บทที่ 24 ชาคลายร้อน
“ข้าได้ยินมาจากท่านปู่ทวดว่าตอนยังเด็กท่านก็เคยเมาเรือ ครั้งหนึ่งท่านขึ้นเขาแล้วได้ช่วยเหลือาุโท่านหนึ่งไว้ ซึ่งาุโท่านนั้นก็ได้สอนเคล็ดลับปรุงชาคลายร้อนนี้ให้ท่าน"
“าุโท่านนั้นบอกว่าชานี้คิดค้นโดยเขาเองหลังจากอ่านตำราโบราณ และมีประโยชน์หลายประการ ประการแรกคือสามารถขจัดความร้อน หากในวันที่อากาศร้อน ๆ แล้วเกิดเป็ลมแดด หรือเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ แน่นหน้าอกและอาเจียน ถ้าดื่มสักชามก็จะช่วยบรรเทาได้”
“ประการที่สองคือดับกระหายและเพิ่มปริมาณน้ำในร่างกาย ใครก็ตามที่เป็ไข้และขาดน้ำสามารถดื่มชานี้ได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาหารปากและลิ้นแห้งตอนตื่นนอนใหม่ ๆ ได้ด้วย ประการที่สามคือลดอาการไม่พึงประสงค์และระงับการอาเจียน ใครที่ชอบมีอาการเมาเรือ ถ้าดื่มสักชามก็จะบรรเทาความอยากอาเจียนได้"
น้ำเสียงของเหยียนซีทั้งชัดเจนและสดใส เธอบรรยายต่อไป “ท่านปู่ทวดของข้าได้เคล็ดลับนี้มาก็มักจะต้มดื่มบนเรือ แล้วก็ไม่อาเจียนจริง ๆ ท่านปู่บอกว่าาุโท่านนั้นอาจเป็หมอเทวดาที่ขึ้นเขาไปเก็บตัวยาแล้วตกอยู่ในอันตราย มิฉะนั้นเขาจะเตรียมชาคลายร้อนที่วิเศษได้หรือ?"
“เ้าพูดสรรพคุณที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ขอให้ข้าสักชามได้หรือไม่?" เมื่อได้ฟังการบรรยายที่ลื่นไหลของเหยียนซีแล้ว ท่านลุงก็มีความกระตือรือร้นที่จะดื่มมากขึ้นทุกที
“ท่านลุง ข้าขอพูดตามตรงว่าตอนนี้ครอบครัวเรากำลังลำบาก และวันนี้ที่ข้าออกมาก็เพื่อจะตั้งแผงลอยเพื่อทดลองขายของ ตอนนี้เรายังไม่ได้จุดเตาอั้งโล่ ชาจึงยังไม่ได้ชง แต่ชาถุงนี้เราชงกันเองให้ครอบครัว ต้องขออภัยจริง ๆ เอาเช่นนี้ดีกว่า ข้าจะเทใส่ชามและให้ท่านลองชิมดูแล้วกัน"
เมื่อพูดเช่นนั้นแล้วเหยียนซีก็หยิบชามออกจากตะกร้า คลายปากถุงน้ำชาออกแล้วเทใส่ชาม ก่อนจะยื่นให้โดยมือทั้งสองข้าง “ท่านลุงลองชิมดูเถิด จากนั้นช่วยวิจารณ์ว่ากิจการชาคลายร้อนของครอบครัวข้า สามารถทำได้จริงหรือไม่"
เมื่อเห็นเหยียนซีส่งชามให้อย่างจริงจัง ท่านลุงก็ไม่กล้าที่จะเพิกเฉย
เขารู้สึกถึงความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง ประหนึ่งว่านี่คือเื่คอขาดบาดตาย
ดังนั้น หลังรับชามจากมือของเหยียนซีแล้วเขาก็ค่อย ๆ ดื่ม เขานิ่งไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา "รสเปรี้ยวอมหวาน แม้ว่าตอนนี้ข้าจะยังไม่รู้ว่าสามารถรักษาอาการเมาเรือได้หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ คือช่วยดับกระหายได้จริง พอดื่มชาชามนี้ลงไปกลับไม่รู้สึกกระหายน้ำแล้ว” เขายื่นชามส่งคืน "น้องชายท่านนี้ ชาของเ้าขายอย่างไร?"
“ข้าเพียง้าหาเลี้ยงชีพ จึงไม่กล้าตั้งราคาสูงนัก ชาสองชามมีราคาเพียงหนึ่งอีแปะเท่านั้น” เหยียนซีหยิบชามกระเบื้องสีฟ้าเนื้อหนาที่นำมาด้วย "ได้สองชามใหญ่แบบนี้เลย"
ทุกคนมองชามสีฟ้าใบนี้ พบว่ามันเป็ชามใหญ่พอสำหรับผู้ใหญ่ ถ้าซื้อชาที่ใส่ในชามสองใบนี้ก็จะสามารถกินได้ถึงสามคนในครอบครัวเลย
“ไม่แพงเลย เพราะชาหนึ่งกาที่โรงน้ำชาฝั่งตรงข้ามก็ราคายี่สิบหรือสามสิบอีแปะแล้ว” ท่านลุงดื่มหมดเกลี้ยงแล้วก็เห็นว่าเหยียนซีตัวผอมและดูอ่อนแอมาก ทั้งยังสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ เนื้อหยาบ แต่ยังถือกาน้ำชาขนาดใหญ่พลางมองมาที่เขาอย่างมีความหวัง
เขาอดบังเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจขึ้นมาไม่ได้ และชาคลายร้อนนี้ก็อร่อยมากจริง ๆ “รีบลงมือทำเถิด ข้ากับน้องชายจะซื้อคนละสองชาม” ขณะที่พูด เขาก็หยิบเงินสองอีแปะออกมาแล้วส่งให้เหยียนซี
“ได้เลย ท่านลุงโปรดรอสักครู่ เราจะชงชากันเดี๋ยวนี้เลย” เหยียนซีวิ่งไปข้างนางหวังและช่วยกันนำเตาอั้งโล่ออกมา ทำการจุดไฟเพื่อชงชาอย่างขะมักเขม้น
คนอื่น ๆ เห็นว่าชายร่างใหญ่ซื้อสี่ชามโดยไม่ลังเล ไม่ว่าจะคิดอย่างไร การซื้อชาสองชามใหญ่ด้วยเงินเพียงหนึ่งอีแปะก็ไม่ขาดทุนเลย
อีกทั้งพอคิดว่าในไม่ช้าจะต้องขึ้นเรือแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ยืนรอกันมานานมาก อากาศก็สุดจะร้อน พอร่างกายร้อนจนหงุดหงิดก็จะรู้สึกกระหายน้ำได้ง่ายขึ้น
ทุกคนยังคิดว่าชายร่างใหญ่พูดถูก หาก้าดื่มชาในโรงน้ำชาก็จะมีราคาไม่ถูกเลย
ชาคลายร้อนสองชามนี้มีราคาเพียงหนึ่งอีแปะ ไม่ใช่ว่าใครจะไม่สามารถจ่ายไหว
แม้ว่าเสื้อผ้าของนางหวังกับเหยียนซีจะมีแต่รอยปะ แต่ทั้งสองก็ดูสะอาดและทำงานเป็ระเบียบกว่าแผงลอยทั่วไป เด็กชายเหยียนซีก็ทักทายผู้คนด้วยรอยยิ้ม ใบหน้ากลม ๆ เต็มไปด้วยความสุขและคำพูดไพเราะเสนาะหู ร้องเรียกท่านลุงและพี่ชายจนทำให้ผู้คนมีความสุข และประทับใจทั้งสองคนั้แ่แรกเห็น
ปลายเดือนสี่ แดดก็แรงอากาศก็ร้อน หลังจากรอขึ้นเรือเป็เวลานาน ทุกคนก็รู้สึกกระหายน้ำและบอกว่า้าจะซื้อด้วย
เหยียนซีจัดระบบการทำงานได้อย่างดีเยี่ยม สองมือสองเท้าคล่องแคล่วมาก หลังจากรอให้น้ำเดือด เด็กหญิงก็ยกกาน้ำชาไปวางด้านข้าง เปิดปากถุงกระดาษที่ทาไขมันและมีน้ำตาลสองช้อนเต็ม ๆ ในนั้น เธอเทน้ำชาลงไปเขย่า ๆ ให้น้ำตาลละลาย จากนั้นเททุกอย่างลงขวดโหลปากกว้างที่เตรียมไว้เพื่อทำให้เย็นลง
"น้องชายท่านนี้ เ้าเพิ่มน้ำตาลไปด้วยหรือ?"
"ใช่แล้ว ต้องเติมน้ำตาลทรายขาวลงในชาคลายร้อนนี้ด้วย" เหยียนซีตอบสนองทันใดแล้วพึมพำด้วยเสียงต่ำ "น้ำตาลแพงมากเลย"
ปัจจุบันน้ำตาลทรายขาวมีราคาแพงและคนทั่วไปก็ไม่สามารถซื้อได้ เฉพาะเมื่อมีแขกผู้ทรงเกียรติมาที่บ้านหรือเมื่อถึงวันปีใหม่เท่านั้น เ้าบ้านที่มีเงินเหลือใช้ถึงจะเลี้ยงแขกด้วยน้ำหวาน
ทุกคนเห็นว่าเหยียนซีเติมน้ำตาลสองช้อนเต็ม ๆ ลงในกาน้ำชา จึงรู้สึกได้ทันทีว่ามูลค่าของชานี้สูงขึ้นมาก
หลังจากล้างชามและชาก็ไม่ร้อนจัดแล้ว เหยียนซีก็วางชามกระเบื้องขนาดใหญ่ลงที่โต๊ะหินกลางศาลา “ท่านลุง หากท่านพกถุงใส่น้ำมาด้วย ประเดี๋ยวข้าจะเติมให้ ท่านจะได้เอาติดตัวไปดื่มบนเรือ การจิบเพียงเล็กน้อยจะทำให้รู้สึกสบายตัวที่สุดเมื่อท่านมีอาการเมาเรือ"
“น้องชายท่านนี้ช่างใส่ใจ ช่วยเติมให้ข้าด้วยเถิด” ชายร่างใหญ่หยิบถุงใส่น้ำออกมา ซึ่งน้ำในนั้นเขาและน้องชายดื่มไปหมดแล้ว
เหยียนซีหยิบถุงใส่น้ำที่ว่างเปล่าขึ้นมา แล้วค่อย ๆ เทชาจากชามทีละใบ และชาในชามใบใหญ่ทั้งสามก็ใส่ถุงน้ำได้พอดี ส่วนอีกชามที่เหลือ เหยียนซียื่นให้ชายร่างใหญ่และบอกให้เขาค่อย ๆ ดื่ม
อากาศร้อนแบบนี้ ชายร่างใหญ่ดื่มหมดไปหนึ่งชามภายในอึกเดียว เขายกมือเช็ดปากแล้วถอนหายใจ "สดชื่นมาก" เขาหันไปมองน้องชาย แล้วเทชาจากถุงน้ำใส่ชาม จากนั้นยื่นให้น้องชายที่ดูซูบผอมและอ่อนแอ คงจะเมาเรือง่ายจริง ๆ
เมื่อเห็นพวกเขาดื่มอย่างมีความสุข แล้วคนอื่นๆ ก็รู้สึกกระหายน้ำมากขึ้น ใครมีถุงใส่น้ำก็จะปลดถุงน้ำออกมาเพื่อเติมบ้าง ถ้าใครไม่มีถุงใส่น้ำ ก็สามารถซื้อใส่ชามแล้วดื่มช้า ๆ ได้
เหยียนซีมีความปราดเปรียวในการรับเงินและคิดคำนวณ ขณะที่เก็บเงินก็ยังมีแรงที่จะะโว่า “ท่านทั้งหลาย อากาศร้อน ๆ เช่นนี้ มาดื่มชาสมุนไพรให้สดชื่นกันเถิด! สองชามใหญ่ราคาเพียงอีแปะเดียว แค่อีแปะเดียวเท่านั้น!"
“หนึ่งอีแปะ หนึ่งอีแปะเท่านั้น! ซื้อเพื่อให้เสียเงิน อย่าซื้อเพื่อให้เสียเปรียบ!”
"ฮ่าฮ่า น้องชายท่านนี้น่าสนใจจริง ๆ "
“ในเมื่อเราไม่โดนเอาเปรียบ เช่นนั้นก็เราซื้อสามชามเลย"
บรรดาลูกหาบที่แบกกระเป๋าตรงท่าเรือ ก็รู้สึกสนใจเมื่อได้ยินเสียงะโของเด็กชาย และทุกคนก็หันมามอง
ลูกค้าที่ซื้อไปชิมต่างก็พูดเป็เสียงเดียวกันว่าชาคลายร้อนนี้ดีกว่าน้ำแกงที่มีแต่รสเปรี้ยว เพราะมันมีทั้งรสชาติเปรี้ยวอมหวานอีกทั้งยังอร่อย ยิ่งเติมน้ำตาลลงไปด้วยยิ่งทำให้รสชาติแตกต่างออกไป
ชาสองชามใหญ่ที่ใส่น้ำตาล แต่มีราคาเพียงหนึ่งอีแปะ คนที่ทำงานบนท่าเรือก็รู้สึกกระหายน้ำและเหน็ดเหนื่อยเป็ทุนเดิม พวกเขาจึงยอมเสียเงินเพื่อได้ดื่มมัน
ต้องทราบก่อนว่าพวกเขาจะดื่มน้ำใส่น้ำตาลเพียงชามเดียวเมื่อเหนื่อยมาก ๆ เท่านั้น และมูลค่าของน้ำหวานหนึ่งชามในสายตาครอบครัวที่ยากจนนั้นสูงกว่ามูลค่าของน้ำแกงโสมของครอบครัวที่ร่ำรวยเสียอีก
นางหวังฟังทุกอย่างที่เหยียนซีพูด แต่นางไล่ตามคำพูดเ่าั้ไม่ทันเลย นางจึงไม่รู้จะพูดอะไร จึงได้แต่ทำตัวเหมือนเป็ใบ้และทำงานไปอย่างเงียบ ๆ
เมื่อเห็นว่าชากำลังจะหมด นางจึงไปหาคนในเมืองเพื่อขอยืมบ่อน้ำและเติมน้ำให้เต็มกา
เหยียนซีจะใช้ตะเกียบคีบถุงชาเก่าออก จากนั้นก็หยิบถุงชาใบใหม่ออกมาจากถุงผ้าที่ถือมาด้วยแล้วเติมลงไปใหม่
แต่เธอไม่ได้โยนถุงชาเก่าทิ้งไปเรื่อย เพราะเธอบิดน้ำออกให้หมาดแล้วใส่กลับไปในถุงผ้า
การทำเช่นนี้ ส่งผลให้ผู้คนรอบตัวเชื่อว่าเธอมีสูตรลับเฉพาะสำหรับชานี้จริง ๆ
มีคนเดินผ่านมาและเห็นความคึกคักในศาลา จึงถามด้วยความสงสัยว่า "พวกท่านกำลังทำอะไรกันหรือ?"