จางิหยิบขนมขึ้นมาอีกชิ้นก่อนจะส่งเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยไม่คิดเลยว่าคนอย่างเขาที่ไม่ค่อยชอบขนมหวานจะกินพวกมันได้มากมายขนาดนี้สายตาของเขาที่จ้องตะกร้านั้นเปล่งประกายและเต็มไปด้วยความหวังอาจจะเป็เพราะของที่อยู่ในนั้นก็เป็ได้ที่ทำให้เขาอารมณ์ดี
เงินสองร้อยหยวนนี้อีกไม่นานเขาจะเอามาคืนให้ป้าเซี่ยสหายรักของพ่อกับแม่ในอนาคตถ้ามีโอกาสเขาจะช่วยเหลือครอบครับจ้าวอย่างไม่ลังเลเลย
“ขนมนี่ก็อร่อยดีนะถ้าทำขายคงขายได้ราคาดี” พูดพลางเขาก็ยกขนมขึ้นมาพิจารณา มันเป็ขนมดอกกุ้ยที่อร่อยที่สุดเท่าที่เขาเคยกินมา“ถ้าเปิดร้านขายของสักร้านก็น่าจะดี แต่คงต้องรอให้มั่นใจก่อนว่าคนพวกนั้นจะไม่ตามมาระรานอีก”
“ใครตามระรานใครเหรอเสี่ยวิหรือว่ามีคนรังแกเธอ บอกป้ามาได้เลยนะแม้ป้าจะอยู่บ้านคนเดียวแต่พี่ชายน้องชายที่บ้านเดิมของป้ามีเกือบสิบคนเลยล่ะ”พูดพลางก็ส่งกล่องอาหารพลาสติกให้กับจางิ
จางิใจนเกือบสำลักขนม เขารีบพูดละล่ำละลักออกไป“ไม่ใช่เื่ของผมหรอกครับป้าเซี่ย ผมแค่กังวลว่าพกเงินสองร้อยหยวนติดตัวอาจจะเป็อันตรายก็เท่านั้นครับ”
“เธอก็เก็บเอาไว้ในกระเป๋าอกเสื้อสิแล้วก็ไม่ต้องแสดงพิรุธเรียกให้ขโมยรู้ เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาแล้วล่ะ”เซี่ยเสี่ยวหลานพูดยิ้มๆอย่างเอ็นดูกระเป๋าอกเสื้อด้านในนี้สหายรักของเธอต้องเย็บให้ลูกชายเอาไว้อยู่แล้ว
จางิรีบยัดเงินใส่ลงไปในกระเป๋าอกเสื้อด้านในที่ผู้เป็แม่เย็บเอาไว้เป็พิเศษเสื้อตัวนี้แม้มันจะเก่ามากแล้วแต่กระเป๋าด้านในยังมีสภาพดีมาก
เขาเก็บเงินเข้ากระเป๋าแล้วก็ลูบเบาๆไปหลายที“ผมจะทำเหมือนไม่ได้เก็บพวกมันเอาไว้ตรงนี้ครับป้า”
เซี่ยเสี่ยวหลานหัวเราะออกมาอย่างนึกขัน“เอาล่ะๆ นี่ก็สายมากแล้วเธอรีบเดินทางเถอะนะเสี่ยวิ แล้วไปถึงที่โน่นจะพักค้างคืนที่ไหนจะให้ป้าโทรบอกให้อามู่มาช่วยจัดการให้ดีไหม”
“ไม่เป็ไรครับป้าผมเตรียมทะเบียนบ้านกับบัตรประชาชนมาด้วย จะไปพักที่โรงแรมราคาถูกแถวทะเลสาบครับ พรุ่งนี้พอจัดการธุระเสร็จแล้วก็จะรีบกลับทันที”
ได้ยินคำพูดนี้ของจางิเซี่ยเสี่ยวหลานก็กระซิบถามเขาออกไปอย่างคาดเดา “เธอได้รับโชคดีบางอย่างตอนขึ้นเขาใช่ไหมเสี่ยวิ”
จางิที่กำลังจะสะพายตะกร้าขึ้นบ่าก็ถึงกับชะงักไปแต่พอคิดว่าป้าเซี่ยคือคนที่ยอมให้เขายืมเงินมากถึงสองร้อยหยวนเขาก็ยิ้มออกมาจางๆ
“ได้สมุนไพรมานิดหน่อยครับป้า ผมก็เลยคิดจะลองเอาไปขายที่ร้านสมุนไพรในเมืองมณฑลน่ะครับ”
สีหน้าของเซี่ยเสี่ยวหลานกลายเป็ผ่อนคลายและรู้สึกโล่งใจขึ้นมา“เป็แบบนี้นี่เอง ถ้าอย่างนั้นป้าก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลเื่ของเธอแล้วรีบเดินทางเถอะเดี๋ยวจะถึงที่นั่นดึกเกินไปแล้วจะหาที่พักไม่ได้”
“ครับป้า ผมขอตัวก่อนนะครับ” เขาคำนับให้ป้าเซี่ยแล้วก็รีบเดินออกมาทันที
จางิแวะที่ป้อมหน้าทางเข้าหมู่บ้านแล้วก็พูดคุยกับเ้าหน้าที่สองสามคนอยู่ครู่หนึ่งแล้วเขาก็เดินจากมาด้วยความมุ่งมั่น
ความรู้สึกที่ได้รับจากคนของหมู่บ้านสกุลจ้าวช่างแตกต่างจากความรู้สึกที่ได้รับจากคนหมู่บ้านสกุลหลินลิบลับไม่ว่าใครก็ล้วนสงสารเห็นใจเขาที่ต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังโดยไม่มีพ่อแม่
เฮ้อ!คิดมากไปก็รังแต่จะทำให้จิตใจขุ่นมัวดังนั้นเขาจึงตั้งหน้าตั้งตาเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวตำบลโดยไม่ทักทายหรือพูดคุยกับใครอีกเลย
เดินมาได้ราวห้ากิโลเมตร เขาก็พบกับรถรับจ้างของต่างหมู่บ้านคนขับรถรู้จักกับเขาก็เลยเรียกให้เขาขึ้นไปนั่งเบียดๆกับชาวบ้านอีกหลายคน
นั่นแหละการเดินทางจากที่คิดว่าจะไปขึ้นรถรับจ้างในตัวตำบลก็ได้เปลี่ยนเป็มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอเพื่อไปที่สถานีขนส่งแทน
“นายจะไปหาญาติเหรอเสี่ยวิ”ลุงฟางคนขับรถเอ่ยถามด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“ไม่ใช่หรอกครับลุงฟางลุงก็รู้นี่ครับว่าญาติของผมมีก็เหมือนไม่มี ตอนนี้ผมก็เหลือแค่ตัวคนเดียวแล้วล่ะที่คิดจะไปเมืองมณฑลก็เพราะอยากจะไปหางานทำนั่นแหละครับถ้าขืนอยู่ที่หมู่บ้านต่อไปผมคงได้อดตายจริงๆ”
“อ้าว นายจะทำงานหนักได้เหรอเสี่ยวิั้แ่เด็กก็ไม่ค่อยแข็งแรง พ่อกับแม่ของนายเมื่อก่อนยังต้องพานายไปหาหมอทุกเดือนอยู่เลยนะ”
“ได้สิครับลุงฟางตอนนี้ร่างกายของผมดีขึ้นมากแล้วล่ะไม่อย่างนั้นคงเดินเท้าไกลๆแบบที่ลุงเห็นไม่ได้หรอกครับ” เขาเบี่ยงประเด็นเป็เื่ไปหางานทำในเมืองแทนเพราะไม่อยากให้คนสนใจถามเกี่ยวกับตะกร้าที่วางอยู่บนตักของเขา
“อ้อ ดีขึ้นแล้วสินะถ้าพ่อกับแม่ของนายยังอยู่พวกเขาก็คงจะดีใจไม่น้อยเลย เฮ้อ! ช่างเถอะๆไม่พูดถึงพวกเขาแล้ว”
จางินิ่งไปอึดใจก่อนจะชวนลุงฟางคุยเื่อื่น “ผมคิดว่าจะไปสมัครงานเป็ลูกจ้างที่ร้านค้าหรือไม่ก็ร้านอาหารในเมืองครับลุงฟางถ้าได้งานทำต่อไปก็จะมีเงินเดือนและมีอาหารกินไม่ต้องทนหิวเหมือนอยู่ที่หมู่บ้าน”
“อืม เป็ความคิดที่ดีจริงๆ”
แม่เฒ่าคนหนึ่งที่ทนฟังมาได้สักพักก็สอดปากเข้ามา“นี่ๆเด็กน้อย นายจะไปสมัครงานที่ไหนเหรอ ให้หลานชายของฉันไปด้วยคนสิเขาเรียนจบชั้นประถมสามารถอ่านออกเขียนได้ รับรองถ้าเธอพาเขาไปด้วยนายจ้างจะต้องเลือกเขาแน่นอน”
จางิมองเ้าอ้วนท่าทางเกียจคร้านที่นั่งอยู่ข้างผู้เป็ย่าแล้วก็ยิ้มจางที่มุมปาก“ถ้าเกิดว่านายจ้างเขารับแค่ตำแหน่งเดียว หากว่าหลานของผู้าุโได้งานทำตัวผมที่พาเขาไปด้วยก็ไม่ได้งานสิครับ ไม่ได้หรอกนะเื่แบบนี้ตัวใครตัวมันจะดีกว่านะครับ”
“ไอ้หยา!เด็กสมัยนี้ช่างแล้งน้ำใจจริงๆ ที่แท้ก็เพราะไม่มีพ่อแม่สั่งสอนนี่เอง”
จางิมองหน้าอีกฝ่ายขึ้นๆลงๆจากนั้นก็เบือนหน้าหนี หันไปมองทิวทัศน์ข้างทางแทน
“ฮึ!แล้งน้ำใจไม่พอยังหยิ่งยโสอีกด้วยช่างไม่รู้จักเคารพและให้เกียรติผู้าุโเอาเสียเลย” ยิ่งพูดก็ยิ่งโมโหและก็ยังไม่คิดจะปล่อยจางิไป
แต่ลุงฟางที่เห็นว่าอีกฝ่ายคิดจะรังแกเด็กก็ได้พูดขึ้นมาว่า “ป้าอี้ ก่อนจะตำหนิลูกหลานคนอื่นว่าแล้งน้ำใจป้าถามหลานชายป้าก่อนดีกว่านะครับ ว่าเขาเคยมีความคิดอยากจะทำงานจริงๆจังๆเหมือนคนอื่นเขาหรือเปล่า”
คราวนี้ป้าอี้ราวกับถูกจี้ใจดำ “เฮอะ! เ้าเด็กตัวเหม็นนี่เป็คนนอกหมู่บ้าน แทนที่นายจะช่วยปกป้องเด็กหมู่บ้านตัวเองกลับเข้าข้างเด็กแล้งน้ำใจนี่ทั้งยังไม่รู้จักเคารพผู้าุโอีก เหล่าฟางนะเหล่าฟาง”
ลุงฟางมองป้าอี้แล้วก็แค่นเสียงอย่างรำคาญ“ถ้าผมไม่ช่วยเสี่ยวิป้าก็ไม่เลิกก่อกวนเขาน่ะสิครับ”
“พอได้แล้ว เธอจะสร้างเื่ไปถึงไหนกัน!!” แม่เฒ่าอี้ไม่มีโอกาสได้โต้ตอบลุงฟางกลับไปเพราะมีเสียงตะคอกของผู้เป็สามีออกมาเสียก่อน
แต่ถึงจะเป็แบบนั้น แม่เฒ่าอี้ก็ยังคงค้อนปะหลับปะเหลือกให้จางิไปตลอดการเดินทาง
พอไปถึงอำเภอ จางิก็ไปซื้อตั๋วแล้วก็ขึ้นไปนั่งรออยู่บนรถโดยสารประจำทางดีที่ครอบครัวแม่เฒ่าอี้คนนั้นไม่ได้ตามเขาขึ้นรถมาด้วย
คาดเดาได้ว่าที่อีกฝ่ายพูดกับเขาตอนอยู่บนเกวียนเป็แค่การโยนหินถามทางเท่านั้นถึงแม้เขาจะอายุไม่มากประสบการณ์ชีวิตก็ยังน้อย แต่เื่แบบนี้เขาไม่ยอมให้ตัวเองเสียเปรียบแน่นอน
รอไม่นานรถโดยสารคันที่เขานั่งอยู่ก็เคลื่อนออกจากสถานีขนส่งมุ่งหน้าสู่ตัวเมืองมณฑลระหว่างทางเขาคิดจะนำเอาอาหารออกมากินแต่มีสายตามากมายที่คอยจดๆจ้องๆกล่องอาหารของเขา ชายหนุ่มจึงเก็บมันลงไปตามเดิมแล้วก็ปิดฝาตะกร้าในทันทีเสียงทอดถอนใจมากมายบนรถทำให้ชายหนุ่มวางตะกร้าของเขาเอาไว้บนตักแล้วก็ทำเป็ไม่เห็นสายตาของคนเ่าั้
ใช้เวลาเดินทางอยู่หลายชั่วโมงในที่สุดเขาก็มาถึงเมืองมณฑลจนได้ พอก้าวลงจากรถมาเขาก็รีบเดินมุ่งหน้าไปทิศทางที่ตั้งของห้องน้ำสาธารณะทันทีเพื่อหลบเลี่ยงผู้คนมากมายที่จับจ้องกล่องอาหารของเขา
มีหลายคนที่คิดจะตามเขามาแต่ชายหนุ่มก็หลบออกมาได้จากที่คิดว่าจะไปเข้าห้องน้ำเขาก็มาโผล่ที่ร้านอาหารใกล้ๆกับทะเลสาบแทน
กล่องอาหารคงต้องเก็บเอาไว้ก่อนเขาเดินข้ามถนนไปที่ร้านบะหมี่ซึ่งมีลูกค้าเพียงไม่กี่คนพอสั่งบะหมี่เสร็จก็มานั่งรอที่โต๊ะ
แต่ระหว่างที่นั่งรออยู่นั้นเขาก็เห็นหลินอ้ายถงกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ในชุดเครื่องแบบหน่วยงานของรัฐและอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบสามยี่สิบสี่ปี เหมือนอีกฝ่ายจะััได้ถึงการจับจ้องแต่ก็ทำแค่ปรายตามองจางิเพียงครู่แล้วก็เดินเข้าไปในภัตตาคารหรูหราด้วยท่าทีที่หยิ่งยโส
ส่วนหลินอ้ายถงนั้นก็มองเห็นจางิแล้วเช่นกันสิ่งเดียวที่เธอคิดได้ก็คืออีกฝ่ายรู้ว่าเธอและคู่หมั้นอยู่ที่นี่ แล้วก็คิดจะตามมารังควาน
ั้แ่ได้แหวนมิติมาเธอก็ไม่คิดจะสนใจเขาทั้งยังปล่อยให้พี่ชายและน้องชายจัดการสั่งสอนคนไม่เจียมตัวอย่างจางิ โดยที่เธอไม่เคยคิดจะห้ามปรามนั่นก็เพราะ้าให้เขารู้สถานะของตัวเองและอยู่อย่างคนต่ำต้อยต่อไปนั่นเอง
แต่การกระทำของจางิในวันนี้ทำให้เธอเปลี่ยนใจแล้วคิดจะตามตื๊อเธอไม่เลิกอย่างนั้นเหรอ ฝันไปเถอะถ้ายังทำตัวแบบนี้ก็จะได้รู้ว่าคุณหนูบ้านรวยอย่างเธอร้ายได้มากแค่ไหน
จางินั้นเมื่อเห็นว่าหลินอ้ายถงส่งสายตาข่มขู่มาให้เขาก็ทำเพียงตีหน้าขรึมเท่านั้นตอนนี้เขาไม่คิดจะสนใจผู้หญิงคนนี้อีกแล้ว ในโลกนี้สิ่งที่ไม่ขาดแคลนมากที่สุดก็คือผู้หญิงสักวันเขาจะต้องเจอผู้หญิงที่เหมาะกับเขาแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ขอหาเงินเอาชีวิตตัวเองให้รอดเสียก่อนนี่คือสิ่งที่เขาเฝ้าบอกตัวเองในใจอยู่ทุกวันและที่สำคัญที่สุดก็คือห้ามใจตัวเองไม่ให้คิดถึงอีกฝ่าย
รอเพียงไม่นานลูกจ้างของร้านก็ยกชามบะหมี่มาเสิร์ฟจางิเมื่อได้กลิ่นหอมๆก็ถึงกับท้องร้องออกมา ไม่รอช้าเขารีบใช้ตะเกียบคีบเส้นสูดเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อยทันทีส่วนอีกชามที่วางอยู่ข้างกันเขาก็พูดในใจสื่อสารกับร่างเงาที่ติดตามเขามาตลอดทางว่าให้อีกฝ่ายลองชิมดูแม้จะไม่เห็นว่าชามบะหมี่หายไปแต่เขาก็พบว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่บ้างเล็กน้อยนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา
พอกินจนอิ่มเขาก็จ่ายเงินแล้วก็เดินไปหาโรงแรมราคาถูกเพื่อเข้าพักในคืนนี้เ้าของร้านและลูกจ้างได้แต่งงกับลูกค้าอย่างจางิเพราะเขาสั่งบะหมี่ชามใหญ่ถึงสองชามแต่กลับกินเพียงชามเดียวเท่านั้นแต่ใครจะสนกันล่ะในเมื่อจ่ายเงินครบแล้วนี่นา
ทางด้านของหลินอ้ายถงและคู่หมั้นหนุ่มผู้แสนจะเ็าก็กำลังพูดคุยกันถึงเื่ผู้ชายท่าทางบ้านนอกคนนั้นอยู่ โดยที่เ้าตัวต้นเื่ไม่ได้รู้อะไรด้วยเลยสักนิด
“ผู้ชายคนนี้ก็คือคนที่คอยตามรังควานคุณมาโดยตลอดใช่ไหมครับอ้ายถง”เ้าหน้าที่หยางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เ็าแม้แต่ท่าทีของเขาก็ราวกับไม่แยแสเื่ราวใดๆบนโลกใบนี้
“ใช่แล้วล่ะค่ะอาจงเื่นี้ต้องโทษฉันที่นิสัยเป็แบบนี้แต่จะให้ฉันเปลี่ยนแปลงก็คงไม่ได้แล้วล่ะค่ะ”เธอเอ่ยออกมาอย่างจนใจด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน ทำตัวเป็คนดีสุดฤทธิ์
“อืม วันหลังก็อยู่ให้ห่างเขาหน่อยนะครับถ้าคุณพ่อคุณแม่ของผมรู้ พวกท่านอาจไม่สบายใจก็ได้”
“แน่นอนว่าฉันอยู่ห่างจากเขาอยู่แล้วค่ะอาจงแต่จางิคนนี้เป็คนยึดมั่นถือมั่นและย้ำคิดย้ำทำจนน่ากลัวคุณคิดดูสิคะเพียงแค่้าจะตามฉันมาที่นี่ไม่รู้ว่าเขาไปได้เงินค่าเดินทางมาจากไหน ไม่แน่นะคะเขาอาจจะไปขโมยเงินชาวบ้านมาก็ได้”พูดออกไปแล้วก็ส่ายหน้าอย่างหนักใจ
“เื่นี้ผมจะส่งลูกน้องไปตรวจสอบให้คุณเองถ้าคุณไม่สบายใจกลัวว่าเขาจะคอยตามติดไม่เลิกผมจะส่งลูกน้องให้ไปคุ้มครองคุณดีไหม”
หลินอ้ายถงรีบโบกมือเป็พัลวันอย่างเกรงใจ“ไม่ต้องหรอกค่ะ ตอนนี้ฉันยังต้องอยู่ที่หมู่บ้านสกุลหลินไปอีกสักพักจนกว่าจะมีหนังสือตอบรับจากทางมหาวิทยาลัยเอาไว้ค่อยส่งคนมาตอนฉันมาเรียนที่นี่ก็แล้วกันนะคะ”
“ก็ได้ครับอ้ายถง”
หลินอ้ายถงส่งยิ้มที่คิดว่าน่ารักน่าเอ็นดูให้กับคู่หมั้นหนุ่มจากนั้นเธอก็เริ่มคีบอาหารให้เขาอย่างเอาอกเอาใจ
เ้าหน้าที่หยางมองหญิงสาวด้วยสายตาที่ล้ำลึกก่อนจะก้มหน้าหลุบตาคีบอาหารส่งเข้าปากพลางใช้ความคิดไปด้วย