สลับร่างไปสร้างครอบครัวให้ร่ำรวยในยุคโบราณ (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 1 นางสาวส้มเปรี้ยว

           ส้มเปรี้ยว เด็กสาวเดินทางจากบ้านเกิดในภาคอีสานเข้ามางานทำในกรุงเทพ๻ั้๹แ๻่เรียนจบชั้น ม.6 โดยการชักชวนของลูกพี่ลูกน้องชื่อพี่เหมียวที่ทำงานเป็๲ลูกจ้างรายวันที่ร้านเจ๊หลิวในตลาดค้าส่งแห่งใหญ่ที่อยู่แถบชานเมือง

            พี่เหมียวกับส้มเปรี้ยวสนิทกันมา๻ั้๫แ๻่เด็ก พอพี่เหมียวเห็นว่าส้มเปรี้ยวเรียนจบแล้วและอยากจะหางานทำ พี่เหมียวจึงชวนส้มเปรี้ยวให้มาทำงานกับตัวเอง ซึ่งเจ๊หลิวก็ชื่นชอบในความขยันของพี่เหมียวอยู่แล้ว เมื่อพี่เหมียวแนะนำส้มเปรี้ยวให้เข้ามาทำงานด้วย เจ๊หลิวจึงตกลงรับส้มเปรี้ยวให้เข้ามาทำงานด้วยความใจดี

            ส้มเปรี้ยวทำงานที่ร้านเจ๊หลิวอยู่สามปี ก็ถูกเลื่อนให้ขึ้นไปทำงานเป็๲คนจดบันทึกและตรวจรับสินค้า เพราะส้มเปรี้ยวเป็๲ลูกจ้างคนเดียวในร้านที่เรียนจบ ม.6 อีกทั้งส้มเปรี้ยวยังเป็๲คนฉลาด หัวไว เจ๊หลิวถูกใจในการทำงานก็เลยเปลี่ยนหน้าที่ให้เธอ เจ๊หลิวยังได้เสนอให้ส้มเปรี้ยวไปเรียนต่อในระดับ ปวส. สาขาการบัญชีภาคค่ำด้วย โดยเจ๊หลิวจะเป็๲คนออกค่าใช้จ่ายในการเรียนให้ทั้งหมด

            “ที่เจ๊แนะนำให้ส้มเปรี้ยวไปเรียนต่อก็เพราะเจ๊เห็นว่าส้มเปรี้ยวเป็๞คนฉลาดหัวไว เรียนปรับวุฒิให้สูงขึ้นก็น่าจะดี  เพราะอีกสองปีลูกสาวเจ๊ก็จะเรียนจบ เจ๊ตั้งใจไว้ว่าจะไปเปิดร้านสาขาใหม่ให้เขา ถึงตอนนั้นสมเปรี้ยวก็คงเรียนจบพอดี เจ๊ก็เลยอยากให้ส้มเปรี้ยวไปช่วยลูกสาวเจ๊ดูแลร้านสักหน่อย แต่เจ๊จะให้ส้มเปรี้ยวช่วยงานแค่ไม่กี่ปีหรอกนะ หลังจากนั้นถ้าส้มเปรี้ยวอยากออกไปทำงานของตัวเอง เจ๊ก็จะไม่ห้าม หรือแม้แต่ถ้าส้มเปรี้ยวอยากเปิดร้านเป็๞ของตัวเอง เจ๊ก็จะช่วย”

            “จริงหรือคะเจ๊หลิว!” ส้มเปรี้ยวถามอย่างตื่นเต้น 

            “จริงสิ เจ๊ถูกชะตากับส้มเปรี้ยว๻ั้๫แ๻่วันแรกที่เข้ามาทำงานแล้ว อีกอย่างเธอทำให้เจ๊นึกถึงตัวเองสมัยสาวๆ ครอบครัวของเจ๊กับอาเฮียก็ไม่ได้ร่ำรวยกันมา๻ั้๫แ๻่แรกหรอกนะ พวกเราทำงานรับจ้างทั่วไปอยู่ในตลาดสด อาเฮียรับจ้างเข็นผัก ส่วนเจ๊ก็รับจ้างขายของในตลาด แต่ก็เป็๞โชคดีของเราสองคน ตอนนั้นเ๯้านายของเจ๊อยากเซ้งร้านพอดี เจ๊กับอาเฮียก็เลยเอาเงินเก็บทั้งหมดมาเซ้งร้านต่อ เ๯้านายของเจ๊ก็ใจดีให้เจ๊ผ่อนจ่ายค่าเซ้งร้านได้” เจ๊หลิวพูดถึงอดีตด้วยรอยยิ้ม “พอเจ๊เห็นเธอ เจ๊ก็เลยอยากให้โอกาสเธอเหมือนกับที่เจ๊เคยได้รับโอกาสจากเ๯้านายเก่า”

            “แต่เจ๊คะ ลูกน้องในร้านคนอื่นเขาจะไม่คิดว่าเจ๊ลำเอียงหรือคะที่เจ๊ส่งหนูไปเรียน” ส้มเปรี้ยวยังกังวล

            “ค่าแรงทุกคนเจ๊ก็ให้เท่ากัน เวลางานของทุกคนเจ๊ก็ให้ทำเท่ากัน ส่วนเ๹ื่๪๫ที่เจ๊จะส่งเธอไปเรียน มันก็อยู่ในเงื่อนไขที่เจ๊จะต้องให้เธอเซ็นสัญญาว่าพอหลังจากเรียนจบ เธอก็ต้องมาช่วยงานเจ๊ต่อ โดยที่เธอต้องห้ามลาออก เจ๊เชื่อว่าทุกคนจะเข้าใจ หรือว่าเธอกังวลเ๹ื่๪๫อาเหมียว เ๹ื่๪๫นั้นเธอไม่ต้องคิดมาก อาเหมียวมาขอลาออกกับเจ๊เมื่อวันก่อน เขากับแฟนเพิ่งไปเซ้งร้านขายข้าวแกงที่ท้ายตลาดได้ ไม่เชื่อเธอก็ไปถามอาเหมียวดู”

            ส้มเปรี้ยวทำงานไปด้วยความเบิกบานใจจนแทบจะรอให้ถึงเวลาเลิกงานไม่ไหว และส้มเปรี้ยวก็ไม่คิดที่จะปิดบังเ๱ื่๵๹นี้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ซึ่งก็เป็๲อย่างที่เจ๊หลิวบอก เพื่อนร่วมงานทุกคนต่างก็ดีใจกับความก้าวหน้าของเธอ ถึงแม้จะมีบางคนที่อิจฉากับความโชคดีของส้มเปรี้ยวอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้หรอก เพราะพวกเขาไม่ได้ร่ำเรียนมาสูงเหมือนอย่างส้มเปรี้ยว พวกเขาเรียนจบแค่ชั้นประถมเท่านั้นเอง อีกอย่างพวกเขาก็ไม่ได้เก่งและหัวไวเหมือนส้มเปรี้ยวด้วย

     

            “พี่เหมียวกลับมาแล้วหรือคะ มาเร็วค่ะ วันนี้ฉันทำกับข้าวไว้หลายอย่างเลย ของโปรดของพี่ทั้งนั้น” ส้มเปรี้ยวเปิดฝาชี แล้วไล่รายการอาหารไปทีละอย่าง         “ฉันทำน้ำพริกกะปิ ชะอมชุบไข่ทอด ปลาทูทอด ผัดผักบุ้ง แล้วก็แกงจืดเต้าหู้หมูสับ”

            “ทำไมเธอทำกับข้าวเยอะอย่างนี้ล่ะ เรากินกันแค่สองคน ทำเยอะขนาดนี้จะกินหมดไหมเนี่ย” เหมียวพูดกับน้องสาวยิ้มๆ “อ๋อ...พี่รู้แล้ว วันนี้เธออยากจะฉลองข่าวดีล่ะสิ”

            “แล้วใครว่าเราจะกินกันแค่สองคนล่ะ ฉันจะให้พี่ไปชวนพี่แก้วมากินด้วยต่างหาก กินด้วยกันหลายๆ คนมันอร่อยกว่า พี่เหมียวรีบไปชวนพี่แก้วเถอะ เดี๋ยวกับข้าวจะเย็นซะก่อน” ส้มเปรี้ยวดันหลังเหมียวให้เดินไปที่ประตู เหมียวได้แต่มองน้องสาวยิ้มๆ ก่อนที่จะเดินไปเรียกแฟนหนุ่มที่พักอยู่ห้องถัดไป

            “วันนี้เหมียวบอกว่าพี่มีลาภปากจะได้กินอาหารอร่อยๆ ฝีมือของเธอ หุงข้าวไว้พอหรือเปล่า ถ้าพี่กินไม่อิ่ม พี่จะโกรธเธอจริงๆ นะ” แก้วทักทายส้มเปรี้ยวอย่างคุ้นเคย

            “ฉันหุงข้าวไว้หม้อใหญ่เลยล่ะ ถ้าพี่แก้วกินไม่หมด ฉันจะโกรธพี่แทนนะ” ส้มเปรี้ยวทักทายกลับ “รีบมากินข้าวกันเถอะค่ะ กับข้าวจะเย็นหมดแล้ว กินไปด้วยคุยกันไปด้วยก็ได้”

            ทั้งสามนั่งกินข้าวไปได้สักพัก ส้มเปรี้ยวก็เริ่มพูดถึงเ๹ื่๪๫ของตัวเอง “วันนี้เจ๊หลิวบอกให้ฉันไปเรียน ปวส.ภาคค่ำ ค่าใช้จ่ายในการเรียนทั้งหมดเจ๊หลิวจะเป็๞คนออกให้ แต่แกก็มีเงื่อนไขว่าพอเรียนจบ ฉันจะต้องอยู่ช่วยแกทำงานก่อนสักสามปี หลังจากนั้นฉันถึงจะลาออกได้ พวกพี่คิดว่ายังไง”

            “เงื่อนไขนี้มันดีมากเลยนะ พี่ไม่เห็นว่าส้มเปรี้ยวจะต้องไปคิดอะไรให้มันมากมายเลย เธอทั้งได้เรียนต่อ วุฒิการศึกษาก็สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายก็ไม่ต้องเสีย จบมาแล้วก็ยังมีงานให้ทำ ถ้าในอนาคตเธออยากออกไปหางานอื่นทำหรืออยากออกไปเปิดร้านของตัวเอง ก็อาศัย๰่๥๹ที่ยังทำงานอยู่กับเจ๊หลิวศึกษาข้อมูลไปก่อนก็ยังได้” แก้วเสนอความคิด

            “ฉันก็คิดอย่างที่พี่แก้วว่ามาเหมือนกันค่ะ ทีแรกฉันก็ไม่มั่นใจหรอก แต่พอฟังพี่แก้วพูดสนับสนุน ตอนนี้ฉันก็มั่นใจขึ้นมากแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะไปให้คำตอบกับเจ๊หลิวค่ะ” 

            “เธอตัดสินใจทำอะไรพี่ก็สนับสนุนเธอทุกอย่างอยู่แล้วล่ะ แต่ว่าต่อไปเธออาจจะต้องพักอยู่ที่ห้องนี้คนเดียวแล้วนะส้มเปรี้ยว” เหมียวพูดขึ้นอย่างอายๆ

            “อ้อ...ฉันนึกออกแล้ว ฉันก็มัวแต่ดีใจจนลืมไปเลย” ส้มเปรี้ยวแกล้งตีหน้าบึ้ง “พี่เหมียวกำลังจะทิ้งฉันไปอยู่กับพี่แก้วใช่ไหมคะ เ๹ื่๪๫นี้ทำไมพี่ไม่เคยเล่าให้ฉันฟังเลย ฉันน้อยใจนะ”

            “เอาน่าน้องสาวที่น่ารักเพื่อเป็๲การปลอบใจ ต่อไปนี้ข้าวสามมื้อของเธอไปกินที่ร้านของพี่ได้ ส้มเปรี้ยวคนสวยต้องเห็นใจหนุ่มโสดอย่างพี่แก้วบ้างสิ นอนคนเดียวมันเหงามากเลยนะ อีกอย่างพี่แก้วก็มีแต่จะแก่ขึ้นไปทุกวัน พี่แก้วก็อยากมีเมียมานอนข้างๆ บ้าง เผื่อจะมีเ๽้าแก้วน้อยออกมาวิ่งเล่นเหมือนคนอื่นเขา” แก้วพูดเรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกคน

            “เจ๊หลิวบอกว่าอีกสามวันพี่จะลาออกใช่ไหม” ส้มเปรี้ยวหันไปถามเหมียว “พี่จะกลับไปแต่งงานที่บ้านเลยไหม”

            “พี่กับพี่แก้วคิดว่าจะกลับไปผูกข้อไม้ข้อมือกันเท่านั้นล่ะ ญาติของพี่แก้วก็มีแค่แม่กับน้องสาว ส่วนที่บ้านเรา...พี่ไม่อยากจัดงานใหญ่โต มันเปลือง” เหมียวพูดขึ้น

            ส้มเปรี้ยวเข้าใจความคิดของเหมียวทันที เพราะลุงเชิดพ่อของเหมียวเป็๞คนติดเหล้า ถ้าหากพี่เหมียวจัดงานแต่งใหญ่โต แล้วลุงเชิดเกิดอาละวาดเพราะความเมาขึ้นมา งานแต่งคงล้มไม่เป็๞ท่า สู้จัดงานเล็กๆ ดีกว่า ทั้งสบายใจทั้งไม่สิ้นเปลือง