ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    26 องค์หญิงทั้งสาม

                 หยางไท่จงตรัสถามเสียมหลอหลงด้วยพระสุระเสียงที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและบารมี สมกับที่เป็นโอรสสวรรค์ ในขณะที่อาหลงค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ด้วยความสำรวม ก่อนจะเอ่ยทูลในสิ่งที่พระองค์ต้องการทราบ          “ กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมิได้คิดขึ้นเอง หากแต่หม่อมฉันเคยได้ยินเรื่องราวที่คล้าย ๆ กับกรณีนี้ จึงนำมาปรับประยุกต์ใช้ ก่อนจะเสนอทางออกนี้ให้กับใต้เท้าหลิวพ่ะย่ะค่ะ”                     “ เป็นเช่นนั้นจริงใช่หรือไม่ ใต้เท้าหลิว?”            ฮ่องเต้ตรัสถามกับเจ้าเมืองเทียนหยาง ก่อนที่หลิวว่านซานจะกราบทูลว่าเป็นจริงดังที่เสียมหลอหลงกราบทูล  ในขณะเดียวกันหยางไท่จงทรงแปลกพระทัยที่บัณฑิตหนุ่มอายุเพียงเท่านี้ก็ก้าวขึ้นมาเป็นที่ปรึกษาของเจ้าเมืองได้          “ อ้อ...ท่านกุนซือ แซ่ของท่านช่างแปลกยิ่งนัก ไม่ทราบว่าท่านมาจากที่ใด ท่านรู้จักแคว้นเสียมหลอหรือไม่?”           หลังจากได้ฟังองค์ฮ่องเต้ตรัสถาม ชายหนุ่มครุ่นคิดสักพักก่อนจะกราบทูลไปตามจริงว่าเขามาจากแคว้นเสียมหลอ ดังนั้นจึงใช้แซ่ว่าเสียมหลอ          “ น่าเสียดายที่วันนี้เฟยเอ๋อมาไม่ได้ พี่ใหญ่ของนางเลยต้องมาแทน มิเช่นนั้นท่านจะได้พบและทำความรู้จักกับองค์หญิงห้า ต้วนอี้เฟย ซึ่งมารดาของนางเป็นองค์หญิงจากแคว้นเสียมหลอเช่นเดียวกับท่าน”           องค์ไท่จงเอ่ยถึงพระสนมเสียมหลอที่จากโลกใบนี้ไปตั้งแต่องค์หญิงห้ายังทรงพระเยาว์ ด้วยความรู้สึกรำลึกและคิดถึงนางเป็นอันมาก เพราะนางคือผู้หญิงที่พระองค์ทรงรักมากที่สุดในบรรดาพระสนมทั้งหมด  ในขณะเดียวกันองค์หญิงใหญ่ ต้วนถิงฟาง ที่ทรงหลบอยู่หลังฉากกลับสดับฟังด้วยแววตาอันลี้ลับยากจะคาดเดาว่านางคิดเช่นไร          ทางด้านเสียมหลอหลงเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขารู้สึกเสียดายเป็นอย่างมากที่วันนี้พลาดโอกาสที่จะได้พบกับองค์หญิงห้าที่เขาอยากจะพบหน้าทุกเมื่อเชื่อวัน  แต่เขาปลอบใจตัวเองว่ายังไง ๆ เขาก็ต้องได้พบเจอกับนางไม่วันใดก็วันหนึ่งอย่างแน่นอน ซึ่งสาเหตุที่องค์หญิงห้าไม่ได้เสด็จมาถวายการดูแลพระบิดา เป็นเพราะว่าองค์หญิงใหญ่ขอแลกเปลี่ยนสลับเวรกับนาง เพราะนางได้ข่าวว่าเสียมหลอหลง บัณฑิตที่เอาชนะทั้งซ่งติงและซ่งผาน สองยอดบัณฑิตแห่งเทียนหยางได้ รวมทั้งยังเป็นเจ้าของความคิดอันยอดเยี่ยมที่ช่วยระงับความขัดแย้งจนสามารถจัดการสอบได้ จะเดินทางมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้ นางจึงต้องการจะพบหน้าอีกฝ่าย รวมทั้งต้องการจะดึงอีกฝ่ายมาอยู่ฝ่ายตน ก่อนที่จะถูกองค์หญิงรองชิงตัดหน้าดึงตัวไปเป็นพวก  ซึ่งหลังจากที่ได้เห็นรูปลักษณ์ของชายหนุ่ม องค์หญิงใหญ่ก็รู้สึกประทับใจในท่าทีและสติปัญญาของอีกฝ่ายเป็นอันมาก จนนางรู้สึกแปลก ๆ กับตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน        “ ท่านกุนซือ ที่ข้าเรียกท่านมาวันนี้ เพราะต้องการจะขอคำปรึกษาและชี้แนะเรื่องของของการสอบที่จะมาถึงนี้เพิ่มเติม”                      “ กราบทูลฝ่าบาท เรื่องนี้มิใช่ได้ขอยุติแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”           อาหลงทูลถามองค์ไท่จง ก่อนที่พระองค์จะทรงอธิบายให้เขาฟังว่า ข้อขัดแย้งที่ยังมีอยู่ในตอนนี้ก็คือเรื่องธงสัญลักษณ์ของเหล่าบัณฑิตแห่งสำนักศึกษา ซึ่งฝ่ายตะวันออกต้องการให้ใช้สีแดง  ในขณะที่ฝ่ายตะวันตกต้องการให้ใช้สีเหลือง                      “ เหตุใดเราถึงไม่ใช้ทั้งสองสีเลยล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”             ชายหนุ่มลองกราบทูลเพื่อเสนอทางออกเบื้องต้น ก่อนที่พระองค์จะตรัสตอบว่าองค์หญิงใหญ่เคยเสนอความเห็นนี้แล้ว แต่ก็เกิดข้อขัดแย้งขึ้นมาอีกเพราะขุนนางฝ่ายตะวันออกถือว่าพวกตนเป็นเสียงส่วนใหญ่ จึงเสนอให้แบ่งธงออกเป็นสามส่วน โดยให้เป็นสีแดงถึงสองส่วน อีกหนึ่งส่วนเป็นสีเหลืองของฝ่ายตะวันตกที่มีเสียงส่วนน้อย ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายตะวันตกย่อมไม่มีวันยอมรับข้อเสนอนี้ ทำให้ยังไม่มีข้อสรุปสักที             “ ท่านลองช่วยเสนอทางออกที่จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้หรือไม่ท่านกุนซือ?”           หยางไท่จงตรัสถามอีกฝ่ายอย่างให้เกียรติ ก่อนที่อาหลงจะชี้นิ้วไปที่ผลส้มที่อยู่ในถาดผลไม้สำหรับเสวย                            “ คำตอบอยู่ที่ผลส้มลูกนั้นยังไงล่ะพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”                      “ ท่านหมายความเช่นไร ที่ว่าส้มนี้คือคำตอบของปัญหา?”              ฮ่องเต้ตรัสถามชายหนุ่มตรงหน้าอย่างฉงนพระทัย พร้อมทั้งหันไปตรัสถามความเห็นของใต้เท้าหลิวที่นั่งข้าง ๆ เสียมหลอหลง            “ หม่อมฉันโง่เขลาเบาปัญญา เลยมิอาจจะถวายความคิดเห็นใด ต้องขอให้ท่านกุนซือเป็นผู้เฉลยเถอะพ่ะย่ะค่ะ”            “ ว่าอย่างไรท่านกุนซือ ท่านช่วยอธิบายให้ชัดเจนหน่อยได้ไหมว่าทางออกของปัญหานี้ต้องทำเช่นไร?”             องค์ไท่จงตรัสถาม ก่อนที่เสียมหลอหลงจะขอให้พระองค์รับสั่งให้ขันทีนำหมึกสีแดงและหมึกสีเหลืองมาให้ ตนจะพิสูจน์ให้ทุกคนได้รู้ถึงคำตอบของปัญหาข้อนี้            “ ฝ่าบาทลองทอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันจะนำหมึกสีแดงซึ่งเสมือนสัญลักษณ์ของขุนนางตะวันออก มาผสมเข้ากับสีเหลืองที่เปรียบเสมือนฝ่ายตะวันตก หลังจากที่หม่อมฉันคนให้พวกมันเข้ากัน ผลที่ได้ก็จะเป็นเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ”          อาหลงคนหมึกสองสีอยู่พักใหญ่ จนหมึกทั้งสองสีผสมเข้ากันในที่สุด และเมื่อทรงทอดพระเหตุเห็นผลลัพธ์ที่อยู่ในจานสี พระองค์ถึงกับทรงประหลาดพระทัยที่จู่ ๆ สีที่ผสมกันนั้นกลับกลายเป็นสีส้มในที่สุด รวมทั้งเจ้าเมืองเทียนหยางเองก็ตกใจไม่น้อยกับผลลัพธ์ที่ปรากฏตรงหน้า           “ ยอดเยี่ยม ๆ ข้าเข้าใจคำตอบของท่านแล้ว หลู่กงกง วันนี้พรุ่งนี้เจ้าเตรียมหมึกสองสีทั้งแดงและเหลืองไว้ให้ข้า พรุ่งนี้ข้าจะทำให้พวกขุนนางน่ารำคาญเหล่านั้นตกใจในการแสดงกลอันยอดเยี่ยมของข้า”            เมื่อได้ฟังเช่นนั้น หลู่กงกงน้อมรับพระบัญชา ก่อนที่หยางไท่จงจะตรัสกับอาหลงด้วยความเบิกบานพระทัย             “ เมื่อเช้านี้ ท่านเสนอให้สองฝ่ายแยกกันสอบ จนสามารถแก้ไขความขัดแย้ง ทำให้สามารถจัดการสอบได้ตามปรกติ  แต่เย็นนี้ท่านกลับเสนอให้รวมและผสมสองสีเข้าด้วยกัน ทำให้ข้าเชื่อว่าหลังจากทุกคนได้ชมกลอันน่าตื่นตาตื่นใจของข้าแล้ว พวกเขาจะต้องยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ เป็นแน่”           ฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าหยางตรัสด้วยความสบายพระทัย ที่ปัญหาที่หนักอกของพระองค์ได้รับการคลี่คลายในวันนี้ จากนั้นทรงหยุดเสวยพระสุธารส(น้ำชา) ก่อนจะหันมาตรัสถามเสียมหลอหลงด้วยพระพักตร์ที่เคร่งขรึม         “ ท่านกุนซือ ท่านเห็นว่าองค์หญิงองค์ใดเหมาะที่จะสืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากข้า?”       องค์ไท่จงตรัสถามเป็นการหยั่งเชิงเสียมหลอหลง โดยที่เมื่อครู่เสียมหลอหลงแอบใช้วิชาอ่านใจเพื่ออ่านพระทัยฮ่องเต้ เพราะเขาสงสัยว่าผู้ใดกันที่แอบอยู่ด้านหลังม่านและใช้สายตาคอยแอบมองเขาตั้งเขาเข้ามาในห้องทรงงานแล้ว ซึ่งจากการแอบอ่านพระทัยเมื่อสักครู่ ทำให้เขาได้รู้ว่าผู้ที่แอบอยู่ด้านหลังม่านก็คือองค์หญิงใหญ่ ต้วนถิงฟางนั่นเอง       “ พระอาญามิพ้นเกล้า ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมิอาจก้าวล่วงพระบรมราชวินิจฉัยของพระองค์ ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามพระประสงค์ และย่อมเป็นสิ่งที่พระองค์ได้ทรงวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”         อาหลงทูลต่อฮ่องเต้อย่างชาญฉลาด เพราะเขาไม่ต้องการพาตัวเองเข้าไปสู่วังวนแห่งความขัดแย้งนี้       “ ท่านอย่าได้บ่ายเบี่ยงอีกเลย  เอาเป็นว่าท่านแสดงความเห็นมาเถอะ ข้ารับปากว่าจะไม่เอาผิดใดๆ กับท่านทั้งนั้น”       หยางไท่จงตรัสเป็นเชิงขอร้องแกมบังคับอีกฝ่ายให้แสดงท่าทีและความคิดเห็นที่แท้จริงออกมา เสียมหลอหลงใช้ความคิดสักครู่ ก่อนจะกราบทูลต่อฮ่องเต้ด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลาย ไม่มีความกดดันใด ๆ ทั้งสิ้น         “ กราบทูลฝ่าบาท ในความเห็นของหม่อมฉัน ผู้ที่สมควรสืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากฝ่าบาท ควรจะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีสติปัญญา มองการณ์ไกล รู้จักใช้คน รักใคร่ห่วงใยราษฎร ประดุจบิดารักบุตรหลานของตน พ่ะย่ะค่ะ”           ชายหนุ่มกราบทูลอย่างเป็นกลางโดยไม่เอนเอียงไปทางผู้ใด  ทางด้านองค์หญิงใหญ่ที่แอบอยู่ด้านหลังม่าน พระพักตร์ยิ้มน้อย ๆ ด้วยความพอพระทัยในคำตอบของอีกฝ่าย เพราะคุณสมบัติที่เขากล่าวมาล้วนตรงกับตัวนางแทบทั้งสิ้น         “ ท่านก็ยังไม่เอ่ยให้ตรงประเด็นอยู่ดี  ข้ามีธิดาอยู่ 6 คน มี 3 คนที่ไม่สนใจที่จะสืบทอดราชบัลลังก์ต่อขากข้าก็คือองค์หญิงสาม ฉีเอ๋อ องค์หญิงสี่ หมิงเอ๋อ และองค์หญิงเล็ก อิ๋งเอ๋อจะเหลือเพียงแค่ 3 คนที่เป็นตัวเลือกก็คือองค์หญิงใหญ่ ฟางเอ๋อ องค์หญิงรอง เซียนเอ๋อ และองค์หญิงห้า เฟยเอ๋อ  ท่านคิดว่าในบรรดาสามคนนี้ข้าควรจะส่งเสริมใครมากที่สุด?”         องค์ฮ่องเต้ตรัสถามชายหนุ่มตรง ๆ พร้อมกับใช้สายพระเนตรที่จริงจังทอดพระเนตรอีกฝ่าย เป็นการส่งสัญญาณให้เขาบอกความคิดที่แท้จริงของเขาออกมา ไม่ให้บ่ายเบี่ยงอีกต่อไป         “ กราบทูลฝ่าบาท ในความเห็นของหม่อมฉัน องค์หญิงใหญ่มีความเหมาะสมไม่แพ้ใคร เพราะทรงเป็นธิดาองค์โต ถือว่าถูกต้องและเป็นไปตามหลักราชประเพณี รวมทั้งยังทรงมีพระสติปัญญาเป็นเลิศ ที่สำคัญคือมีขุนนางใหญ่สนับสนุนนางเป็นจำนวนมากพ่ะย่ะค่ะ”         หลังจากได้ทรงสดับรับฟังคำตอบ หยางไท่จงทรงแย้มพระสรวลน้อย ๆ อย่างพึงพอพระทัยในคำตอบของเขา รวมทั้งองค์หญิงใหญ่ที่แอบอยู่หลังม่านก็พึงพอพระทัยในคำตอบของกุนซือหนุ่มเช่นกัน                      “ แล้วเซียนเอ๋อล่ะ ท่านเห็นว่านางเป็นอย่างไรบ้าง?”        พะองค์ทรงตรัสถามถึงธิดาคนรองของพระองค์ ก่อนที่เสียมหลอหลงจะกราบทูลว่าองค์หญิงรองเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา เป็นที่รักใคร่ราษฎร รวมทั้งยังมีขุนนางจำนวนมากสนับสนุนเช่นกัน น่าเสียดายอยู่บ้างตรงที่พระสุขภาพพลานามัยของนางมิสู้ดีนัก         “ ถูกแล้ว จริง ๆ ข้าก็ชื่นชอบในตัวเซียนเอ๋อไม่น้อย เพราะนางเองก็มีความเหมาะสมไม่น้อยไปกว่าพี่ใหญ่ของนางเท่าไหร่ เสียแต่ว่าสุขภาพของนางไม่แข็งแรง ทำให้ข้าอดเป็นห่วงไม่ได้”         หยางไท่จงตรัสถึงธิดาคนรองด้วยความรู้สึกเอ็นดูไม่แพ้ธิดาคนโต ในขณะที่เสียมหลอหลงแปลกใจที่พระองค์ตรัสชมองค์หญิงรองให้องค์หญิงใหญ่ได้ยิน ก่อนจะเข้าใจในทันทีว่าพระองค์ต้องการให้องค์หญิงใหญ่ที่แอบอยู่หลังม่าน เร่งสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์มากขึ้น เพื่อแสดงให้พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นว่า นางคู่ควรต่อการสืบราชบัลลังก์ของพระองค์                        “ แล้วเฟยเอ๋อล่ะ ท่านเห็นว่านางเป็นเช่นไรบ้าง ท่านกุนซือ?”             “ กราบทูลฝ่าบาท เนื่องจากหม่อมฉันไม่เคยพบกับองค์หญิงห้า และแทบจะไม่เคยได้ยินเรื่องราวของนางเลย ทำให้หม่อมฉันมิอาจแสดงความเห็นใดได้ในตอนนี้พ่ะย่ะค่ะ”          อาหลงกราบทูลไปตามตรง แต่อีกทางเขาต้องการที่จะให้พระองค์เป็นฝ่ายเล่าเรื่องราวของนางให้เขาได้ฟัง นอกจากนี้เขายังแอบลุ้นให้พระองค์หาทางให้เขาได้พบกับนางสักครั้ง เพื่อที่เขาจะได้สามารถทูลถวายความเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับนางได้        “ เรื่องนี้ไม่ยาก ท่านไม่ต้องเป็นห่วง เอาไว้ข้าจะหาโอกาสให้ท่านได้พบกับนางเอง เมื่อถึงเวลานั้นอย่าได้บ่ายเบี่ยงอีกล่ะ”          ฮ่องเต้ทรงตรัสดักคออีกฝ่าย ราวกับว่าพระองค์ทรงรู้ทันว่าเขาต้องการที่จะพบกับองค์หญิงห้า ต้วนอี้เฟย  ส่วนองค์หญิงใหญ่ที่แอบอยู่หลังม่านถึงแม้จะไม่พอพระทัยอยู่บ้างที่เสด็จพ่อทรงให้ความสำคัญกับน้องห้า แต่นางเองก็แทบจะไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตาอยู่แล้ว เพราะคู่แข่งคนสำคัญของนางคือน้องรอง ต้วนเซียนเอ๋อต่างหาก         ทางด้านเสียมหลอหลงเองก็ไม่ต้องการจะเอ่ยถึงองค์หญิงห้าให้มากนัก เพราะไม่อยากให้คนสงสัยในตัวเขา รวมทั้งไม่อยากให้นางต้องตกเป็นเป้าโจมตีจากองค์หญิงใหญ่อีกด้วย เขาต้องการที่จะช่วยให้นางค่อย ๆ สะสมฐานกำลังอย่างเงียบ ๆ เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมจึงค่อยประกาศตัวท้าชิงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ          “ หม่อมฉันขอแสดงความยินดีกับพระองค์ ที่ทรงมีผู้ที่เหมาะสมจะสืบทอดราชบัลลังก์ของพระองค์หลายคน นับว่าเป็นพระบุญญาธิการยิ่งแล้วพ่ะย่ะค่ะ”            หลิวว่านซานที่นั่งฟังฮ่องเต้ทรงสนทนากับอาหลงอยู่นาน กราบทูลชื่นชมในพระบารมี ก่อนที่พระองค์จะแย้มพระสรวลออกมาดัง ๆ อย่างโสมนัส          “ ฮ่าฮ่าฮ่า ขอบใจมากใต้เท้าหลิว งานนี้ท่านมีความดีความชอบยิ่งนัก ที่ชักนำกุนซือที่ปราดเปรื่องให้ข้าได้รู้จัก”             หลังจากที่ตรัสเสร็จ พระองค์ทรงถอนพระทัย ก่อนจะตรัสด้วยพระสุระเสียงอันแผ่วเบายิ่งนัก จนคนในห้องแทบจะไม่ได้ยิน                  “ แต่เสียดายที่ท่านมาพบข้าช้าเกินไปหน่อยเท่านั้นเอง”                       “ เหตุใดพระองค์ถึงทรงตรัสเช่นนั้นล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”            เสียมหลอหลงแสร้งเป็นทูลถามฮ่องเต้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วครู่เขาแอบใช้วิชาอ่านใจอ่านพระทัยของพระองค์เป็นครั้งที่สอง ทำให้เขาได้ทราบว่าพระองค์กำลังทรงกังวลพระทัยเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของพระองค์เองที่กำลังย่ำแย่อย่างหนัก โดยหมอหลวงได้กราบทูลเป็นการลับว่าพระองค์อาจจะมีพระชนม์ชีพได้อีกไม่เกินหนึ่งปี ดังนั้นพระองค์จึงร้อนพระทัยยิ่งนัก ด้วยทรงเป็นห่วงเรื่องคู่ครองขององค์หญิงทั้งหก จึงได้ทรงประกาศคัดเลือกราชบุตรเขยให้กับองค์หญิงทั้งหกพระองค์ รวมทั้งต้องการวางตัวเรื่องผู้ที่จะมาสืบทอดราชบังลังก์ต่อจากพระองค์ เพื่อที่พระองค์จะได้จากโลกนี้ไปอย่างหมดห่วง            “ บอกต่อพวกท่านตามตรง แต่พวกท่านต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ห้ามมิให้แพร่งพรายให้ใครรู้เป็นอันขาด มิฉะนั้นข้าจะเอาโทษกับพวกท่าน “            หยางไท่จงทรงเล่าให้เสียมหลอหลงและหลิวว่านซานฟังว่า พระองค์อาจจะมีพระชนม์ชีพอยู่ได้อีกไม่เกินหนึ่งปี  ซึ่งหลังจากได้ยินดังกล่าวใต้เท้าหลิวถึงกับทำถ้วยชาในมือหล่นจากมือตกแตกเสียงดัง ในขณะที่องค์หญิงใหญ่ที่หลบอยู่หลังม่านเองก็เกือบจะกรีดร้องออกมาด้วยความตกพระทัยในเสียงถ้วยชาที่หล่น รวมทั้งทรงตกพระทัยในข่าวร้ายที่เพิ่งได้รู้จากปากของพระบิดาเมื่อสักครู่  ทางด้านเสียมหลอหลงเองแทบจะไม่มีอาการตกใจใด ๆ เพราะว่าตัวเขาเองรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว  โดยเฉพาะวันนี้ที่พระองค์ต้องฝืนพระวรกายเข้าเป็นประธานการประชุมเมื่อเช้านี้ ทำให้พระองค์ทรงมีพระพักตร์ที่อิดโดย เนื่องจากพระสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งรงเท่าไหร่            “ เรื่องร้ายแรงถึงเพียงนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ  ถ้าเช่นนั้นขอให้หม่อมฉันได้ตรวจชีพจรของพระองค์ได้มั้ยพ่ะย่ะค่ะ?”           อาหลงทูลขออนุญาต ก่อนที่พระองค์จะทรงยื่นพระหัตถ์ซ้ายส่งให้เสียมหลอหลงได้ถวายการตรวจและรักษา  หลังจากที่ได้ถวายการตรวจและวินิจฉัยแล้ว ชายหนุ่มทำสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก่อนจะกราบทูลต่อหยางไท่จงด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล          “ หมอหลวงกล่าวไม่ผิดพ่ะย่ะค่ะ  ที่ว่าพระองค์อาจจะมีพระชนม์ชีพได้อีกไม่เกินหนึ่งปีสาเหตุเป็นเพราะพระองค์เสวยน้ำจัณฑ์มากเกินไป รวมทั้งการที่พระองค์ทรงหมกมุ่นกับสตรีมากเกินไปทำให้ทรงขาดธาตุหยาง แต่หม่อมฉันมีวิธีที่จะช่วยให้พระองค์สามารถยืดพระชนม์ชีพไปได้อีกอย่างน้อยห้าปี ไม่ทราบทรงสนพระทัยมั้ยพ่ะย่ะค่ะ?”           เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ฮ่องเต้ผู้มีพระพลานามัยที่ไม่สู้ดีนักมีพระพักตร์ที่ตื่นเต้นและโสมนัส เป็นอย่างยิ่ง ก่อนจะตรัสถามกับอีกฝ่ายว่าเป็นเรื่องจริงหรือ ถ้าสามารถช่วยให้พระองค์ยืดอายุออกไปได้อีกห้าปีจริง ๆ พระองค์ก็พร้อมจะทำตามทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไข          “ ก่อนอื่นหม่อมฉันขอทูลถวายยาเม็ดวิเศษเม็ดนี้ให้พระองค์เสวย รับรองว่าอาการปวดพระเศียรของพระองค์จะหายในอีกไม่กี่นาทีนี้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”                         “ ฝ่าบาท  ให้หม่อมฉันทดลองก่อนพ่ะย่ะค่ะ”          หลู่กงกงเข้ามารับจากมือของชายหนุ่ม ก่อนจะส่งเข้าปากและกลืนลงไปในทันที พร้อมกับหลับตาลง หลังจากนั้นไม่นานหลู่กงกงก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นช้า ๆ พร้อมใบหน้าที่สดชื่นและดูกระชุ่มกระชวย ต่างจากก่อนหน้านั้นที่เป็นคนที่มีลักษณะเหมือนคนที่ไม่ค่อยมีเรี่ยวมีแรง เนื่องอายุที่มากขึ้นนั่นเอง         “ มหัศจรรย์จริง ๆ พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท  อาการปวดตามข้อและกระดูกของหม่อมฉันที่มีมานับสิบปีหายเป็นปลิดทิ้งเลยพ่ะย่ะค่ะ”            เมื่อเห็นดังนั้น อาหลงจึงล้วงเอายาเม็ดวิเศษออกมาอีกหนึ่งเม็ดเพื่อถวายต่อองค์ฮ่องเต้ต้าหยาง  หลังจากทรงรับเม็ดยามา ก็ทรงมีท่าทีลังเลชั่วครู่ ก่อนจะส่งเม็ดยาเข้าพระโอษฐ์ช้า ๆ แล้วทรงหลับพระเนตรลง  ทางด้านองค์หญิงใหญ่ก็ทรงลุ้นอย่างหนักเช่นกันว่าเม็ดยาจะได้ผลต่อพระบิดาของนางหรือไม่           “ ฟางเอ๋อ เจ้าเข้ามาหาพ่อหน่อย บอกพ่อครัวให้จัดเตรียมสำรับมื้อเย็นสี่ที่สำหรับพ่อกับเจ้า ใต้เท้าหลิวและท่านกุนซือด้วย” ..................................................................................................................................คุยกันหลังฉาก ......มาแล้วครับตามคำสัญญา ไรท์ไม่ได้หายไปไหนครับ แต่ซุ่มปั่นงานเขียนให้รีดที่น่ารักทุกท่านได้อ่าน โดยไรท์จะพยายามอัพให้ได้อย่างน้อยทุก ๆ สองวันนะครับและตอนนี้อาหลงของเราก็กำลังจะได้พบหน้าองค์หญิงใหญ่แล้ว  ทางด้านองค์หญิงห้าที่หลาย ๆ คนคอยลุ้นและเอาใจช่วย ก็จะได้เจอกับพระเอกของเราในอีกไม่ช้า รับรองไม่ได้เป็นองค์หญิงองค์สุดท้ายที่พระเอกของเราได้เจอแน่นอนครับ          ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านและคอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้ไรท์มาตลอด ตอนต่อไปจะอัพไม่เกินเสาร์นี้ครับ  ขอบคุณมากครับ........................................................................................................................................ สุดยอดข้อคิด พิชิตความสุขและความสำเร็จในชีวิต“ คนฉลาดเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง แต่คนมีไหวพริบอย่างข้า เรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น”