“ไหนว่าพีชจะมาตอนสาย?”
พรรษาอุ้มลูกสาวขึ้น หอมแก้มทั้งซ้ายและขวา
“คุณแม่ มาช้าจัง” เด็กหญิงทำหน้าหงอยๆ
“แม่พีชขอโทษนะ งานแม่ยังไม่เสร็จก็เลยมาช้า แม่ไปทำงานหาเงินมาเลี้ยงพีชไง?”
แสนรักพยักหน้า “ค่ะ แสนยักต้องอดทน”
“เก่งมากค่ะ ได้เวลานอนแล้วนะ เป็เด็กนอนดึกมากไม่ดี”
“บุญ พาแสนรักไปเข้านอนที”
บุญดีเป็ทั้งแม่บ้านและพี่เลี้ยง แสนรักทำหน้าหงอยๆ เด็กน้อยอยากจะอยู่คุยเล่นกับมารดาแต่ก็ง่วงจนเริ่มหาว พอบุญดีมาอุ้มก็ตัวอ่อนลงทันที
แทนพงษ์ที่เพิ่งเดินเข้ามาในห้องรับแขกมองดูหลานสาวตัวน้อยคอพับคออ่อนก็หัวเราะ “อุตส่าห์อดทนนั่งรอพีชอยู่ตั้งนาน ตอนนี้แบตคงหมดจริงๆ แล้วล่ะ” ชายหนุ่มหันไปมองหน้าน้องสาวที่ดูอิดโรย “ทำไมมาค่ำจัง?”
“คุณเนศน่ะสิ แกล้งพีช”
แทนพงษ์หัวเราะร่วน “เป็เหมือนที่พี่บอกใช่ไหม? เขาไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ใครมาเอาเปรียบได้ง่ายๆ ไม่ฉลาด ไม่ทันคนก็คงจะคุมบริษัทใหญ่โตอย่างวินเนอร์ไม่ได้”
“ค่ะ ดูแล้วคงจะหลอกได้ยาก”
“ดูจากท่าทางพีชแล้ว เขาเก็บดอกเบี้ยทบต้นล่ะสิ”
“อือ” หญิงสาวพยักหน้าเหนื่อยๆ เอนหลังกับพนักโซฟา
“สัญญาคู่ค้าห้าปี ทำให้ฟาร์มเราฟื้นได้แน่ ยอมให้เขาหน่อยจะเป็ไรไป ว่าแต่ครบสามเดือน พีชแน่ใจนะว่าจะเลิกกับเขา”
“ยังไม่ได้ตัดสินใจเลยค่ะ ดูไปก่อน” เธอหลับตาแล้วพูดออกมาง่ายๆ
“หาทางอยู่ไปเลยก็ดีนะ ครอบครัวจะได้พร้อมหน้า แสนรักจะได้มีพ่อจริงๆ กับเขาสักที ไม่ใช่แค่ลุงที่ปลอมมาเป็พ่อ พอโตกว่านี้แสนรักก็จะรู้ความจริง ถึงวันนั้นความรู้สึกโหยหาในใจเด็ก เราคงจะยากจะเยียวยา”
“ถ้าเขาไม่ได้อยากมีลูกล่ะค่ะ?”
“เขาพูดหรือยัง?”
“ยังค่ะ”
“ถ้างั้นก็ยังพอมีทาง”
“ไหนพี่แทนว่าให้พีชแค่หาเงินใช้หนี้ไงคะ? เพิ่งผ่านไปแค่สามวันก็คิดจะให้พีชจับเขาแต่งงานแล้ว”
“เื่เลยเถิดมาขนาดนี้ ท่าทางเขาก็ดูชอบพีชออก ไม่งั้นคงไม่ให้ยืมรถราคาแพงขนาดนี้มาขับหรอก”
“ก็แค่เซ็กส์ ถ้ามากกว่านั้นอาจจะเป็ไปไม่ได้ พี่แทนพูดเองนี่คะว่าเขาเป็เพลย์บอย เพลย์บอยที่ร่ำรวยมักจะใช้เงินกับรถมาหลอกล่อผู้หญิงไม่ใช่เหรอคะ? เขาจะแสดงความใจป้ำกับพีชก็ไม่แปลก”
“แต่ให้เป็แค่เื่เซ็กส์ ดูจากสองวันนี้ ถ้าเขาไม่พิศวาสก็คงไม่กักตัวพีชไว้ทั้งวันหรอก ได้ยินว่าธเนศเป็เพลย์บอยที่ไม่เคยปล่อยให้เสียงาน วันนี้ยอมหนีงานอยู่กับพีช นี่เรียกได้ว่า...ติด ชัดๆ”
พรรษาหน้าแดง เมื่อนึกถึงการนัวเนียของธเนศที่เรียกได้ว่าแทบไม่อยู่ห่างจากเธอ “เขาอาจจะเป็แค่พวกหื่นก็ได้นะคะ”
“ดูจากสีหน้าพีช ก็ชอบไม่ใช่เหรอ?”
“พี่แทน....” พรรษาลากเสียงยาว “เื่เขาพักไว้ก่อนเถอะค่ะ”
เธอไม่กล้าบอกแทนพงษ์ว่าไม่ใช่แค่รถ แต่เธอได้เงินจากธเนศมาอีกหนึ่งล้านนอนนิ่งอยู่ในบัญชีฝากประจำ ล้านแรกที่ได้มาจากเขา พี่ชายเธอก็เตือนเอาไว้แล้วว่าเงินล้านนั้นธเนศคงไม่ได้ให้มาเปล่าๆ
“ในฟาร์มเื่เรียบร้อยไหมคะ?”
“อือ เรียบร้อยดี เผ่าจ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างคนงานครบหมดแล้ว ลูกค้าจ่ายเงินเข้ามาปกติ ไม่มีเื่น่าห่วง” แทนพงษ์เหลือบมองหน้าน้องสาวที่ดูผ่อนคลายขึ้น “โปรเจกของวินเนอร์คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?”
หญิงสาวส่ายหน้า พอได้เงินล้านเธอก็ลืมสิ่งที่ควรถามไปเสียสนิท
“แกอยู่กับเขาทั้งวันทั้งคืนขนาดนั้น น่าจะถามสักหน่อยนะ เราจะได้วางแผนถูก”
“พีชลืม ขอโทษนะพี่แทน”
“แล้วเมื่อไหร่? บริษัทวินเนอร์จะเริ่มโปรเจกซะที เมื่อเช้าเผ่ามันก็บ่นแล้วนะว่าไม่อยากตระเวนให้คนงานไปส่งนมตามร้านเล็กๆ ถ้าเรามีแหล่งใหญ่ส่งที่เดียวจะประหยัดทั้งค่าน้ำมันและค่าแรง”
พรรษาพยักหน้า “ค่ะ สุดสัปดาห์นี้พีชจะลองถามดู”
“สภาพเธอดูไม่ไหวเลย ไปนอนเถอะ”
หญิงสาวเปลี่ยนชุดนอนแล้วเปิดประตูไปยืนรับลมอยู่ที่ระเบียง เธอเพิ่งตื่นเมื่อตอนพระอาทิตย์จะตก แม้จะเหนื่อยแต่ก็ยากจะหลับตา
เสียงรถและไฟท้ายที่ค่อยๆ ห่างออกไปทำให้พรรษารู้สึกประหลาดใจ ดูจากตำแหน่งไฟด้านหลังรถยนต์พอจะเดาได้ไม่ยากว่าเป็รถของธนนท์ ญาติผู้พี่ที่ไม่เอาไหนของเธอ
พรรษากดโทรศัพท์หาพี่ชายที่นอนอยู่ห้องข้างๆ กดเปิดลำโพงแล้วกรอกเสียงลงไป “พี่แทน พี่นนท์ออกไปข้างนอกตอนนี้ คงไม่มีเื่หรอกนะ”
“ดึกแล้วนะ จะว่าไปกินเหล้าก็ไม่น่าจะใช่เวลา ออกไปทำไมนะ?” แทนพงษ์รีบลุกขึ้นไปยืนที่ระเบียง
ห้องนอนของพรรษากับห้องนอนของพงษ์อยู่ติดกัน ส่วนห้องนอนของแสนรักอยู่ติดกับห้องของพรรษาและเป็ด้านในสุดของชั้นสอง สองพี่น้องวางโทรศัพท์มือถือลงแล้วหันไปสบตากัน
“ปกติ ถ้าพี่นนท์จะไปกินเหล้าก็มักจะออกไปตอนหัวค่ำ แต่ออกไปเวลานี้ดูแลแปลกไปหน่อยนะ” แทนพงษ์มองตามไฟรถที่เห็นเพียงไฟกระพริบที่กลายเป็จุดแดงๆ
“กลัวแต่พรุ่งนี้พี่แนนจะมาลางานแทนพี่นนท์อีกน่ะสิ นี่ลาจนหมดโควต้าแล้วนะ ต่อไปต้องถูกหักเงินเดือน ใช้ชีวิตกันแบบนี้เงินเดือนจะพอยาไส้เหรอ?”
“เอาน่าพีช เราบอกเราเตือนไปก็เท่านั้น ชีวิตของเขา ถ้าเขาไม่อยากเปลี่ยน ใครก็เปลี่ยนมันไม่ได้ เราสองคนเข้านอนดีกว่า”
เช้าวันต่อมา ธนียาก็ส่งจดหมายลางานเข้าในอีเมล์ให้กับเผ่าพงษ์จริงๆ พรรษาเห็นแล้วก็หัวเราะออกมา
“ทำไมพี่ไม่ซื้อหวยได้ถูกแบบนี้นะเผ่า?”
“พี่พีช ถ้าพี่นนท์ออกไปข้างนอก ใครๆ ก็พอจะเดาออกทั้งนั้นว่าวันต่อมาไม่มาทำงานสายก็ลางานไปเลย”
“เออ จริงด้วย”พรรษาพยักหน้าหงึกหงัก “งั้น เผ่าก็ส่งอีเมล์ตอบกลับไปด้วยว่าตอนนี้พี่นนท์หมดโควต้าลางานแล้ว ต่อไปไม่ว่าจะขาดหรือลาก็ต้องถูกหักเงินเดือน”
“ได้ เผ่าจะกรอกแบบฟอร์มส่งกลับไปเดี๋ยวนี้เลย คราวหน้าได้จ่ายเงินเดือนพี่นนท์น้อยลงแน่” เผ่าพงษ์หัวเราะพอใจ เขาก้มหน้าก้มตาอยู่กับคอมพิวเตอร์ตรงหน้าไม่นานก็กดส่ง “เสร็จแล้ว”
“ตอนนี้พี่นนท์ก็ยังไม่กลับมาใช่ไหม?” พรรษาขมวดคิ้ว
“ใช่ครับ ยามหน้าประตูบอกว่ายังไม่เห็นรถกลับมา ผมให้เพื่อนไปสืบที่ร้านเหล้าขาประจำแล้ว เด็กเสิร์ฟบอกว่าเมื่อคืนพี่นนท์ไม่ได้เข้าไป”
“อาจจะไปร้านอื่นก็ได้”
“ผมถามไปหลายร้านแล้วนะ”เผ่าพงษ์เป็คนกว้างขวาง เขารู้จักคนหลากหลายอาชีพ ปกติเขาสามารถสืบหาตัวธนนท์ได้อย่างรวดเร็ว ทว่าั้แ่เมื่อคืนจนถึงตอนเที่ยงของวันนี้ เขากลับหาตัวญาติผู้พี่ไม่เจอ
“แปลกจริง นอกจากไปนั่งดื่มและก็มั่วสุมกับพวกผู้หญิง พี่นนท์ก็ไม่เคยไปวุ่นวายที่อื่นเลยนี่?”
“ผมว่าพี่แนนน่าจะรู้แต่เหมือนช่วยกันปกปิด เมื่อเช้าผมถามแล้ว พี่แนนดูมีพิรุธชอบกล”
พรรษาได้ยินเผ่าพงษ์พูดเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว “ถ้ารู้เห็นกัน น่าจะไม่ใช่เื่ดี หรือว่าลุงใหญ่มีเื่อะไรอีกที่เราไม่รู้?”
“ไม่น่านะ กำไลอีเอ็มก็ยังใส่อยู่ ลุงใหญ่เป็คนขี้ขลาดกลัวจะได้เข้าคุกจนยอมคุกเข่าขอร้องพี่ เผ่าจำไม่ได้เหรอ?”
*********************
*กำไลอีเอ็ม (Electronic monitoring) อุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้ใส่ให้ผู้ต้องหาที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวให้ออกมาใช้ชีวิตนอกเรือนจำ
