ภายในห้องมีแสงสลัวจากตะเกียงมู่เลี่ยงหรงก้าวเท้าฉับ ๆ ไปทางซ้ายและลัดเลี้ยวไปทางขวาตามทางเดินแคบ ๆ ก่อนวางสตรีที่ตนถือวิสาสะอุ้มมาบนลังไม้ใบใหญ่ที่อยู่ชิดผนังด้านหนึ่ง
เยี่ยนเยว่ฉียังคงตกใจไม่คิดว่าฉินอ๋องจะกระทำการอุกอาจพานางเข้ามา ‘ลงโทษ’ ในที่แบบนี้ หญิงสาวผู้ตื่นตระหนกพยายามมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจว่าตนอยู่ที่ใด จากสภาพที่แลเห็นนี่คงเป็นห้องเก็บสัมภาระบนเรือ
มู่เลี่ยงหรงจดจ้องสตรีเบื้องหน้าไม่วางตาเห็นนางตกประหม่าแต่ก็ไม่ได้ขาดสติทั้งยังพยายามมองหาทางหนีทีไล่ ในใจก็นึกชื่นชมนางอยู่บ้างหากเป็นสตรีอื่นคงร้องโวยวายน่ารำคาญไปแล้วคู่หมั้นของเขาแม้จะบอบบางแต่ก็มิได้อ่อนแอ คุณสมบัติที่เขาค้นพบมีมากขึ้นทุกขณะยามนี้อ๋องหนุ่มไม่เสียใจที่เลือกนางเป็นหวางเฟยถึงแม้จะมีเรื่องการเมืองมาข้องเกี่ยวอยู่บ้างแต่ทั้งหมดก็มาจากความพึงพอใจของตนเองทั้งสิ้น เพราะถ้าไม่ต้องการแม้แต่พระเชษฐาก็ไม่อาจฝืนใจเขาได้
“เจ้าหนีไปไหนไม่ได้หรอกคุณหนูเยี่ยน”มู่เลี่ยงหรงพูดกลั้วหัวเราะ
“หม่อมฉันไม่ได้คิดหนีเสียหน่อย”ความจริงเยี่ยนเยว่ฉีอยากจะวิ่งหนีไปให้ไกล ติดก็แต่มีคนตัวโตขวางเอาไว้อย่างนี้
“เตรียมใจให้เราลงอาญาเจ้าหรือยัง”
“เยว่ฉีมีความผิดทำให้ท่านอ๋องมีโทสะหากท่านจะลงโทษ ถึงหม่อมฉันไม่พร้อมก็ต้องพร้อมเพคะ” นางตอบคล้ายไม่ยี่หระ
“ดีใจกล้าดี เราชอบ”
“แต่นี่ไม่ใช่ห้องลงทัณฑ์ท่านอ๋องจะลงโทษให้หม่อมฉันแบกของหรือ” นางเดาไม่ออกจริง ๆว่าอีกฝ่ายพานางเข้ามาในนี้ทำไม
“เสี่ยวเยว่เจ้าช่างมีอารมณ์ขัน” สรรพนามที่เขาใช้เรียกขานนางเปลี่ยนไปเป็นสนิทชิดเชื้อดั่งวันเทศกาลหยวนเซียว
“เช่นนั้นท่านอ๋องพาหม่อมฉันมาทำอะไรที่ตรงนี้”
“ก็มาลงโทษไงล่ะพระจันทร์ดวงน้อย”
“แล้วจะลงโทษเยี่ยงไรเล่าหรือท่านอ๋องจะขังหม่อมฉันไว้ในนี้”
มู่เลี่ยงหรงไม่ตอบ แต่ดึงร่างเยี่ยนเยว่ฉีสู่อ้อมกอดฝ่ามือร้อนรั้งต้นคอคนงามไว้ไม่ให้ดิ้นหนี เขาโน้มใบหน้าลงประกบจูบอย่างหนักหน่วงบดขยี้ริมฝีปากรุนแรง ลิ้นร้อนไล่เลียริมฝีปากอิ่มงาม บงการรุกเร้าให้นางตอบสนองชายหนุ่มโหมจูบดูดกลืนลมหายใจของหญิงสาวไม่ยอมให้ริมฝีปากผละออกจากกันแม้เพียงกะพริบตา มีแต่จะแทรกเรียวลิ้นชิมความหวานมากยิ่งขึ้นเขาขบกัดจนกลีบปากบอบบางบวมเจ่อเป็นสีแดงช้ำ พยัคฆ์ร้ายหมายใจจะลงโทษนางให้หลาบจำ
เยี่ยนเยว่ฉีสะอื้นเพราะเจ็บไปหมดโทสะของเขายังคงคุกรุ่นจึงรั้งใบหน้าของนางให้เชิดขึ้นเพื่อรับจูบอันลึกซึ้งและรุนแรงมากกว่าเก่าเฝ้ารุกเร้าผ่านทางแยกที่เผยอออกสอดปลายลิ้นเกี่ยวกระหวัดดูดดึงขบกัดลิ้นบางอย่างมันเขี้ยว หญิงสาวแทบหายใจไม่ออกร่างสั่นสะท้านครางหวิว ทั้งเจ็บปวดและสุขสมในเวลาเดียวกันก่อเกิดเป็นความทรมานอันแสนหวาน บุรุษผู้นี้กำลังลงทัณฑ์นางให้สาสม สัมผัสจึงเต็มไปด้วยอารมณ์รุนแรงไม่เหมือนเช่นจูบอันดูดดื่มเมื่อวันวาน นางเสียใจที่เขาไม่ทะนุถนอมตนเองอีกแล้ว
“อือ จะ...เจ็บ” เยี่ยนเยว่ฉีพยายามร้องประท้วงในขณะที่เขาถอนริมฝีปากออกเล็กน้อย
“ข้าเจ็บกว่าเจ้ามากมายนัก” เขาโต้ตอบด้วยเสียงอันแหบพร่า
“ท่านอ๋องเจ็บปวดด้วยเรื่องใด”ประกายน้ำใสคลอเบ้าตา เจ็บเพราะจูบที่เขามอบให้นาง
“เจ้ายิ้มให้ชายอื่น หัวเราะยามเขาพูดจาที่สำคัญเจ้ามองเมินไม่สนใจ ทำให้ข้าทั้งเจ็บปวดและริษยา”
“ท่านอ๋องหึงหม่อมฉันจริง ๆ ด้วย” มุมปากอิ่มงามเผยรอยยิ้ม
“สาแก่ใจเจ้าแล้วใช่หรือไม่จะหัวเราะเยาะข้าก็ได้” ใบหน้าคมเบี่ยงหลบเล็กน้อยด้วยไม่ต้องการให้สตรีตรงหน้ามองเห็นร่องรอยของความหวั่นไหวคำพูดเหล่านี้ไม่เคยหลุดออกมาจากปากเลยสักครั้งนางเป็นสตรีคนแรกที่ทำให้เขาต้องวางคำว่าศักดิ์ศรีลง
“หม่อมฉันไม่มีทางหัวเราะท่านอ๋องมีแต่จะสุขใจที่ได้ยินเพคะ”
“เสี่ยวเยว่ เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ทั้งๆ ที่พอจะเดาความตั้งใจของหญิงสาวได้แต่แรกแต่การแกล้งทำเป็นไขสือน่าจะทำให้นางรู้สึกยินดีกับชัยชนะน้อย ๆ นี้ได้
“เป็นท่านอ๋องไม่ชัดเจนเองนะเพคะหม่อมฉันจึงต้องเพียรหาวิธีให้ท่านบอกความในใจ”
“ไม่จริง ข้าแสดงความจริงใจตั้งแต่ต้นแต่เจ้ากลับมีความลึกซึ้งกับชายอื่นอยู่ก่อนแล้ว หากวันนั้นเจ้าปฏิเสธข้าเสีย ก็คงไม่ต้องพลาดวาสนากับเขาเช่นนี้กระมัง”คำตัดพ้อทั้งหลายพรั่งพรูออกมาจากบุรุษผู้แสนเย่อหยิ่งถึงเขาจะคิดว่าเฟิงหลี่จื้อคือเครื่องมือลองใจของนางก็ตามแต่ท่าทีของบุรุษหน้าตายผู้นั้นเป็นความรู้สึกแท้จริงอย่างไม่ต้องสงสัยพวกเขาเติบโตมาด้วยกัน เยี่ยนเยว่ฉีอาจจะยังเหลือเยื่อใยก็เป็นได้
“เยว่ฉีไม่ได้ชอบพี่หลี่จื้อเขาเป็นเพียงเพื่อนในวัยเยาว์เท่านั้น ที่เห็นหม่อมฉันยิ้มและหัวเราะ นั่นเป็นเพราะนึกถึงตอนเป็นเด็กหญิงไร้เดียงสาเพียงเท่านั้น”
ในใจบุรุษโล่งสบายฉันพลันแต่ยังคงรักษาสีหน้าเอาไว้ไม่หลุดยิ้มดีใจไปเสียก่อน “จริงหรือ”
“จริงสิเพคะ เยว่ฉีมีเพียงใจเดียวไม่เหมือนท่านอ๋องที่มีสตรีรายล้อม ทั้งคนใหม่คนเก่ารอบตัวไปหมดเป็นผู้อื่นต่างหากที่สมควรพูดว่าปวดใจ”
“เจ้ามีใจเดียวซ้ำยังกำลังปวดใจเพราะข้า”
“เป็นท่านอ๋องทั้งนั้นที่ยิ้มให้หญิงอื่นหัวเราะยามนางพูดจา ทั้งยังบังคับให้หม่อมฉันยอมรับการแบ่งปันท่านกับสตรีผู้นั้นการแสดงออกอย่างสนิทสนมกับนางทำให้เยว่ฉีเจ็บปวดและริษยาจนอยากจะจับถางซือเซียนโยนลงจากเรือ”
“เจ้าหึงข้ากับเซียนเอ๋อร์ถึงเพียงนี้เชียว”
“หึ! เซียนเอ๋อร์รึท่านอ๋องเรียกนางอย่างสนิทสนม แต่กลับเรียกหม่อมฉันว่าคุณหนูเยี่ยน”
“เจ้าคิดมากกระทั่งเรื่องนี้”
“ยังมีอีกเรื่องท่านอ๋องพาถางซือเซียนไปทุกที่ดั่งเงาตามตัวยามหม่อมฉันเห็นหน้าท่านก็ต้องเห็นหน้านางทั้งที่สัญญาเอาไว้ดิบดีเมื่อวันเทศกาลหยวนเซียว ดูท่าใครบางคนคงลืมไปแล้วกระมัง”
“เสี่ยวเยว่ ข้าไม่เคยลืมคำอธิฐานอันแสนหวานของเจ้า”
“ไม่ได้ลืม แต่ก็ไม่คิดจะทำตามผู้หญิงคนนั้นคงสำคัญกับท่านมากกว่าหม่อมฉันสินะเพคะ”
“หากเรื่องของเซียนเอ๋อร์ทำให้เจ้าปวดใจ...ข้าขอโทษ”
นางเบิกนัยน์ตากว้าง “ท่านอ๋อง...”ตกใจที่เขายอมรับความผิด
“พระจันทร์ดวงน้อยของข้า อภัยได้หรือไม่”
“เยว่ฉีมิบังอาจเพคะขอเพียงท่านอ๋องทำตามคำสัญญาก็เพียงพอแล้ว”
“ได้ แต่เจ้าควรเลิกปากแข็งได้แล้วพูดว่าชอบข้าสักคำเถิด”
“มะ...หม่อมฉันยังต้องพูดอีกหรือ”
“ข้าอยากได้ยิน” น้ำเสียงของเขาแหบพร่าแววตาเว้าวอน ความในใจถูกถ่ายทอดออกมาบนใบหน้าหล่อเหลาราวรูปสลักแสงนวลจากตะเกียงเพียงไม่กี่ดวงที่ถูกจุดอยู่ในห้องขับเน้นให้มู่เลี่ยงหรงดูมีเสน่ห์ยากจะต้านทาน“เพียงเจ้าพูดมาคำเดียว ต่อแต่นี้ไปข้าจะไม่เหลียวแลสตรีใดอีกเลย”
“หากหม่อมฉันไม่ยอมพูดเล่าเพคะ”
“เด็กดื้อ...ถ้าเจ้าไม่ยอมบอกข้าจะลงโทษจนกว่าเจ้าจะพูดนะ ไม่กลัวหรือ”
“ไม่เพคะ ให้ตายหม่อมฉันก็ไม่พูด”เยี่ยนเยว่ฉีหันหน้าไปทางอื่นอย่างแง่งอน อุตส่าห์เผยความในใจถึงเพียงนี้แล้วอีกฝ่ายก็ยังคิดเอาชนะ จะบอกว่าชอบนางก่อนบ้างก็ไม่ได้
มู่เลี่ยงหรงรู้ว่าคู่หมั้นแสนงอนต้องการให้เขาพูดก่อนแต่ในเมื่อเป็นการลงโทษก็ต้องให้นางเป็นฝ่ายเอ่ยปาก
ครั้นเห็นคนงามยังแสดงอาการดื้อดึงท่านอ๋องหนุ่มจึงกระชับอ้อมกอดพลางโน้มศีรษะลงจนหน้าผากของทั้งสองสัมผัสกันนิ้วเรียวหยาบถูไถบนริมฝีปากอิ่มบวมเจ่อ ก่อนจะอดใจไม่ไหวแนบริมฝีปากประทับจุมพิตแผ่วเบาชวนให้อีกฝ่ายเคลิบเคลิ้มหญิงสาวหลับตาพริ้มจูบตอบอย่างเต็มใจ
เยี่ยนเยว่ฉีไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดรู้แต่ว่าลิ้นร้อนตวัดรัดลิ้นนางไม่ยอมหยุดจากจังหวะอันเนิบช้าสู่ท่วงทำนองอันเร่าร้อนหวามไหว แลกเปลี่ยนลมหายใจจนก่อให้เกิดเพลิงแผดเผาภายในทั้งสองแทบจะหลอมละลายอยู่ในอ้อมกอดซึ่งกันและกัน
เสียงหอบหายใจของสตรีในอ้อมแขนทำให้ฝ่ายบุรุษไม่อาจระงับใจได้อีกริมฝีปากบางไล่จูบลงมาตรงซอกคอไวต่อความรู้สึกลิ้นร้อนลากโลมเลียผิวนุ่มเนียนเนิ่นนาน ไออุ่นราดรดลำคอระหง ไรเคราสากด้านครูดผิวอ่อนจนเห่อแดงร่างบางสั่นสะท้านกับทุกสัมผัสที่เขามอบให้จนแทบจะสิ้นแรงทำได้เพียงโอบต้นคอเขาไว้แน่น
“อย่าปากแข็งอีกเลย...บอกข้าสิว่าเจ้าชอบข้า”เขายังคงเว้าวอนด้วยเสียงอันแหบพร่า
“อือ ทะ...ท่านอ๋อง” ปากกลับทำได้เพียงร้องเรียกบุรุษของนาง
“ช่างปากแข็งยิ่งนักข้าคงต้องเพิ่มบทลงโทษ ดูสิว่าเจ้าจะสารภาพเมื่อใด”