ฝูงไก่หมู่มากโก่งคอร้องกันระงมั้แ่ฟ้ายังมิทันสางใน่เช้ามืดของวันใหม่ ดวงตะวันสีแสดไล่ระดับเข้มไปจางจากทางหน้าต่างที่หันหน้าไปด้านพายัพของเรือนปั้นหยา น้ำหมอกยังหนาตาไม่จางลง อากาศในตอนนี้จึงดูชื้นเป็ธรรมดา กอปรกับสายลมแ่เบาหอบเอากลิ่นหอมหวานของดอกพุดซ้อนระเหยมาถึงคนชั้นบน
ปลุกให้หม่อมเ้าชายทรงฟื้นจากนิทรารมย์ ไม่มีอาการงัวเงียสะลึมสะลือนัก ทรงปลอดโปร่งโล่งหทัยดี ตลอดทั้งคืนที่ผ่านนี้ก็บรรทมได้สนิท แปลกไปจากทุกคืน
พอแรกตื่น ก็ทรงรำลึกถึงใบหน้าคมคายเ้าของจดหมายฉบับนั้นอย่างเสียไม่ได้ คำกวีของเขายังฝังแน่นในหทัยไม่จางหาย หากเป็ชายและหญิง ลายลักษณ์อักษรนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากเพลงยาว ซึ่งคนที่มีใจแก่กันเขานิยมเล่นเป็ส่วนมาก
แต่นี่คิดมาแล้วก็ให้ฉงน ดำริว่า เขาก็ชาย เราก็ชาย จะไปมีความรู้สึกอย่างนั้นด้วยเหตุใด ประหลาดนัก
นับไปเกือบถึงร้อยครั้งที่ทรงหยิบขึ้นมาทวนอ่าน แม้โอษฐ์จะปฏิเสธว่ามิได้ทรงรู้สึกอะไรด้วย แต่หทัยมันกลับมิคล้อยตาม
เขาส่งสารมาหวานขนาดนี้ แถมสายตาที่มองมาทุกครั้งนั้นอีกด้วย ยังเป็เครื่องยืนยันไม่ชัดเจนอีกหรือ ว่าพ่อนักดนตรีคิดหมายสิ่งใดอยู่
ท่านชายทรงรู้ ว่าไม่ควรส่งตอบกลับ ผู้ชายสองคนไม่ควรเล่นเพลงยาวถึงกัน ใครต่อใครก็ทราบดี หรือจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทว่าเมื่อจิตเป็นายและกายเป็บ่าว จะทรงคัดค้านอะไรได้
เพราะทรงรู้สึกไม่ต่างไปกับชายคนนั้นนั่นเอง
เมื่อทรงอักษรเป็บทร้อยกรองเสร็จสิ้น ก็ทอดเนตรมองแผ่นกระดาษหอมนั้นด้วยรอยยิ้มโอษฐ์ แน่นอน ว่าทรงปราบปลื้มกับองค์เอง ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนไม่ทรงปรีชาแต่งคำฉันท์เลยสักนิด หากแต่มาคราวนี้ กลับทรงลองนิพนธ์ขึ้นมาด้วยองค์เองอย่างง่ายดาย ไร้อุปสรรคใด ๆ
เขาถึงว่า เมื่อรักบังเกิด ทุกอย่างย่อมง่ายไปเสียหมด
ท่านชายเดียวทรงพับกระดาษแผ่นนั้นใส่ซองจดหมาย เตรียมไว้ส่งให้แก่เขาผู้นั้น จู่ ๆ ก็ทรงนึกสรวลเมื่อใบหน้าของพันวาจาสิทธิ์แทรกเข้ามา ทรงไม่แจ้งหทัยว่าส่งจดหมายถึงกันด้วยเหตุใด ในเมื่อได้พบหน้าอยู่ประจำ
เว้นเสียแต่ว่า ต่างฝ่ายต่างแสดงออกไม่เก่งผ่านคำพูดหรือการกระทำ แต่ถนัดผ่านตัวอักษร
หลังจากนั้นจึงทรงเลิกฟุ้งซ่าน พาวรกายไปทำกิจวัตรอย่างเคยให้แล้วสร็จ พอฉลององค์ทรงครื่องเสร็จสรรพ ก็เสด็จลงมาเสวยกระยาหารเช้าที่บ่าวตำหนักโน้นจัดถวาย ตรงกับเวลาฟ้าสว่างพอดี พร้อมที่จะเสด็จไปทรงงานที่กระทรวง
“โมก” ท่านชายเดียวทรงหันไปรับสั่งกับบ่าวที่ถือกระเป๋าและหมวกตามหลังมาติด ๆ เมื่อหยุดบาทที่ส่วนหน้าของเรือนปั้นหยาอีกหลัง อันเป็ที่ประทับของท่านชายต้อย ท่านชายปิ๋ว และหม่อมสร้อย
“กระหม่อม”
“เย็นนี้ฉันคงกลับช้า ถึงวังอีกทีก็น่าจะดึก โมกอยู่ที่เรือนกับพุด ดูแลความเรียบร้อยให้ดี ถ้าดึกมากแล้วเกิดง่วงนอน ก็เข้านอนเสีย ไม่ต้องรอฉัน”
“กระหม่อม แต่... ทำไมหรือกระหม่อม” อ้ายบ่าวทำทีเข้าใจอยู่ในอก แต่ยังมีคำถาม
“มีงานเฉลิมฉลองที่กระทรวงน่ะ” ทรงคลายสงสัยให้ จบแล้วจึงตรัสกำชับอีกรอบ เื่นี้สำคัญโดยเฉพาะ “ถ้าหากนายด้าวมาหา เรียนเขาไปตามตรงว่าฉันติดธุระ ส่วนนี่ ฝากให้เขาด้วย ห้ามทำหาย”
อ้ายบ่าวรับมาถือไว้ เห็นเป็ซองกระดาษติดผนึกแ่า เข้าใจเองว่าอาจเป็หนังสือราชการ มันพยักหน้ารับ และให้คำสัตย์มั่น “กระหม่อมจะรักษาเยี่ยงชีวิต จนกว่าจะถึงมือคุณด้าวขอรับ”
“ดี ถ้าอย่างนั้นก็ไปช่วยพุดทำงานเถอะ” ทรงรับสั่ง ก่อนจะคว้าเอาหมวกและกระเป๋ามาถือไว้
นายโมกเมื่อสิ้นธุระแล้ว ก็เดินเท้าดุ่ม ๆ กลับเรือนอีกฟากไป มันเหน็บซองจดหมายไว้ชายพกโจงกระเบนให้แ่า มั่นใจว่าจะไม่หล่นหายที่ใดแน่นอน
ทางหม่อมเ้าชายที่ทรงยืนรออนุชาอยู่หน้าเรือนปั้นหยา แต่ทรงเห็นเชษฐาทรงอุ้มภาติยะออกมาก่อน จึงดำเนินเข้าไปใกล้ และตรัสปราศรัยด้วยความสนิทสนม
หม่อมเ้าศรีอยุธเยนทร์แย้มฟ้า ทรงเป็พระโอรสของเสด็จในกรมฯลำดับที่ห้า และร่วมโสทรอนุชาเดียวกันกับท่านชายปิ๋ว อภิเษกสมรสไปแล้วกับท่านหญิงฝั่งวังระบิลพัฒน์ เมื่อสองปีที่แล้ว มีบุตรธิดาหนึ่งคน คคือหม่อมราชวงศ์หญิงทิฆัมพรรัมภา ศรีวิจิตรกุล ที่ทรงอุ้มอยู่ตรงหน้านี้ โดยพระอุปนิสัยส่วนองค์ของท่านชายต้อยแล้ว ไม่มีสิ่งใดต่างจากท่านชายปิ๋วเลย ทรงพระอารมณ์ดี ไม่กริ้วง่าย พูดคุยด้วยได้แทบทุกเื่ ในบางครั้ง หากท่านชายเดียวส่งติดปัญหา ก็จะทรงได้รับคำปรึกษาจากเชษฐาองค์นี้เสมอ เสมือนเสด็จพ่ออีกพระองค์
ส่วนเ้าพี่องค์อื่นนั้น ท่านชายส่งเข้าหน้าด้วยได้ยาก เพราะหม่อมเอกหล่อนมิใคร่พอใจให้สมาคมกับลูก ๆ ของหล่อนนัก ถึงจะมีศักดิ์เท่ากัน แต่หล่อนก็ถือว่าเป็แค่ลูกเมียน้อย ซ้ำยังมีเืฝรั่งมังค่าอยู่ครึ่งหนึ่ง ไม่ควรคบหาด้วย
เมื่อรับไหว้เสร็จ ท่านชายต้อยทรงปรารภขึ้นถึงน้องชายอีกคนที่อยู่ด้านในเรือน “น้องชายของชายเพิ่งจะรับมื้อเช้าเสร็จไปเมื่อครู่นี้ สักประเดี๋ยวคงออกมา”
“กระหม่อม” องค์น้องส่งยิ้มรับ พร้อมตรัสถาม “แล้วนี่พี่ชายต้อยไม่ได้ไปที่กระทรวงหรือกระหม่อม”
“วันนี้พี่ไม่มีราชการ จึงกะว่าจะอยู่ที่บ้าน คอยช่วยหม่อมแม่ดูแลหญิงฟ้านี่แหละ”
“แล้วท่านหญิงทิพย์ล่ะกระหม่อม หมู่นี้ชายไม่ค่อยเห็นหน้า ไม่สบายหรือกระหม่อม”
เมื่ออนุชารับสั่งถามเช่นนั้น วงพักตร์คมสันคล้ายกับเสด็จพ่อก็เผือดลง ดวงเนตรดูหม่นหมอง ไม่ต่างอะไรกับคนเป็ทุกข์เพราะรัก จะทรงตอบอนุชาตามตรงถึงเหตุที่ชายาทรงห่างเหินไป ก็ทรงหวั่นจะทำให้อนุชาทุกข์ตรมไปด้วย สู้เลี่ยงโป้ปดไปจะยังดีกว่า
“ไม่หรอกชาย เขากลับไปที่วังโน้นน่ะ ไม่รู้จะกลับมาเมื่อไหร่”
“ทำไมล่ะกระหม่อม”
“เห็นว่ามีธุระจำเป็ที่นั่นกระมัง อย่างไรก็สุดแท้แต่เขาเถิด”
ความสัมพันธ์ระหว่างท่านชายต้อยและชายานั้น ภายนอกอาจจะดูสุกใส แต่ภายใน ใครเล่าจะหยั่งถึง เหตุนี้เพราะการอภิเษกที่ไม่ได้เกิดจากความรักของทั้งสองฝ่าย คล้ายคลุมถุงชนเสียมากกว่า แม้ท่านชายทรงมีความคิดเป็ขององค์เอง แต่ก็ไม่ทรงยืนกรานที่จะปฏิเสธ ทรงเห็นว่าเป็ความสุขของหม่อมแม่ที่ปรารถนาดีอยากให้มีครอบครัวที่เสมอฐานะกัน ทั้งขัตติยวงศ์และเกียรติยศ สุดท้าย จึงไม่ต่างอะไรกับคนจมกองทุกข์
ท่านหญิงท่านชายทั้งสองไม่เคยมีความรักเกื้อกูลแก่กันมาก่อน แม้จะมีคุณหญิงตัวน้อย ๆ ที่เป็พยานรัก ทว่ากลับไม่ได้ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นเลยสักนิด ทั้งหมดก็เพราะหน้าที่ ซึ่งกำหนดโดยผู้ใหญ่ หาใช่กำหนดด้วยใจของทั้งสอง
ท่านชายเดียวทรงทนยืนดูชลเนตรของเชษฐาต่อไม่ไหว ทรงรู้ว่าที่ไม่เป็สุขเพราะเหตุใด และอีกไม่นานในวันข้างหน้า ก็จะถึงคราวขององค์เองที่จะเป็เช่นนั้นต่อไป
ความรักที่มาพร้อมกับคำว่าเหมาะสมนั้นยากยิ่ง
ทรงเอื้อมไปกระชับหัตถ์ของเ้าพี่ไว้ แล้วตรัสให้กำลังหทัยอย่างละมุนละม่อม “อยู่กับคนที่ไม่ได้รักแน่นอนว่าย่อมทุกข์ แต่เราอย่าให้ความสำคัญกับทุกข์นัก พี่ชายต้อยยังมีหญิงฟ้าเป็แก้วตาดวงใจอยู่ทั้งคน รักของพ่อที่มีต่อลูกนี่แหละกระหม่อม ที่บริสุทธิ์ดีแล้ว”
ท่านชายต้อยทรงกล้ำกลืนหทัยไว้ ไม่ยอมปล่อยให้ชลเนตรล่วงลงให้ใครเห็นเป็ที่น่าอายแก่ชายสามศอก ดำริว่าเป็จริงอย่างที่อนุชาตรัส ยังทรงมีคุณหญิงฟ้าอยู่ทั้งคน จะประสงค์ความรักจากที่ใดอีก
เมื่อแย้มโอษฐ์ได้ ก็ทรงหอมกระหม่อมบาง ๆ ของบุตรสาวด้วยรักแท้และอาทร “พ่อจะดูแลหญิง จะเป็ที่พึ่งแก่หญิงเองนะลูก”
คุณหญิงฟ้าอายุเพียงหกเดือน ยังไม่ประสานัก ได้เพียงส่งเสียงอ้อแอ้ตอบท่านพ่อ ยังผลให้ท่านชายเดียวนึกเอ็นดูไปด้วย
“ดูสิกระหม่อม หญิงฟ้าน่าเอ็นดูนัก แก้มป่องเชียว” รับสั่งกับเชษฐาเสร็จ จึงทรงหันไปหยอกล้อ “ไหน มาให้อาอุ้มบ้างซี เ้าตัวเล็ก”
ทรงรับมาโอบอุ้ม ฟัดแก้มนุ่มของหลานสาวประหนึ่งเป็บุตรขององค์เอง โดยปกติแล้ว ท่านชายเดียวนั้นโปรดเด็กเล็กมาก ไม่ว่าจะชายหรือหญิง หากทรงพบเห็นลูกน้อยของคนรู้จักที่ใด ก็จะทรงเข้าไปเล่นด้วยอย่างนี้เสมอ จนบางที พระองค์ชายท่านมีรับสั่งว่าให้ท่านชายนั้นรีบอภิเษกกับท่านหญิงอ้อเสีย จะได้มีโอรสธิดาอุ้มเอง ไม่ต้องเอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม
เหมือนดำริไปแล้ว จู่ๆก็ทรงนึกได้ ทุกข์ของพี่ชายต้อยนี้ยังพอบรรเทา เพราะอย่างไรเสีย ถึงจะอภิเษกกับหญิงที่ไม่ได้มีใจต้องกัน หากแต่ก็มีบุตร พอย้อนมององค์เองที่ทรงโดนจับคลุมถุงชนเช่นกัน ก็ให้กลุ้ม ท่านชายไม่ทรงมีรสสวาทกับหญิงนางใดเลย แล้วจะมีบุตรได้อย่างไร หากไม่ใช่กับคนที่ตนรัก
ถึงกระนั้น ก็เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอยู่ดี เพราะประจักษ์แก่หทัยแล้วว่า ไม่สามารถมีโอรสธิดากับคนที่เป็ที่รักแท้ได้แน่
“อ้าว พี่ชายเดียว มารอนานแล้วหรือกระหม่อม ชายขออภัยด้วย หม่อมแม่ยืมแรงชายไปช่วยสักครู่น่ะกระหม่อม”
เสียงท่านชายปิ๋วปลุกให้เชษฐาทั้งสององค์ที่ต่างก็ทรงว้าวุ่นในหทัยให้รู้สึกองค์ หม่อมเ้าศรีอยุธเยนทร์แย้มฟ้าจึงทรงหันไปบริภาษให้คนมาใหม่อย่างไม่จริงจังนัก
“ชายปิ๋ว มาได้แล้วรึ ปล่อยให้เ้าพี่ต้องรอ”
“หม่อมแม่เรียกใช้ก่อนนี่กระหม่อม” อนุชาทรงอ้าง
“ไม่ต้องเลยพ่อคนนี้ ไป ไปได้แล้ว มัวชักช้าจะไปถึงกระทรวงสายเอา” ทรงค้อน ก่อนจะหันไปฝากฝังอนุชาอีกองค์ “อย่างไรพี่ก็ฝากชายจับตาดูชายปิ๋วทีนะ หมู่นี้ไม่อยู่ติดบ้านติดวัง ท่าจะติดเที่ยวเตร่”
หม่อมเ้าเพียงรพิพรรณผ่องด้าวสรวลร่า พร้อมเพรียงกับผู้น้อง ทั้งสององค์ทรงเข้าใจกันดี ว่าสิ่งที่เชษฐารับสั่งมานั้นเป็เพียงการสัพยอก ไม่มีสิ่งใดจริงจัง เป็เช่นนี้ทุกครั้งตามประสาผู้ที่สนิทกัน สามพี่น้อง
ท่านชายเดียวและท่านชายปิ๋วมักจะเสด็จออกทางประตูอีกฝั่งของวังวิตราลัยโดยมีจางวางช่วยทำหน้าที่สารถีมุ่งไปส่งยังกระทรวงทั้งสองแห่ง ที่เรือนปั้นหยาของหม่อมสร้อย มีรถยนต์อยู่หนึ่งคัน เสด็จพระองค์ชายประทานให้แก่ท่านชายทั้งสองของหล่อน ส่วนท่านชายเดียวนั้นทรงปฏิเสธรับไว้ เพราะทรงคิดเห็นว่าเกินความจำเป็ไปมาก ท่านจึงรับสั่งให้ใช้ร่วมกันอย่างทุกวันนี้ บางวันก็ไปสามองค์ บางวันก็สององค์ แต่หากวันไหนระยะทางไม่ไกลมากนัก ท่านชายเดียวก็โปรดเสด็จโดยรถม้า หรือไม่ก็ทางชลมารค