ตัวล่อลากเกวียนบรรทุกสินค้า
กีเนเวียกำลังโอบกอดลูกสาวคนเล็กแต่น้ำตาปริ่มอยู่บนหางตาเมื่อมองยอดปราสาทเบอร์กันดีเล็กเท่าปลายเส้นผม ความคิดคำนึงถึงเลเน่พาให้หวนกลับไปเมื่อสามวันก่อนหลังจากรองแม่ทัพเฟซองได้ถอนตัวจากปราสาท
สามวันก่อน
กีเนเวียลุกขึ้นจากบัลลังก์ไม้อันเต็มไปด้วยกิ่งก้านดอกกุหลาบหลากสีเธอรอจนเหล่าขุนนางถอยตัวออกจากท้องพระโรงจนหมดแล้วจึงกุมมือบุตรสาวเดินไปยังปล่องแสงหลังบัลลังก์
เลเน่เดินตามมารดามาจนถึงขอบแสงที่ส่องลงมากลางวังแล้วเด็กสาวก็หุบยิ้มลงทันที
“ชาล์แห่งฟรังเกียเป็เช่นใด”ราชินีมองดอกกุหลาบกำลังร่วงโรยทีละกลีบ
ั์ตาสีทองมองพื้นหญ้าสีเขียวขจีที่เริ่มกลายเป็สีเหลือง“ชาล์ผู้นี้เป็คนใจดำอำมหิต เขาไม่ปล่อยท่านและน้องแน่”
กีเนเวียเงยหน้าขึ้นมองเถากุหลาบแห้งทีละน้อยจากยอดเสา“หากเ้าดองกับชาล์ผู้นี้ เขาจะเบอร์กันดี”
“เรากำลังโปรยดอกไม้โรยทางให้ศัตรูไหมเ้าคะ”เด็กสาวกุมมือตนแน่น
กีเนเวียหันมากุมมือบุตรสาว“เราอาจจะต้องเปลี่ยนแผน”
“แต่แผนการรับรองโดยท่านอเล็กซานเดอร์แล้ว”เด็กสาวผ่อนลมหายใจ “ลูกกลัวท่านแม่ผิดใจกับท่านลุงเพคะ”
“ชีวิตของราชสกุลสายลอร์เรนนั้นแสนจำกัด”กีเนเวียบีบมือบุตรสาวปลอบ “ทั้งภาระ หน้าที่ และชีวิตของผู้คนล้วนขึ้นอยู่กับสกุลลอร์เรน”
“ลูกสามารถรับมือเขาได้เพคะ”เลเน่ส่งยิ้มบางให้มารดา “เขาหลงรูปโฉมของลูกมาก ท่านแม่สบายใจได้เพคะ”
“หนึ่งในพรแห่งลอร์เรนคือโฉมงามแห่งสุริยะจันทรา”ราชินีปัดปอยผมออกจากกรอบหน้าบุตรสาว “รัศมีของเราจะสะกดทุกสายตาของผู้คนจงใช้เพื่อสร้างความมั่นคงในราชวงศ์”
“เพคะ” เลเน่ลูบหลังมือมารดา“ลูกจะจำคำของท่านแม่ไว้”
“จำไว้ว่าพลังแห่ง์มีขอบเขตและเวลาอันจำกัดหากเลย่เวลานั้นไป เ้าก็จะเป็เพียงสตรีตัวคนเดียว”
เด็กสาวพยักหน้ารับคำมารดา“ลูกจะใช้สิ่งที่ลูกมี เหนี่ยวรั้งเขาเอาไว้ทางนี้เพื่อช่วยท่านแม่เพคะ”
“จงเรียนรู้จากความผิดพลาดของแม่”กีเนเวียยิ้มให้แก่บุตรสาว “จงเป็ราชินีที่สวยที่สุดในแผ่นดิน”
ดันเต้มองเถากุหลาบสลายตัวเป็ฝุ่นดินเมื่อเดินเข้ามาร่วมวงสนทนากับสองแม่ลูก “คาร์ลตกลงหรือเปล่า”
“เขารับข้อเสนอเื่อภิเษกเพคะ”กีเนเวียตอบเสียงอ่อน
ชาล์แห่งพรอว็องค์โอบกอดบุตรสาวทันที
“ลูกสาวคนสวยของพ่อ”ดันเต้สะอื้นในคอ “เ้าไม่ใช่เด็กสาวอีกต่อไปแล้ว”
เลเน่ยิ้มให้ดันเต้ “ลูกทำได้ทุกอย่างเพื่อท่านแม่ท่านพ่อ และน้อง”
เ้าหญิงน้อยโอบกอดดันเต้และกีเนเวียเช่นเดียวกับที่เธอทำมาตลอดสิบปี
“ลูกไม่ได้ตกนรกท่านทั้งสองโปรดอย่าเสียน้ำตาเลย”
“ยังมีอีกหลายเื่ที่ลูกต้องเรียนรู้”ดันเต้ลูบหัวบุตรสาวแล้วหอมหนึ่งที “พ่อเสียใจที่ไม่ได้เป็คนสอนเ้าเอง”
“จำคำแม่ไว้”กีเนเวียโอบกอดเลเน่ “เปิดใจของเ้าไว้ตลอดธรรมชาติจะนำสิ่งที่สำคัญและจำเป็มาสู่เ้าเสมอ”
“สิ่งที่พ่อทำนั้นก็เพื่อชีวิตของเ้าทั้งสาม”ดันเต้หอมกระหม่อมลูกอีกครั้ง
เด็กสาวยิ้มกว้างแล้วหอมแก้มดันเต้สลับมายังกีเนเวีย
“เพคะ ลูกจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีเช่นกัน”เลเน่ทำตากลมโตสดใส
คำพูดสุดท้ายของเลเน่ทำให้กีเนเวียเองก็ต้องเข้มแข็ง
ปัจจุบัน
ดันเต้สวมชุดผ้าเปื้อนฝุ่นของกองคาราวานพ่อค้าชาวตะวันออกกลางมีล่อเป็พาหนะในการเดินทาง แม่ทัพเอสต้าต้อนฝูงแกะนับสิบตัวให้เดินบนเส้นทางผ้าคลุมขนแกะทำให้เขาเหมือนสัตว์ร้ายกำลังเดินไล่กินแกะ
เสียงดังกึกกักบนเกวียนทำให้ดันเต้เดินมาดูภริยาด้วยอากาศร้อน บนเกวียนเก่าจึงไม่สุขสบายนักเมสิน่าวัยสามขวบกำลังเดินไปทั่วเกวียนอย่างซุกซน ดวงตาสีทองสดใสมองมายังผู้เป็พ่อ
“หนูน้อยคนสวยของพ่อเ้าไปนั่งอยู่กับแม่ดีไหม” ดันเต้กล่าวถามเสียงนุ่ม
“แผ่นดินสั่น” เด็กสาวยิ้มแม้จะล้มตัวกลิ้งไปหาแม่พร้อมส่งเสียงกรีดร้องปนหัวเราะคิกคัก
กีเนเวียโอบบุตรสาวตัวน้อยมาดื่มนมอย่างสงบ“มีเื่อะไรหรือเปล่า”
มือหยาบยื่นมากุมมือภริยาที่กำลังอุ้มลูกบีบปลอบ“ข้าไม่ได้ยินเสียงเยลิน่า”
“ลูกสาวคนเล็กของท่านดูจะรู้ประสามากกว่าเ้าหญิงตัวน้อยคนนี้เสียอีก”มืออีกข้างของกีเนเวียลูบพวงแก้มเมสิน่า
ดันเต้หัวเราะฝืดในลำคอ“ข้ามแม่น้ำไปได้ก็จะเป็เขตหลุยส์เดอบาวาเรีย”
เสียงแผ่นดินะเืดังกึกก้องส่งผลให้หินบนทางดินสั่นกระดอนเลื่อน
ดวงตาสีทองเบิกกว้างแล้วถอยตัวออกจากเกวียนหัวใจของดันเต้เต้นเร็วสนั่นอก าาหนุ่มจ้องมองเส้นทางที่เพิ่งผ่านไปครู่หนึ่งด้วยสติสับสนอลหม่าน
เอสต้าส่งดวงตาสีเข้มสบตาเขาดวงตาดุนั้นเรียกสติของดันเต้ทันใด
าาก็ยกมือขึ้นกำก่อนโบกไปข้างทาง
นายทหารช่วยกันดันเกวียนชิดขอบถนนแล้วต้อนแกะหลบลงข้างทาง
สัญญาณมือชี้ลงพื้นเตือนให้ทุกคนอยู่ในความสงบ
ขบวนกองทัพชักธงรบชาล์เดอฟรองเซทหารชุดเกราะเหล็กขัดมันควบม้าวิ่งเร็วรี่มาทางกองคาราวาน
ไหล่ของดันเต้ผ่อนลงเมื่อเขาไม่ได้ยินเสียงแตรศึกแล้วแล้วจึงทำทีหันมองขบวนทัพสบตาเหล่าทหาร ระหว่างนับจำนวนได้มากถึงห้ากองร้อย
ทว่าเหล่าทหารต่างเมืองกลับควบม้าวิ่งผ่านใบหน้าดันเต้ไปอย่างไม่แยแส
เมื่อทหารกองหนุนเคลื่อนขบวนผ่านไปจนหมดเอสต้าก็เดินเร็วมายังดันเต้
“แผนการของท่านอเล็กซานเดอร์ช่างถูกต้อง”แม่ทัพเอ่ยเสียงสดใส “ข้าละหวั่นใจว่าใช้พาหนะล่อเดินทางแบบกองคาราวานเช่นนี้ทำให้เราช้ากว่าปกติไปมาก”
“ก็เพื่ออ่านแผนการให้กระจ่าง”ดันเต้ตบบนไหล่เอสต้า “เราคงต้องตัดสินใจแล้วว่าจะไปเส้นทางใด”
“ตอนนี้พรอว็องค์ก็ไม่ปลอดภัย”เอสต้าพยักหน้า “เฟซองต้องขอเข้าพบท่านอย่างแน่นอน”
“เราจะเปลี่ยนไปยังเส้นทางค้าเครื่องเทศลงทะเลทรายหาทางตะวันออก” ดันเต้ส่ายหน้าไม่เห็นด้วยนัก
“ข้าว่าปรึกษากีเนเวียก่อนไหม”เอสต้ากลืนน้ำลายบอกเสียงสั่นเบา
าาส่ายหน้า “เราจะเดินทางผ่านเส้นทางค้าเครื่องเทศ”
กีเนเวียยื่นหน้าผ่านหน้าต่างเกวียนออกมาเธอพยักหน้ายอมรับการตัดสินใจ
กองคาราวานปลอมเดินทางมาถึงทางแยกก็เลี้ยวขวาออกจากเส้นทางไปพรอว็องที่เป็หัวเมืองทางทิศใต้
“เราจะพักที่หมู่บ้านดามัสกัส”ดันเต้ประกาศ
ระหว่างทางล่อลากเกวียนก็เกิดขาติดซอกหินมันสะดุดขาพับบนทางลาด เกวียนไม้จึงดึงให้มันถอยไปตามแรง
เอสต้าเข้าผลักท้ายเกวียน“เชิญลงจากเกวียนก่อนเซียร์”
ราชินีอุ้มลูกทั้งสองออกจากเรือนเกวียนไม้โดยมีดันเต้ช่วยรับลูกสาวไว้จังหวะนั้นก็มีทหารสวมชุดเกราะโซ่เหล็กสีดำควบม้าตีขบวนเข้าล้อมคาราวานทั้งหมด
ปลายหอกสีเงินตั้งท่าสกัดล้อมกองคาราวานจากทุกทิศ
บาวาเรีย ดินแดนฟรังเกียตะวันออก
เศษกระดูกนก โยนข้ามโถงตกลงบนชามเงิน
ประตูไม้มะฮอกกานีขึ้นมันบานใหญ่แง้มเปิดส่งเสียงรบกวนโดยทหารรับใช้ใบหน้าซีดเผือดหน้าหดเดินตัวเกร็งเข้ามายืนตรงหน้าชายผู้กำลังลิ้มรสนกย่าง
โต๊ะอาหารจัดวางเป็ระเบียบประกอบด้วยขนมปังหอมกรุ่น สลัดผักกาดป่า ผลไม้หลากสีและแผ่นเนยเค็มรวมถึงเนยเปรี้ยวสำหรับปรุงรสเนื้อให้กลมกล่อม
กร๊อบ! เสียงกระดูกถูกขบบดด้วยกรามแกร่ง ดังระงมเป็จังหวะเมื่อผู้ร่วมโต๊ะลิ้มรสส่วนปีกนกพร้อมกันชายหนุ่มตรงหัวโต๊ะผงกใบหน้าชอบใจรสชาติในปาก
“ท่านลุดวิจเซียร์”นายทหารกล่าวเสียงสั่นเครือพลางก้มหน้าเคารพ
ชายผู้นั่งอยู่หัวโต๊ะเช็ดปากแล้วคำรามในลำคอดวงตาดุหันมามองทหารครู่หนึ่งก่อนจะทิ้งผ้าเช็ดปากเมื่อเขาลุกขึ้น ผู้ร่วมโต๊ะอาหารก็ลุกเดินออกไปจากห้อง
เหลือเพียงชายผู้เดียวที่นั่งเก้าอี้ทางซ้ายมือของผู้นั่งหัวโต๊ะ
“เรียนท่านลุดวิจ”นายทหารมองชายวัยห้าสิบตอนปลาย เส้นผมสีเงินแซมเส้นผมสีทองเกือบทั้งศีรษะ“ฎีกาจากเบอร์กันดีเซียร์” กระดาษยับถูกวางลงบนโต๊ะไม้
หลุยส์ลุดวิจเดอบาวาเรีย (Луис, Людвид Бавария) เช็ดมือแล้วทิ้งผ้าลงอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะดึงกระดาษมารีดยาวด้วยสองนิ้ว
ทันใดนั้น เขาก็ทุบโต๊ะจนถ้วยชามจานกระดอนตามแรง
ลุดวิจขมึงตาไปทางนายทหารผู้ยืนรออยูด้านหลัง“คาร์ลกล้าขอเลเน่เหรอ!”
แม่ทัพนายกองราชเลขาฯ รีบเข้ามาอ่านข้อความร่วมกับนายของตน
มือหยาบทุบลงบนอกของลูกน้อง“ยกทัพไปเบอร์กันดี” หลุยส์ตวาด
นายทหารพยักหน้ารับคำสั่งแล้วถอนตัวไปเตรียมกองทัพในทันที
เสียงแตรเป่ายาวสามทีเป็สัญญาณเตือนให้ชายชาติทหารทุกคนในเมือง
เมื่อถึงรุ่งเช้า เสียงแตรเป่ายาวสามครั้งก็เห็นเหล่าทหารชุดเกราะเงินเดินเป็ขบวนมารวมตัวณ ลานหน้าปราสาท
“กองพันที่ร้อยรายงานตัวเซียร์” เสียงสัสดีเมืองประกาศยอดทหาร
“เดินทัพสู่เบอร์กันดี”หลุยส์ยกมือขึ้นให้สัญญาณการเดินทัพ ในสติของเขามีแต่เื่การศึก จนเมื่อควบม้ามาใกล้ การพักม้าทำให้เหล่าแม่ทัพเริ่มชวนนายของตนคุย
“คาร์ลผู้อยู่ตะวันตกไม่ควรได้สิ่งที่เขารักษาเอาไว้ไม่ได้”หลุยส์เหยียดปาก
“ั้แ่ฟรองเซเบิร์กถูกดันเต้ตีแตกเ้าคาร์ลก็ไม่สมควรเรียกตนเองว่าชาล์” เกียสิเย (Грацеи) แม่ทัพผู้มีวัยเดียวกับหลุยส์กล่าว แล้วหันหาแม่ทัพวัยหนุ่มอีกสองคน“ดูเสียโพเทย์ (Поти)เอียมุส (Ямуш)ท่านหลุยส์ให้โอกาสขนาดไหน”
“นกอ่อนหัดบินจนปีกหักยังไร้ความคิดจนขอความช่วยเหลือจากดอกไม้เหี่ยวเฉาแทนพญาเหยี่ยว” โพเทย์เหยียดปาก
“ครั้งนี้นกปีกอ่อนจะได้รู้จักโทสะพญาเหยี่ยวูเา”เอียมุสยิ้มย่อง
เกียสิเยส่ายหัว “หากขอคุ้มครองจากบาวาเรียก็คงไม่ต้องรบให้เสียเื”
“ตอนนี้สายโลธาริ่งไร้บุตรชายสืบทอดบัลลังก์”เอียมุสกุมคางคิด “เช่นนี้เ้าหญิงเลเน่ก็คือสะพานขึ้นเป็กษัตริย์แห่งฟรังเกียกลางอันชอบธรรมในอนาคต”
“ครั้งหนึ่งท่านลุดวิจเคยเสนอให้เลเน่แต่งกับบุตรชายคนโต”เกียสิเยทวนความหลัง “สงสัยจะชอบตัวอัปลักษณ์”
หลุยส์ขบกรามแน่นด้วยโทสะอันแผดเผาความปรานีในหัวใจต่อเบอร์กันดี