ในช่วงบ่ายของฤดูใบไม้ร่วง คิโยชิที่กำลังนั่งวาดรูปอยู่นั้นมองไปยังโชที่นั่งคัดลายมืออยู่กับชิเงรุข้างกับสายน้ำของลำธารขนาดย่อม คิโยชินั้นกำลังวาดรูปของโชในแต่ละช่วงของวัยเพื่อเก็บไว้ดูในยามที่โชได้เติบโตขึ้นเป็นหนุ่ม บัดนี้น้องชายของเขาอายุได้สิบขวบแล้วซึ่งโตมากพอที่จะเริ่มถูกสอนวิชาที่จำเป็นสำหรับการเป็นชนชั้นสูงและว่าที่อนาคตไดเมียวแห่งชิงะ โชถูกสอนวิชาต่างๆ โดยอากาเนะและฮิโรมาสะ ซึ่งเข้มข้นและจริงจังยิ่งกว่าตอนที่คิโยชิได้เรียนกับมาซาโตะเป็นอย่างมาก โชนั้นทราบดีว่าตนเองจะต้องได้ขึ้นเป็นไดเมียว และตำแหน่งที่ว่าก็เริ่มกดดันเขาทีละน้อยตามอายุที่มากขึ้น นิสัยเอาแต่ใจแบบเด็กๆ ของเขาเริ่มเลือนหายไป เหลือก็แต่นิสัยเงียบขรึม เป็นผู้ใหญ่และมีเหตุมีผล เขากลายเป็นชนชั้นสูงที่นิ่งเงียบเวลาที่อยู่ต่อหน้าผู้คน แต่ถึงกระนั้น ในสายตาของชิเงรุ โชก็ยังเป็นเด็กที่อ่อนโยนและยิ้มแย้มเวลาอยู่กับเขาเสมอมา
ช่วงระยะสองสามปีที่ผ่านมานี้ ในห้องเรียนของโชนั้น แทนที่จะมีเพียงแค่โชและอากาเนะหรือฮิโรมาสะที่เป็นคนสอน แต่กลับมีชิเงรุมานั่งเรียนอยู่ด้วย เหตุก็เป็นเพราะว่าเมื่อครั้งที่เริ่มเรียนอย่างจริงจังใหม่ๆ ชิเงรุได้แยกไปเรียนกับมาซาโตะผู้เป็นพ่อของเขา ส่วนโชก็แยกมาเรียนกับอากาเนะและฮิโรมาสะ แต่แล้วด้วยนิสัยที่เอาแต่ใจและเคยตัวติดกันของโชและชิเงรุ ทำให้โชไม่มีสมาธิในการเรียนเลยแม้แต่น้อย จนในที่สุดฮิโรมาสะก็อนุญาตให้ชิเงรุได้เข้ามาเรียนด้วยกันกับโช และนั่นก็แก้ปัญหาทุกอย่างได้แทบจะในทันที โชที่เคยเกี่ยงไม่ยอมทำแบบฝึกหัด ไม่ยอมคัดลายมือ หรือท่องจำความรู้ที่จำเป็น กลับกลายเป็นคนละคนที่สุขุมเยือกเย็น ตั้งใจเรียนและมีเป้าหมายขึ้นมาอย่างชัดเจนเมื่อมีชิเงรุคอยอยู่เคียงข้าง มาซาโตะเองก็ได้แต่ขอโทษขอโพยที่ต้องให้ลูกชายของเขามาเรียนรู้วิชาของชนชั้นสูงซึ่งถือว่าเป็นการไม่สมควรนัก แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่มาซาโตะได้รับกลับกลายเป็นรอยยิ้มของอากาเนะและความมีเมตตาจากฮิโรมาสะที่ไม่เคยมองว่าชิเงรุต่ำต้อยเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังขอบคุณชิเงรุที่คอยชักนำโช ลูกชายผู้เอาแต่ใจให้เป็นไปในทางที่ถูกที่ควรอีกด้วย
การเรียนนั้นเคร่งเครียดมากขึ้นทุกวันและในแต่ละวันจะมีช่วงพักให้เด็กทั้งสองได้ออกมาเล่นบ้างในบางเวลา ด้วยความที่ทั้งโชและชิเงรุเติบโตขึ้นจนไม่สามารถเล่นอะไรแบบเด็กๆ ได้อีกต่อไป การพักผ่อนสมองที่โชชื่นชอบที่สุดเห็นจะเป็นการได้ไปนั่งเล่นที่ชิงช้าแขวนบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ แน่นอนว่ามันคือต้นที่มักจะมีหิงห้อยมาเกาะอยู่เสมอ โชเพิ่งมีความคิดที่จะนำชิงช้ามาแขวนไว้ที่นี่เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วและเขาก็ชอบมันเป็นอย่างมากอีกด้วย
และในวันนี้ก็เช่นเดียวกัน โชและชิเงรุกำลังนั่งชิงช้ารับลมอย่างสบายใจในยามบ่ายแก่ๆ ของวัน การเรียนวันนี้เกี่ยวกับเรื่องชนชั้นการปกครองและการบริหารคนทำให้โชถูกตอกย้ำว่าเขาจะต้องขึ้นเป็นไดเมียวตามพ่อของเขา และนั่นไม่ใช่งานง่ายๆ เลย ถ้าจะให้พูดตามความเป็นจริงแล้ว ลึกๆ เขาอยากให้ชิเงรุได้ขึ้นเป็นไดเมียวแทนตัวเองเสียด้วยซ้ำแต่นั่นคงจะเป็นไปไม่ได้ โชคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยก่อนจะตัดสินใจถามชิเงรุที่นั่งอยู่ข้างกายของเขาด้วยน้ำเสียงเนือยๆ
"ท่านพี่… ถ้าข้าไม่อยากเป็นไดเมียวแล้ว ท่านจะยอมเป็นแทนข้าหรือเปล่า" ชิเงรุเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าคมหันมามองโชที่บัดนี้ใบหน้าสวยไม่อาจคาดเดาความรู้สึกได้ทั้งหมด เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำพูดนั้นนัก
"ทำไมถามอะไรเช่นนั้น" โชย่นปากขึ้นมาในทันทีราวกับว่าเป็นคำตอบที่เขาคาดเดาเอาไว้อยู่แล้ว ในที่สุดก็เผลอพูดออกไปจนได้ คงจะเป็นเพราะสองสามปีที่ผ่านมานี้เขาได้รับแรงกดดันเกินกว่าที่เด็กสิบขวบจะได้รับทำให้เผลอคิดเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ชิเงรุที่เห็นโชเงียบไปเขาก็เอ่ยขึ้น
"ข้าเป็นไดเมียวไม่ได้อยู่แล้ว เจ้าเกิดมาเพื่อสืบทอดตระกูลอิชิฮาระ ถ้าเจ้าไม่เป็นไดเมียวแล้วใครจะเป็น" โชถอนหายใจเชื่องช้ากับคำพูดนั้น เขาหันมามองชิเงรุด้วยแววตาที่เป็นกังวล
"แล้วถ้าข้าเป็นไดเมียวที่ไม่ดีล่ะ ถ้าทุกคนเกลียดข้าแล้วอยากชิงตำแหน่ง ท่านพี่จะหักหลังข้าไหม" ชิเงรุหัวเราะหึๆ กับคำถามนั้นของเด็กน้อย เขายิ้มบางแล้วเอ่ย
"ไม่หรอก" ใบหน้าคมหันมามองคนตัวเล็กกว่าแล้วเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ
"ต่อให้คนทั้งเอโดะเกลียดเจ้า ข้าก็จะเป็นคนเดียวที่ไม่ยอมเป็นเช่นนั้น" ทันทีที่ได้รับฟังคำสัญญา โชก็ยิ้มขึ้นราวกับโล่งใจและดีใจเป็นอย่างมาก เขามีสีหน้าตื่นเต้นดีใจก่อนจะเอ่ยราวกับตัดสินใจได้ในที่สุด
"งั้นข้าจะเป็นไดเมียวก็ได้!" ว่าแล้วก็กระโดดลงบนพื้นแล้วจับมือของชิเงรุ เอ่ยด้วยเสียงที่มีพลังสดชื่นแตกต่างกับเมื่อครู่
"รีบไปเรียนกันเถอะ เดี๋ยวสายแล้วท่านแม่จะบ่น" ว่าแล้วก็จูงมือของชิรุ กึ่งเดินกึ่งวิ่งมุ่งหน้าไปยังปราสาทที่อยู่ไม่ไกลมากนัก ชิเงรุมองดูโชที่กลับมากระตือรือร้นแล้วก็ได้แต่ยิ้มออกมาบางๆ เดินตามคนตัวเล็กไปอย่างว่าง่าย
นิยายอัพเป็นประจำทุกวันพุธ เสาร์ อาทิตย์ค่ะ