ทำลายปราการจักรกลเทพพิทักษ์ (2)
เมื่อเห็นสีหน้าและการกระทำของกัส ใบหน้าของครึ่งเทพชราทั้งสามก็กลายเป็นดำมืด จิตสังหารของพวกมันพวยพุ่งออกมาจนปกคลุมท้องฟ้าไปจนหมดสิ้น
แรงกดดันอันมหาศาลที่เกิดจากการรวมจิตสำนึกของครึ่งเทพชราทั้งสามก็กดทับลงมาพร้อมกันด้วยเจตนาที่จะบดขยี้จิตสำนึกของกัสให้แตกสลาย
เมื่อถูกกดทับด้วย ‘เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์’ ของครึ่งเทพชราทั้งสามซึ่งเกิดจากวิชาลับแขนงหนึ่งซึ่งมีเพียงเทพระดับ 9 ดาวขั้นสูงสุดเท่านั้นที่สามารถฝึกได้
สีหน้าของกัสก็เปลี่ยนไปจนน่ากลัว ใบหน้าของเขาซีดลงในทันที แรงกดดันของครึ่งเทพชราทั้งสามซึ่งอยู่ในจุดสูงสุดของครึ่งเทพนั้น ทำให้จิตสำนึกของกัสปวดร้าวอย่างถึงที่สุด
ทว่าพริบตาต่อมานั้นดวงตาของกัสก็ทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง จิตสำนึกที่ถูกกดทับด้วยเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ของครึ่งเทพชราทั้งสามนั้นก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
เมื่อเผชิญกับแรงกดดันที่น่ากลัว มันก็หดตัวลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการหดตัวของจิตสำนึก ความแข็งแกร่งของจิตสำนึกก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตระหนก
ในเวลาเดียวกันนั้นผลึกจิตสำนึกของบรรพชนนักบวชแดงที่ยังดูดกลืนไม่หมดก็ถูกดูดกลืนเข้าไปด้วยความเร็วที่มากยิ่งกว่าเดิม มันทำให้กัสได้รับการรู้แจ้งมากมายจนดวงตาทอประกายเจิดจ้าราวกับดวงตะวัน
เพียงแค่อึดใจเดียว จิตสำนึกของกัสก็ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง พร้อมกับการรู้แจ้งอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้จิตสำนึกของเขาเปลี่ยนแปลงไป
เปลวไฟดวงหนึ่งลุกไหม้ขึ้นในจิตสำนึกของกัส ไฟดวงนี้ไม่ใช่ไฟที่แท้จริง ไม่ใช่เพลิงจิตสำนึกหรือเพลิงชนิดใด แต่เป็น ‘จิตวิญญาณเพลิง’ ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับจิตวิญญาณกระบี่
จิตวิญญาณเพลิงอันแสนบริสุทธิ์นี้ก่อตัวขึ้นจากการรู้แจ้งและหลอมรวมเข้ากับจิตสำนึกของกัสในชั่วอึดใจ จนทำให้เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ของเขาก่อตัวขึ้นตามธรรมชาติ
พริบตาสั้นๆ ที่เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ก่อตัวขึ้น จิตสำนึกอันยิ่งใหญ่ของกัส ซึ่งเดิมทีก็มีขนาดใหญ่กว่าคนในระดับเดียวกันหลายเท่าก็เกิดการหดตัวอย่างรวดเร็ว
ความแข็งแกร่งของจิตสำนึกเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ราวกับกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ซึ่งเปลี่ยนจากจิตสำนึกที่ไร้สภาพกลายเป็นเปลวไฟ เป็นเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ที่ลุกไหม้ราวกับเปลวไฟ
เมื่อเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ลุกโหมขึ้น ดวงตาของกัสก็ทอประกายเจิดจ้าถึงขีดสุด พริบตานั้นเขาก็ส่งเสียงคำรามออกมา เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ของครึ่งเทพชราทั้งสามก็ถูกสะท้อนกลับไปในทันที
“เป็นไปไม่ได้!!!”
“เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์! มันสร้างเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ได้จริงๆ”
“บัดซบ! จิตสำนึกของมันแข็งแกร่งขนาดนี้ได้ยังไงกัน!!”
สีหน้าของครึ่งเทพชราทั้งสามซีดลงในทันที ผลกระทบจากการสะท้อนกลับทำให้จิตสำนึกของพวกมันบาดเจ็บ แต่เพราะมีภาพมายาของเครื่องจักรกลปกคลุมอยู่จึงไม่มีใครมองเห็นได้
แต่สำหรับกัส สิ่งที่เกิดขึ้นมันชัดเจนมาก ต่อให้เขามองไม่เห็นสีหน้าของครึ่งเทพชราทั้งสาม แต่สัญชาตญาณของเขาก็สัมผัสได้ถึงความผันผวนที่เกิดขึ้นกับพลังของทั้งสามได้
รอยยิ้มดูถูกจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาซึ่งทำให้ครึ่งเทพชราทั้งสามโกรธแค้นจนหน้าแดงก่ำ
“กัสโทนีย่า!! เจ้าทำแบบนี้หมายความว่ายังไง!! ตระกูลอันดูวเดธต้องการประกาศสงครามกับตระกูลดีไวซ์เนอร์ใช่หรือไม่! หากเจ้าไม่มีคำอธิบายที่น่าพอใจก็อย่าหาว่าข้าไร้เหตุผล!!”
เสียงตวาดนี้เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่ก็เห็นได้ชัดว่ามันมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ เจตนาของครึ่งเทพชราทั้งสามเปลี่ยนไปอย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะพวกมันไม่มั่นใจแล้วว่าจะสามารถเอาชนะกัสได้
กัสเห็นแบบนั้นก็เข้าใจได้ด้วยสัญชาตญาณ ความดูถูกในสายตาของเขาจึงยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก
“คำอธิบาย! พวกท่านทำอะไรลงไปก็น่าจะรู้ตัวดี อย่ามาหาข้ออ้างที่ทำให้ข้าดูถูกพวกท่านไปมากกว่านี้จะดีกว่า!!”
เมื่อได้ยินแบบนั้นสีหน้าของครึ่งเทพชราทั้งสามก็เปลี่ยนไป พวกมันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันชั่วขณะ พวกมันก็มั่นใจว่ากัสรู้ถึงแผนการที่ตระกูลของพวกมันทำลงไปแล้วจริงๆ
พริบตานั้นความละอายใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของครึ่งเทพชราทั้งสาม แต่ก็ถูกพวกมันสลัดทิ้งไปอย่างรวดเร็วเพราะพวกมันทราบดีว่าไม่มีประโยชน์ที่จะมารู้สึกละอายใจในยามนี้
แม้ว่าพวกมันจะไม่เห็นด้วยกับแผนการอันน่ารังเกียจที่ตระกูลวางแผนไว้ แต่การที่พวกมันไม่ได้พยายามหยุดแผนการนั้นไว้ ก็ทำให้พวกมันไม่มีสิทธิ์ที่จะละอายใจ
สิ่งเดียวที่พวกมันทำได้มีเพียงกัดฟันอดทนต่อไปและเอาชนะอุปสรรคทุกอย่างเพื่อความรุ่งโรจน์ของตระกูล
เมื่อตัดสินใจที่จะไม่พูดอีก ครั้งเทพชราทั้งสามก็ลงมือต่อในทันที
กัสเห็นแบบนั้นก็เค้นเสียงออกมาด้วยความเย็นชา ขณะที่ดวงตาของเขาทอประกายอันลึกซึ้งออกมา
‘ความรู้สึกนี้คือจิตวิญญาณสินะ ถ้าเช่นนั้นก็’
สิ้นความคิดเพลิงต้นกำเนิดที่ไหลทะลักออกมาราวกับสายน้ำก็เปลี่ยนแปลงไป พวกมันไม่ได้ทรงพลังขึ้น ความเร็วไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ราวกับภาพวาดที่ได้รับจิตวิญญาณทำให้ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่ไม่สามารถอธิบายได้
พริบตานั้นกัสได้ใส่จิตวิญญาณเพลิงลงไปในเพลิงต้นกำเนิด ความน่ากลัวของมันก็เพิ่มขึ้นอย่างมากแม้ว่ามันจะดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
นี่คือความลึกลับของสิ่งที่เรียกว่าจิตวิญญาณ จิตวิญญาณนั้นเป็นสิ่งที่ต่างจากวิถีหรือแก่นแท้ มันเป็นพลังที่เกิดจากอำนาจของจิตใจ ไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจ แต่เป็นพลังอันบริสุทธิ์ที่สามารถหลอมรวมได้กับทุกสิ่ง
ทันทีที่กัสเพิ่มจิตวิญญาณเพลิงลงไป เพลิงต้นกำเนิดก็ราวกับกลายเป็นเพลิงขึ้นมาจริงๆ ความสามารถในการแผดเผาของมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตระหนก การกลืนกินของพวกมันก็ทรงอำนาจขึ้นอย่างมาก
เพียงชั่วอึดใจเดียวทุกสิ่งก็ลุกเป็นไฟ ทุกทิศทางที่แม่น้ำเพลิงต้นกำเนิดไหลผ่าน เปลวไฟสีขาวดำจะแผ่ขยายออกไปด้วยความเร็วที่น่าตระหนก
เมื่อเห็นภาพนี้สีหน้าของครึ่งเทพชราทั้งสามก็เปลี่ยนสี เสียงกรีดร้องของผู้คนในปราการจักรกลเทพพิทักษ์หายไปในอึดใจ ทั้งนี้ก็เพราะพวกมันตายไปก่อนที่จะได้ส่งเสียงร้องใดๆ ออกมา
ความรุนแรงที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ทำให้ครึ่งเทพชราทั้งสามโกรธแค้นจนขาดสติ
วินาทีนั้นกระแสพลังอันบ้าคลั่งก็ระเบิดออกมาจากภาพมายาทั้งสาม อาวุธนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น ตามมาด้วยลำแสงนับล้านที่ยิงออกมาราวกับพายุฝน
เห็นแบบนั้นกัสก็หน้าเปลี่ยนสี ต่อให้เขาจะดูถูกครึ่งเทพชราทั้งสามยังไง ดูถูกตระกูลดีไวซ์เนอร์แค่ไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะดูแคลนพลังและความสามารถของพวกมัน
สิ่งที่ทำให้เขาดูถูกเป็นเพราะนิสัยและความคิดที่น่ารังเกียจของพวกมันเท่านั้น
“ไม่พอใจงั้นหรือ!! เจ้าคิดว่ามีเพียงพวกเจ้าที่แสดงความไม่พอใจออกมาได้สินะ!! เช่นนั้นข้าเองก็จะไม่เกรงใจแล้วเหมือนกัน!!!”
สิ้นคำกัสก็กัดฟัน สูดลมหายใจเข้าไปอย่างรวดเร็วแล้วคำรามออกมาด้วยวิชาราชสีห์คำราม
เสียงคำรามดังสะท้านไปรอบทิศทางทำให้ลำแสงนับล้านที่พุ่งตรงเข้ามาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง จนลำแสงเกินกว่าครึ่งแตกสลายไป ส่วนอีกครึ่งที่เหลือแม้จะยังพุ่งตรงมาต่อได้ แต่ความแหลมคมของพวกมันก็ลดลงไปเกือบครึ่ง
กัสเค้นเสียงออกมาอีกครั้ง จากนั้นโบกมือไปด้านหน้า เพลิงต้นกำเนิดรอบตัวเขาก็หมุนวนเป็นวังวน กลายเป็นวังวนเพลิงสองสีที่บิดหมุนพันกันจนกลายเป็นสัญลักษณ์ไท่จี๋ที่สมบูรณ์
พริบตาที่สัญลักษณ์ก่อตัวขึ้น บรรยากาศรอบตัวกัสก็เหมือนจะเปลี่ยนไป อากาศที่ไร้สภาพคล้ายกับผนึกตัวจนกลายเป็นของแข็งและเริ่มบิดหมุนไปพร้อมกับสัญลักษณ์ที่ปรากฏขึ้น
ในเวลาเดียวกันนั้นเพลิงต้นกำเนิดก็แพร่กระจายออกไปรอบทิศทางจนเกิดเป็นชั้นบางๆ จำนวนนับไม่ถ้วนครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดเอาไว้
ยิ่งสัญลักษณ์หมุนวนเร็วเท่าไหร่ จำนวนชั้นที่ก่อตัวขึ้นก็เร็วขึ้นเท่านั้น
ยิ่งกัสใช้พลังออกมามากเท่าไหร่ ดวงตาของเขาก็ทอประกายเจิดจ้าขึ้นเท่านั้น ราวกับกำลังเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างผ่านการต่อสู้ที่เกิดขึ้น
‘ความจริงแล้วข้าเข้าใจมันมานานแล้ว แต่ข้ามักจะลังเลใจที่จะเปลี่ยนมันเป็นวิถี ทว่าตอนนี้ข้าตัดสินใจได้แล้ว เมื่อไม่สำเร็จเป็นวิถี ก็ทำให้มันเป็นจิตวิญญาณแทนก็ย่อมได้!!’
สิ้นความคิดสัญลักษณ์ไท่จี๋ก็คล้ายกับได้รับจิตวิญญาณจนเกิดเป็นความสมบูรณ์ขึ้นมา พลังอำนาจของสัญลักษณ์ระเบิดออกมาในพริบตา
ดวงตาของครึ่งเทพชราทั้งสามก็เบิกกว้างขึ้น ความบ้าคลั่งของพวกมันคล้ายกับถูกสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ตกตะลึงจนได้สติกลับมา
ม่านพลังที่สร้างจากเพลิงต้นกำเนิดนั้นก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป การประสานจิตวิญญาณไท่จี๋ลงไปนั้น ทำให้ชั้นพลังมีความหยุ่นเหนียวมากยิ่งขึ้น
การโจมตีทั้งหมดที่ปะทะเข้ากับม่านพลังนั้น ล้วนแต่เบี่ยงเบนออกไปเล็กน้อย พลังของมันก็ลดลงไปส่วนหนึ่งอย่างน่าประหลาด
เมื่อลำแสงนับไม่ถ้วนผ่านเข้าไป มันก็เริ่มสูญเสียพลังและความแหลมคมไป จนท้ายที่สุดมันก็กลายเป็นดวงแสงมากมายที่โคจรไปรอบม่านพลังราวกับดวงดาว
ดวงแสงทั้งหมดที่โคจรไปรอบม่านพลังก็ค่อยๆ ถูกม่านพลังแผดเผาจนกลายเป็นเพลิงต้นกำเนิด ซึ่งจะย้อนคืนกลับไปฟื้นฟูม่านพลังอีกครั้ง วนเวียนจนกลายเป็นวัฏจักรที่ราวกับไม่มีวันสิ้นสุด
วินาทีที่มองเห็นภาพนี้ ดวงตาของกัสก็ทอประกายขึ้นอีกครั้ง การรู้แจ้งอันยิ่งใหญ่ก็บังเกิดขึ้นในใจของเขาอีกครั้งและมอบความเข้าใจอันลึกล้ำที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้เห็นจากภาพนี้
‘การแตกดับของพลังก็เหมือนกับการตาย การแปรเปลี่ยนก็เหมือนกับการกำเนิด วัฏจักรนี้แท้จริงแล้วก็ไม่ต่างจากวัฏจักรของชีวิตและความตายเท่าใดนัก เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิต พลังและวัตถุธาตุเองก็สามารถเกิดและตายได้เช่นกัน’
พริบตาที่ความเข้าใจอันลึกซึ้งผ่านเข้ามาในจิตใจ แม้จะยังไม่ได้ทำความเข้าใจกับมันอย่างลึกซึ้ง แต่มันก็ทำให้ความเข้าใจในวิถีแห่งชีวิตและวิถีแห่งความตายของกัสเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าตระหนก
วินาทีนั้นความก้าวหน้าในวิถีแห่งชีวิตและวิถีแห่งความตายก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก จนทำให้วิถีทั้งสองพัฒนาขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับวิถีแห่งการกลืนกินของกัส ทำให้วิถีทั้งสองก้าวไปสู่ขอบเขตที่สัมผัสได้ถึงเศษเสี้ยวของกฎในที่สุด
เมื่อวิถีทั้งสามก้าวเข้ามาอยู่ในระดับเดียวกัน สมดุลของพลังก็เปลี่ยนแปลงไป ความสมบูรณ์ของมันเพิ่มสูงขึ้นและทำให้การผสานพลังของวิถีทั้งสามสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ในช่วงเวลานั้นกัสก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา มันเป็นความคิดที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน หากแต่เป็นแง่มุมหนึ่งในการทำความเข้าใจที่เขาไม่เคยมองเห็น
‘หากการแตกสลายของพลังและวัตถุธาตุเป็นเช่นเดียวกับการตาย การแปรเปลี่ยนเป็นเช่นเดียวกับการกำเนิด เช่นนั้น..การกลืนกินเองก็เป็นเช่นเดียวกัน! เมื่อถูกกลืนกินก็ย่อมต้องตาย แต่ในขณะที่ตายก็มีความเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงนั้นก็ให้กำเนิดชีวิต!!’
พริบตาที่ความเข้าใจนี้ก่อตัวขึ้นในจิตใจ ร่างกายของกัสก็สั่นสะท้านขึ้นมาครั้งหนึ่ง จิตวิญญาณของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้น
วินาทีนั้นแม้จะไม่รู้ว่าสิ่งที่คิดนั้นมีความถูกต้องมากแค่ไหน แต่ความเชื่อมั่นก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขาและทำให้วิถีทั้งสามผสานกันได้อย่างสมบูรณ์ในระดับที่ไม่เคยทำได้มาก่อน
เมื่อวิถีทั้งสามผสานเข้าด้วยกันจนสมบูรณ์ ความหิวกระหายที่อัดแน่นอยู่ในเพลิงต้นกำเนิดก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งสูญสิ้นไป
เพลิงต้นกำเนิดก็บังเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้งและเริ่มแผ่ขยายออกไปรอบทิศทางด้วยความเร็วที่มากกว่าก่อนหน้านี้เกือบเท่าตัว
พริบตานั้นดวงตาของครึ่งเทพชราทั้งสามก็แดงก่ำ ความตื่นตระหนกและหวาดกลัวระเบิดขึ้นมาในใจของพวกมัน
“เป็นไปไม่ได้!! มันรู้แจ้งในขณะที่ต่อสู้งั้นหรือ!!”
เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงสบถและความรู้สึกสูญสิ้นหนทาง
‘ไม่ดีแล้ว! ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แล้ว!! พวกเราต้องใช้สิ่งนั้น!!’
สิ้นความคิดครึ่งเทพชราทั้งสามก็แลกเปลี่ยนความคิดจนบรรลุผลในทันที จากนั้นทั้งสามก็นำเอาสิ่งที่พวกมันพยายามค้นหาและพัฒนาขึ้นออกมาใช้ในทันที
ทันทีที่ครึ่งเทพชราทั้งสามเคลื่อนไหว สัญชาตญาณของกัสก็ตอบสนอง หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันอย่างไม่ตั้งใจเพราะลางสังหรณ์ที่เลวร้ายปรากฏขึ้นในใจของเขา
แม้จะตกใจ แต่กัสก็ไม่ร้อนรน จิตใจของเขายังคงสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลงและยังสงบนิ่งมากกว่าหน้านี้มากเพราะจิตวิญญาณแห่งไท่จี๋ที่เขาเพิ่งจะสร้างขึ้น
โดยที่กัสเองก็ไม่ทันสังเกตเห็น แต่ในร่างกายของเขา แกนพลังที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวของเขานั้นก็ได้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น
สมดุลที่อ่อนแอซึ่งเกิดจากการแยกจากกันของแกนพลังทั้งสองก็ค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาอีกครั้งอย่างน่าประหลาด พร้อมกับการฟื้นฟูของสมดุล ภาพมายาของแกนพลังอีกครึ่งหนึ่งซึ่งอยู่กับร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มปรากฏตัวขึ้น
ภาพมายานี้ยังคงเป็นเพียงภาพมายา แต่จิตวิญญาณแห่งไท่จี๋ที่กัสสร้างขึ้นก็ทำให้มันเกิดจิตวิญญาณขึ้นมา ทำให้ภาพมายานี้มีคุณสมบัติแบบเดียวกับแกนพลังจริงๆ ทำให้สมดุลของพลังเกิดความมั่นคงมากยิ่งขึ้น
ในตอนนี้โดยที่กัสเองก็ไม่รู้ตัว แต่เวลาที่เขาสามารถแยกออกจากร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ได้นั้น ไม่ได้ถูกจำกัดไว้ที่ 10 ชั่วโมงอีกต่อไป แต่กลายเป็นยาวนานยิ่งกว่านั้นมาก
เพียงแต่มันก็ยังมีขีดจำกัด เนื่องจากจิตวิญญาณที่กัสเพิ่งจะบรรลุนั้นยังไม่กล้าแข็งพอที่จะทดแทนแกนพลังอีกครึ่งได้
ในเวลาเดียวกันนั้น ภายในวิหารแห่งดวงดาว ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ควบคุมร่างสีดำอยู่ก็สั่นสะท้านขึ้นมาครั้งหนึ่ง สีหน้าของมันเปลี่ยนแปลงไป ความประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นในที่สุด
เมื่อเห็นรอยยิ้มนี้เทพมังกรที่เฝ้าดูกัสมาตลอดก็ทอดถอนใจด้วยความชื่นชม ภายในใจของมันเกิดความสงสัยขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ แท้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นแผนการของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์กันแน่
“ทั้งหมดเป็นแผนการของเจ้างั้นหรือเจ้าหนู”
ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ตอบรับในทันที มันนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ เป็นเชิงปฏิเสธ
“ไม่ใช่แผนการ แต่เป็นความคาดหวัง ข้าหวังว่ากัสจะทำได้”
ได้ยินแบบนั้นสีหน้าของเทพมังกรก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันมองไปยังภาพสะท้อนบนผิวน้ำอีกครั้ง มองดูกัสที่กำลังต่อสู้กับครึ่งเทพชราได้อย่างสูสี ก่อนจะถูกตอบโต้กลับมาจนเผชิญหน้ากับวิกฤต
สีหน้าของกัสเปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว หลังจากสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ที่เลวร้าย เขาก็เห็นการเคลื่อนไหวของครึ่งเทพชราทั้งสาม พวกมันทั้งสามเคลื่อนไหวพร้อมกันและยิงจรวดจำนวนหนึ่งตรงมายังเขา
จรวดกลุ่มนี้ดูธรรมดาจนหาความผิดปกติไม่ได้ ไม่ว่าจะตรวจสอบมันด้วยดวงตาหรือสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ แต่กัสก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมสัญชาตญาณของเขาถึงได้รู้สึกกังวลนักเมื่อเห็นจรวดพวกนี้
แต่ไม่ว่าจะรู้สึกผิดปกติยังไง กัสก็ไม่อาจปล่อยให้จรวดกลุ่มนี้มาถึงตัวได้ เขาจึงโบกมือออกไป ส่งเพลิงต้นกำเนิดออกไปทำลายจรวดทั้งหมด
ทันทีที่เพลิงต้นกำเนิดม้วนกวาดไป จรวดทั้งหมดก็ถูกทำลายลงโดยไม่อาจต่อต้าน ทว่าทันทีที่จรวดถูกทำลาย ของเหลวที่บรรลุไว้ภายในก็ระเบิดออกมาเช่นกัน
วินาทีนั้นดวงตาของกัสก็เบิกกว้างขึ้น สัญชาตญาณของเขาตื่นตัวขึ้นในทันทีและเตือนให้เขารู้ว่าของเหลวเหล่านี้เป็นตัวปัญหาสำหรับเขา
โดยที่ไม่จำเป็นต้องอธิบาย กัสก็ทราบได้ในทันทีว่าของเหลวพวกนี้มีปัญหายังไงเพราะทันทีที่พวกมันระเบิดออกมา พวกมันก็ก่อตัวเป็นโดมขนาดใหญ่และผลักดันเพลิงต้นกำเนิดของเขากลับมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ของเหลวที่ปราศจากสีและกลิ่นนี้แผ่ขยายออกไปตามการควบคุมของข่ายอาคมที่อยู่เบื้องหลังและผนึกเพลิงต้นกำเนิดทั้งหมดของกัสเอาไว้ในพื้นที่จำกัดและค่อยๆ หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้พื้นที่รอบตัวเขาเหลือขนาดเพียง 10 เมตรเท่านั้น
กัสเห็นแบบนั้นก็ตื่นตัวขึ้นทันที แต่ก่อนที่เขาจะได้ตอบสนอง สัญชาตญาณของเขาก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้งและครั้งนี้มันไม่เพียงทำให้เขารู้สึกแย่ แต่ยังทำให้เขารู้สึกถึงความตายอีกด้วย
พริบตานั้นดวงตาของเขาก็มองไปเห็นจรวดลูกสุดท้ายที่ตามมาด้านหลัง มันเป็นจรวดหลงฝูงที่เขามองข้ามไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
แต่เมื่อเขามองไปยังจรวดลูกสุดท้ายนี้ สัญชาตญาณของเขาก็ตื่นตัวขึ้นถึงขีดสุดและตระหนักถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ในจรวดลูกนี้
จรวดหลงฝูงลูกสุดท้ายนี้บินตรงมาอย่างรวดเร็วและจมเข้ามาในโดมอย่างง่ายดาย ก่อนจะถูกเพลิงต้นกำเนิดที่อัดแน่นอยู่ภายในแผดเผาจนเปลือกนอกแตกสลายไป
ในเสี้ยววินาทีนั้น ม่านตาของกัสก็หดตัวลง สัญชาตญาณของเขาปะทุขึ้นถึงขีดสุดจนบรรลุถึงระดับญาณหยั่งรู้ในเสี้ยววินาที
พริบตานั้นเขาก็มองเห็นภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ราวเสี้ยววินาที เขามองเห็นการระเบิดออกมาของพลังอันมหาศาลที่เกินกว่าที่เขาจะสามารถกลืนกินเข้าไปได้ในครั้งเดียว
การระเบิดขึ้นของพลังงานนั้นปะทุขึ้นมาในพื้นที่ 10 เมตรรอบตัวเขาและปลดปล่อยพลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวที่สามารถทำร้ายเขาได้อย่างสาหัสและอาจจะทำให้เขาตายได้
เสี้ยววินาทีนั้น ก่อนที่พลังงานทั้งหมดจะระเบิดออกมา กัสก็ยกมือขึ้นตามสัญชาตญาณและปลดปล่อยความสามารถทั้งหมดออกมาจนเกินขีดจำกัด
วงแหวนเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วนก่อตัวขึ้นมาพร้อมกันและเรียงร้อยกันเป็นรูปทรงในพริบตา
วินาทีนั้น ยามที่พลังงานอันมหาศาลในจรวดระเบิดออกมา วงแหวนเพลิงทั้งหมดก็กลายเป็นเตาปฏิกรณ์มนตราและกักพลังทั้งหมดที่ระเบิดออกมาไว้ภายใน
โครงสร้างทั้งหมดของเตาปฏิกรณ์มนตรานั้นถูกจำลองออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบภายในทั้งหมด หรือแม้แต่ความแข็งแกร่ง ทำให้มันสามารถบีบอัดพลังทั้งหมดที่กำลังระเบิดอยู่ภายในและผนึกมันไว้ชั่วขณะเพื่อเผาผลาญไปอย่างช้าๆ ได้
ทั้งหมดนี้คือความสามารถของเตาปฏิกรณ์มนตราที่แท้จริง ซึ่งกัสไม่เคยใช้เพลิงต้นกำเนิดสร้างขึ้นได้มาก่อน จนกระทั่งวินาทีแห่งความเป็นตายมาถึง ศักยภาพทั้งหมดของเขาก็ระเบิดออกมาจนทำให้เขาสร้างเตาปฏิกรณ์มนตราขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์
ม่านตาที่หดตัวลงของกัสขยายตัวขึ้นทีละน้อย จิตใจที่สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวก็สงบลง ก่อนที่รอยยิ้มจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“น่าเสียดาย..แผนการของพวกท่านนับว่าสมบูรณ์แบบ พวกท่านวางแผนได้ดี! แต่ก็น่าเสียดายที่พวกท่านคาดเดาพลังของข้าในตอนนี้ผิดไป”
สิ้นคำพูดกัสก็สงบลงโดยสมบูรณ์และลดฝ่ามือลงมาอย่างช้าๆ เตาปฏิกรณ์มนตราที่สร้างจากเพลิงต้นกำเนิดก็หดตัวลงจนเหลือขนาดเพียงฝ่ามือขณะที่มันยังปลดปล่อยเพลิงต้นกำเนิดออกมาไม่ขาดสายจนทำให้พื้นที่โดยรอบกลายเป็นทะเลเพลิง