสายตาตำหนิมะนันดา
“โธ่!!พี่มั่นถ้าฉันไม่ทำแบบนี้มีหวังถูกฆ่าแน่ แค่ใครบางคนพอรู้ว่ามีเืพม่าอยู่ยังจะฆ่าฉันให้ตายให้ได้”
พลางเหลือบมองไปทางชายร่างสูงที่เอาแต่ขมวดคิ้ว
“พิเรนทั้งเ้าแล้วก็เ้านั่นแล!!” พันชี้หน้าทั้งมั่นและนันดาก่อนจะพรั่งพรูความรู้สึกออกมาต่อ
“ไอ้มั่น ! แล้วเหตุใดจึงต้องยัดเยียดหญิงบ้าให้กับข้าด้วยเล่า”
มั่นเข้าไปกอดคอเพื่อนอย่างเห็นใจ จริง ๆแล้วเขาอยากจะเป็คน ๆ นั้นเองเสียมากกว่าแต่พอเื่มันเป็เช่นนี้แล้วจึงต้องตามน้ำไป
“ ข้าก็มิอยากยัดเยียดนันดาให้แก่ใครดอกแต่ก็จริงของมันดังที่กล่าว หากผู้ใดรู้ว่ามันมีเชื้อสายอังวะแล้วไซร้มันจักถูกฆ่า ชื่อของมันเป็อันตราย ฟังดูก็รู้ว่ามิใช่คนละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงท่านปลัดชูแลคนในกองคุ้นเคยกับพวก อังวะเป็อย่างดี จักดูมิออกเทียวรึว่ามันเป็พม่ามันก็หาเป็ศัตรูเราไม่ เอ็งก็เห็นแล้วมิใช่รึว่ามันก็ถูกพวกเดียวกันไล่ฆ่าฟันหรือหากเอ็งมิให้มันเป็เมียอยู่ที่นี่ แม้อยู่ในกองนี้ก็จักถูกข่มเหงโดยง่ายเอ็งอยากให้มันตายแลถูก ข่มเหงรึ ไอ้พัน!!”
พันครุ่นคิดและถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหลือบมองหญิงสาวด้วย แววตาตำหนิ สตรีประเภทใดกันมาสมอ้างว่าเขาได้เธอเป็เมียต่อหน้าผู้คนมากมายโดยไม่รู้สึกอับอายแต่อย่างใด
“ เช่นนี้แล้วก็เป็แค่ผัวเมียแต่ในนามเท่านั้น เ้าจักว่าอย่างไร แม่ตัวดี!!”
“โอเค้ ใครจะให้นายมาเป็สามีฉันจริงจัง”
“เรียกข้าว่า พี่! แลเรียกตัวเ้าเองว่าน้อง!”
“ไม่อะ เรียกว่าพี่ เดี๋ยวนายก็มาข่มฉันอีกฉันไม่โง่หรอกนะ”
“ประเดี๋ยวเถิด!!จักเป็เมียต้องเรียกผัวว่าพี่ ต้องเรียกข้าว่าพี่”
“เอางั้นเลยเหรอ”
ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้หญิงสาว เธอถอยหลังกรูดออกมา
“จงเรียกพี่พัน บัดเดี๋ยวนี้”
“ไม่!”
“เรียก บัด เดี๋ยว นี้!!!!”
“ต้องเรียกจริง ๆ เหรอ”
ชายหนุ่มพยักหน้า แทนคำตอบ นันดากัดฟันฝืนพูดออกไป
“ก็ได้ ๆ ๆ ...พี่...พัน”
พันยิ้มมุมปากเบา ๆความรู้สึกบางประการเกิดขึ้นภายในทรวงอกของเขาอย่างน่าประหลาด
เรือนเครื่องผูกถูกสร้างขึ้นอย่างง่ายจากไม้ไผ่ยึดเป็โครงสร้างหลักและใช้หญ้าคาแฝกทำเป็หลังคาไว้บังแดดตามอัตภาพตั้งเรียงรายในละแวกเดียวกันเป็ที่พักสำหรับไพร่พลยามศึการื้อและถอนทำลายโดยง่ายหาก้าเคลื่อนทัพ
ไอ้คม ไอ้เพชร ไอ้อิน เสียสละกระท่อมที่พักให้กับพันและมะนันดาด้วยความเต็มใจเพราะรู้มาตลอดว่าเพื่อนของตนไม่เคยแลชายตามองหญิงใดหากเขาจะมีครอบครัวแม้ในยามาก็ถือว่าเป็เื่ที่น่ายินดีไม่น้อยแต่ตรงกันข้ามกับมั่นเขามองคนทั้งคู่เดินหายเข้าไปในเรือนที่พักด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูกอาจจะเป็ความเสียดายหญิงประหลาดที่ถูกชะตา...แค่นั้นหรือ
พันกอดอกยืนพิงอยู่ตรงฝาเรือนที่ทำจากใบจากนำมาเรียงเข้ากับไม้ทับลากแล้วเย็บร้อยขึ้นเป็ตับ เขามองนันดาที่เอาแต่สำรวจพื้นที่ภายในเรือนทุกซอกทุกมุมเธอจะนอนลงได้อย่างไร ตัวเรือนยกสูงจากพื้นปราศจากดินทรายก็จริงแต่ความสะอาดไม่เทียมเท่าคฤหาสน์หลังงามของเธอได้เลย
“ นี่..นายพัน คือฉันว่า...”
“บอกแล้วใช่ฤๅไม่ว่าต้องเรียกตัวเ้าเองว่าน้องแลเรียกข้าว่าพี่”
“ตอนนี้มันไม่มีใครไม่ต้องสมบทบาทขนาดนั้นก็ได้”
“มิได้!!! แม้จักเป็เพียงแต่ในนามแต่ต้องเรียกให้ถูกทุกเพลา ผู้ใดมาแอบได้ยินเข้าจักได้มิแคลงใจ”
“โอ๊ย!!! ก็ได้ ๆ”
“ เมื่อครู่ เ้าจักพูดกระไรรึ”
“คือฉันน่ะ เอ้ย..น้อง คือน้องน่ะนอนไม่ได้หรอกนะแบบนี้ ฟูกจากยางพารามีไหม ให้นอนบนไม้แบบนี้ฉัน..เอ้ย..น้องไม่เอาหรอกนะ”
“นอนมิได้ ก็มิต้องนอน!”
นันดาพล่ามออกมาทำเอาชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินหนีปัญหาหญิงสาวเดินตามออกมาด้วยชายหนุ่มหอบกองฟางจุดไฟสุมไว้ที่หน้าเรือนเพื่อไล่ยุงไรริ้นและแมลงต่าง ๆหญิงสาวไอ จาม อย่างหนัก เอามือปิดปากจมูกเป็พัลวัน
“พี่รู้ไหมว่าจุดไฟแบบนี้มันเป็มลพิษทางอากาศเกิดฝุ่นจิ๋วพีเอ็มสองจุดห้าเลยนะ รีบดับเถอะเดี๋ยวเป็มะเร็งกันพอดี”
ชายหนุ่มทำหูทวนลมกับประโยคประหลาดที่นันดาพยายามจะอธิบายเหลือบไปมองหญิงสาวตรงหน้าั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ดูมอมแมมเอาการ ผมเผ้ารุงรังไม่เป็ทรงอีกทั้งเสื้อผ้ายังเลอะคราบเืและคราบดินดูสกปรกอย่างยิ่ง
“สารรูปเ้าในเพลานี้ สกปรก ดูมิได้นัก”
“สกปรกเหรอ นายว่าฉันว่าสกปรกเลยเหรอ”
“เรียกข้าว่า พี่!!!!!!”
พลางโยนผ้าสไบและผ้านุ่งที่เขาไปขอจากเฟื่องมาให้เมียกำมะลอของเขา
“ไปอาบน้ำแลผลัดผ้าเสีย”
นันดาคลี่ผ้าที่พับไว้อย่างดีออกมาดูไม่ต่างอะไรกับผ้าธรรมดาที่รอการตัดเย็บ
“จะให้น้องใส่สิ่งนี้เนี่ยนะ มันโป๊นะพี่เข้าใจไหม”
“โป๊คืออันใด ! แลเ้าจักมิใส่ก็ตามใจกลิ่นผ้าแลกายของเ้าส่งกลิ่นเหม็นเน่า เหมือนซากศพ ข้าเหม็น!!!”
หญิงสาวดมเสื้อของตัวเองกลิ่นคาวเืผสมกับกลิ่นเหงื่อไคลและดินโคลนคละคลุ้งจนเธอรู้สึกขยะแขยงตัวเอง
“อือหือ!!! เหม็นมาก!!!!ทำไมฉันเหม็นขนาดนี้”
พันพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของเธอ
“ห้องอาบน้ำมีไหม อยู่ตรงไหนน้องขอสบู่ก้อนใหญ่ ๆ เลยนะพี่ จะถูให้ทุกซอกทุกมุมเลย”
ร่างสูงพิศดวงหน้าสาวน้อยอย่างประหลาดใจอีกคราว
“เ้าถามหาแต่สิ่งของแปลกประหลาดที่นี่มิใช่บ้านเมืองของเ้า แลคงมิมีสิ่งที่เ้าถามหา หากมากความนัก ข้าจัก….”
“จักบั่นคอให้ตาย...” หญิงสาวเลียนเสียงทำทีเป็ชายหนุ่มเสียเองพันยืนอึ้งคิดขบขันในท่าทีของนางแต่ทำเป็นิ่งเฉยไว้
“มิใช่บั่นคอหากแต่เป็ทิ้งไว้ให้เนื้อตัวเหม็นเน่าเยี่ยงนี้ต่างหากเล่า”
“รอบนี้ไม่ฆ่าน้องให้ตายแล้วเหรอแต่ถ้าพี่คิดจะปล่อยให้เน่าแบบนี้สู้ยอมให้บั่นคอตายซะยังจะดีกว่า”
“รึจะเอาเยี่ยงนั้น”
“ไม่เอา!! น้องพูดเล่นน้องไม่เอาทั้งสองอย่างนั่นแหละ”
“ตามข้ามา!” เขาพูดเสียงห้วนมาก
“จะพาไปไหน จะพาไปฆ่าเหรอ ไม่เอานะไม่ดื้อแล้ว!!!”
“จักพาไปท่าน้ำ” นันดายิ้มกว้างรีบเดินตามเขาไป
พันใช้คบไฟส่องนำทาง เดินลิ่ว ๆ ไปสองข้างทางเป็แมกไม้ธรรมชาติ ต้นราตรีส่งกลิ่นหอมฟุ้งขจรไปทั่วบริเวณรอบข้างมืดสนิทก็จริงแต่เสียงจิ้งหรีดเรไรส่งเสียงประสานกันประหนึ่งเพลงขับกล่อมเป็เพื่อนในยามค่ำคืนนันดาเดินตามหลังร่างสูง แม้ขาที่ยาวกว่าจะทำให้เขาเดินนำลิ่วไปได้ไกลแต่เธอก็รู้สึกได้ว่า ขานั้นกลับย่างก้าวช้าลงเหมือนจงใจจะรอเธอ
“พี่พัน ตอนนี้พ.ศ.อะไรแล้วเหรอ”
ชายหนุ่มเหลือบมองเ้าหล่อนที่เดินมาด้วยกันพลางเดาความไม่ถูกว่าหมายถึงอะไร นันดารู้ในทีว่าเขาคงไม่เข้าใจความที่เธอพูด
“น้องหมายถึง ตอนนี้มันยุคไหน อย่างไรทำไมพูดด้วยแล้วพี่ถึงไม่พูดด้วยล่ะ”
“ข้ามิอยากเจรจากับคนบ้า”
“โอ้โห!!แรงอีกแล้ว”
“ข้ายอมให้ไอ้มั่นแลตัวเ้าโป้ปดผู้คนทั้งกองทัพว่าเ้าเป็เมียข้า รู้ฤๅไม่ว่าทำไม”
นันดาส่ายศรีษะ
“เพราะข้าจักได้จับตามองเ้าทุกเพลา หากทำสิ่งใดผิดแผกแปลกประหลาดแล้วไซร้ข้าจักฆ่าให้ตายเสีย”
“เอะอะก็จะฆ่าลูกเดียวเลย แน่จริงก็ฆ่าดิฆ่าดิ! ฆ่าเลย!”
ร่างบางก้าวเข้ามาประชิดตัวอย่างท้าทายพันถอยหลังหนีด้วยความใ หญิงประหลาดกล้าเกินไปและไม่เคยมีสตรีคนใดเป็ฝ่ายรุกเข้าหาเขาเช่นนี้ พันหน้าแดงระเรื่อสูญเสียความมั่นใจทำอะไรไม่ถูกจนนันดาหัวเราะลั่นออกมา
“เขินเหรอจ๊ะพี่จ้า! ฮั่นแน่!! หน้าแดงด้วย”
“หัวร่อลั่นป่าไพร! น่าละอายนัก ออกไปให้พ้นตัวข้าบัดเดี๋ยวนี้!!”
“ไม่ออก จะทำไม!!” ยิ่งว่าเหมือนยิ่งยุหญิงสาวก้าวเข้าไปใกล้มากกว่าเดิมจนหน้าเกือบชิดกันดวงตาคมโตจ้องดวงหน้าสวยที่ฉาบด้วยรอยดินบนผิวที่ขาวนวลแลเห็นแววตาหญิงสาวเป็ประกาย สายตาของเขาเลื่อนมองจมูกที่โด่งรับกับใบหน้ารูปไข่จู่ ๆเสียงหัวใจของชายหนุ่มก็ดังประสานระรัวราวกับแข่งกับเสียงของใบไม้ไหวต้องลมที่อยู่รอบข้างเขาจับหัวใจตัวเองด้วยความใ ก่อนจะผลักร่างบางเซล้มไปกองอยู่กับพื้น
“โอ๊ย!”
“อีกไม่กี่ก้าวจักถึงท่าน้ำเ้าเดินตรงไปเรื่อย ๆ เถิด ข้าจักรออยู่ตรงนี้”
นันดาลุกขึ้นมาพลางปัดเศษดินทรายตามกางเกงยีนของตัวเอง
“แล้วทำไมต้องผลักน้องด้วยล่ะไม่ชอบก็พูดกันดี ๆ สิ เชอะ!”
ชายหนุ่มนำคบไฟยัดใส่มือนันดาและนั่งรออยู่ตรงใต้ต้นไม้ใหญ่ รู้สึกใบหน้าตนเองร้อนผ่าวแดงระเรื่อก้มหน้าไม่กล้าสบตาหญิงสาวเสียได้
“แล้วนี่จะให้น้องเดินไปคนเดียวเนี่ยนะแล้วถ้าโจรป่าพม่ามาอีก น้องจะทำยังไง”
“ตรงนี้มิมีผู้ใดดอก นอกจากเ้าแลข้าเ้าจักอาบฤาไม่ หากมิอาบ ข้าจักกลับ”
“อาบ ๆ ๆ พี่นั่งรอน้องตรงนี้นะ ห้ามไปไหนสัญญา”
นันดายื่นนิ้วก้อยให้ชายหนุ่มเขามองนิ้วเรียวสวยของเธอและไม่เข้าใจว่านันดา้าให้เขาทำอะไร
“สัญญาไง พี่ก็แค่ทำแบบนี้” หญิงสาวจับนิ้วก้อยของเขาขึ้นมาเกี่ยวนิ้วก้อยของเธอพันตาเบิกโพลงด้วยความใ มองหน้าเด็กสาวอย่างคาดไม่ถึงชายหนุ่มรีบชักมือกลับทันใด
นันดายิ้มอย่างสบายใจและเดินหายเข้าไปในท่าน้ำเพียงลำพัง
ชายหนุ่มนั่งอึ้งอยู่คนเดียวเสียงแมลงกลางคืนร้องระงมทั่วบริเวณ หากแต่เขามิได้ยินเสียงอื่นใดนอกจากหัวใจที่เต้นโครมครามประหนึ่งจะทะลุออกมากองอยู่ด้านนอก
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก